100-แปลนบ้านก็เป็นความหวังแบบหนึ่ง
by S.J. Raventideฉันไปถึงหน้าตึกแถวหลังมื้อกลางวันพอดี บ่ายแบบกรุงเทพ อภิวัฒน์ ที่แดดไม่ได้แค่ส่องคุณ แต่มันส่งบิลมาพร้อมค่าบริการเพิ่ม บานประตูเหล็กก็ยังฝุ่นจับเหมือนเดิม สีผนังซีดเหมือนเดิม แต่คราวนี้ฉันมีปากกาในกระเป๋า กับตัวเลขในหัว
Sponsored Ads
คุณแหม่มยืนรออยู่แล้ว ครึ่งตัวอยู่ในร่ม อีกครึ่งอยู่ในอารมณ์ที่บอกว่ามีอีกสามนัดต่อจากนี้ และไม่มีนัดไหนที่เกี่ยวกับความอดทน แฟ้มพลาสติกอยู่ในมือหนึ่ง พวงกุญแจอยู่ในอีกมือ เหมือนยืนเฝ้าประตูอาณาจักรที่มีปัญหาท่อน้ำ
“มาพอดีเลยนะค่ะ น้องกรณ์” เธอว่า พลางไขกุญแจด้วยท่าทีที่บอกว่าเคยทำมาพันรอบ
“ดูอีกรอบให้ชัวร์นะจ๊ะ จะได้ไม่มาบ่นพี่ทีหลัง”
ฉันก้าวเข้าไปข้างใน กลิ่นอับอุ่นกับฝุ่นต้อนรับเหมือนเดิม แต่เพิ่มกลิ่นบางอย่างที่เหมือนจิ้งจกเพิ่งแตกแถวหนีใครสักคน (ฉันไม่ได้ถามนะ แต่มันก็บอกกลิ่นมาเอง) รอยร้าวตรงผนังหน้ากว้างขึ้น พื้นก็ยังส่งเสียงเอี๊ยดเหมือนส่งรหัสมอร์สเตือนรองเท้าฉันอยู่
ตรงบานเลื่อนยังมีสติกเกอร์ AIWA ติดอยู่ สีซีดลงจนอยู่กึ่งกลางระหว่างยาสีฟันเก่า กับเงาวิญญาณดื้อ ๆ ครึ่งหนึ่งลอกออก อีกครึ่งยังเกาะแน่นเหมือนยังต้องปกป้องใบรับประกัน มันดูเป็นความภูมิใจที่รอดมาได้สามเจ้าของกับการเปลี่ยนรูปแบบฟอร์แมต
“ผมชัวร์ครับ” ฉันตอบ ทั้งที่ไม่มีอะไรในนี้สมควรได้รับความมั่นใจ
คำพูดมันเหมือนการเซ็นคบหากับปลวกแบบระยะไกล
คุณแหม่มดึงฟอร์มใหม่จากแฟ้ม เป็นงานพิมพ์สองภาษา ไทยอยู่บน อังกฤษอยู่ล่าง และเงาของเทมเพลตสัญญาสหรัฐฯ ที่แปลไม่หมด ซ่อนอยู่ข้างใต้
“ขอชื่อเต็ม–นามสกุล แล้วก็เลขบัตรประชาชนด้วยค่ะ น้องกรณ์”
ฉันหยิบบัตรเก่าเคลือบลามิเนตออกมา รูปถ่ายเหมือนเพิ่งโดนจับข้อหาเดินเตร่อยู่ริมถนน
“ธนากร สิริพงษ์ชัย” ฉันตอบ
เธอเขียนลงในช่อง
First Name: THANAKORN
Middle Name: — (ขีดฆ่าด้วยเส้นแข็ง ๆ เหมือนตั้งใจลบให้ตาย)
Last Name: SIRIPONGCHAI
แบบฟอร์มมีช่องกรอก “สถานะการพำนัก” เธอเขียนว่า “51” และขีดเส้นใต้สองครั้ง
คุณแหม่มกางสัญญาบนโต๊ะพับ ที่วางอยู่บนกระดาษแข็งโปรโมชันบัตรโทรศัพท์ปี 1998
“ตรงนี้นะ เริ่มวันนี้เลยนะค่ะ ง่ายดี ไม่ต้องมานั่งคิดเศษ ๆ”
เงื่อนไขชัดเจน
– ค่าเช่า: ฿8,500 ต่อเดือน (ชำระล่วงหน้า 3 เดือน + มัดจำ 1 เดือน)
– สิทธิซื้อขาด: ฿1,850,000 ภายใน 2 ปีนับจากวันนี้ (ราคาตายตัว ไม่รวมค่าโอน)
“ถ้าฝรั่งเขาก็คิดโปรเรตครึ่งเดือน” เธอพูดไป ขณะเขียนตัวเลข
“ของเราก็คิดครึ่งเดือนนะ…แต่บวกเก็บล่วงหน้า บวกมัดจำ บวกค่าอากรแสตมป์ บวกค่าทำสัญญา — ครบ จบ ในวันเดียว”
ฉันก้มดูยอดรวมบนกระดาษ: ฿48,500
หรือถ้าแปลเป็นภาษากรุงเทพฯ ก็คือ “ราคาซื้อรถมอเตอร์ไซด์ + ค่าเบียร์เปิดร้าน 3 คืน” ในหัวฉันคิดเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘Welcome to the 51st state — pay like America, live like Bangkok.’
เธอเซ็นชื่อย่อทุกหน้าแบบไม่หยุดพัก คล้าย ๆ กับกลองรัวที่ไม่มีคนฟังแต่ก็ต้องเล่นให้จบ ฉันหันไปมองสติกเกอร์ AIWA อีกที มันยังอยู่ที่เดิม ดื้อเงียบเหมือนเดิม เหมือนมองดูดีลนี้เกิดขึ้น แล้วพนันเงียบ ๆ ว่าฉันคงไม่รอดครบสัญญาเช่า
ถนนข้างนอกมีเพลงประกอบของมันเอง เพลงลูกทุ่งจากวิทยุเสียงแหลม เสียงเบรกมอเตอร์ไซค์ดังเอี๊ยด แล้วก็เสียงคนตะโกนราคามะม่วงดังพอจะบันทึกลงในสัญญาได้ พอเสร็จทุกอย่าง ฝุ่นในลำแสงแดดดูเหมือนเกล็ดทองคำในวิสกี้ราคาถูก
ฉันเซ็นชื่อ สองครั้ง ครั้งหนึ่งสำหรับสัญญาเช่า อีกครั้งสำหรับทุกสิ่งที่เมืองนี้กำลังจะคิดบิลต่อไป
Sponsored Ads
———————
ถอน 3 รอบ โลกไม่พอใจ
ใบเสร็จบอกว่า “ยินดีด้วย” ยอดเงินในบัญชีบอกว่า “พยายามได้ดีนะ”
ฉันเดินออกจากตึกแถว มือหนึ่งถือสัญญา อีกมือหนึ่งถือความรู้สึกเสียดายที่โตขึ้นเรื่อย ๆ กับสีหน้าของคนที่เพิ่งนึกได้ว่ายังต้องไปจัดการกับเงินสดของจริง
“พี่ไปรอที่ร้านกาแฟเซย์นะ” คุณแหม่มว่า
ปิดแฟ้มดัง แปะ แบบเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่เคยเห็นเรื่องแย่กว่านี้มาแล้ว
“ข้าง ๆ ซอยนี้ เดินไม่ไกล เดี๋ยวนั่งรอกาแฟเพลิน ๆ”
ฉันพยักหน้า ใน RB51 นั่นเท่ากับการทำสัญญาด้วยวาจา แนบสำเนาบัตรสองใบ และประกาศความตั้งใจในการเสียภาษี
ตู้เอทีเอ็มที่ใกล้ที่สุดอยู่ระหว่างร้านขายยาลดราคา กับร้านไก่ทอดที่มีกลิ่นปี 1997 จอ CRT กระพริบด้วยสีของไฟล์สเปรดชีตที่ถูกลืม กับรหัส PIN ที่ไม่มีใครจำได้แล้ว
รอบแรก: ฿20,000
ตู้ทำเสียงวืด ๆ เหมือนกำลังพิมพ์พันธบัตร ช่องจ่ายเงินคายธนบัตรลงถาดพลาสติก แล้วฉันเกือบได้ยินมันถอนหายใจ
รอบสอง: ฿20,000
มันถามว่า ต้องการพิมพ์ใบเสร็จหรือไม่? ฉันกด ไม่ แต่มันพิมพ์ให้เองอยู่ดี แถมพิมพ์มาให้สองใบ ทั้งคู่เขียนว่า “Thank you” แต่ฟังแล้วเหมือนหมายถึง อย่ากลับมาอีกนะ
รอบสาม: ฿9,000
ไม่ใช่ว่าฉันต้องการขนาดนั้น แต่เพราะตู้ไม่มีแบงก์ร้อยหรือห้าร้อย ถอนขั้นต่ำ = เสียดสีขั้นสูงสุด ตอนนี้ฉันมีอยู่ ฿49,000 ยัดลงซองเอกสารสีน้ำตาลที่เคยใส่เรซูเม่เก่า พร้อมเศษสุดท้ายของความเชื่อใจในระบบ
การเดินฝ่าการจราจรยามบ่ายของกรุงเทพฯ พร้อมซองเงินตุง ๆ มันให้ความรู้สึกเหมือนฉากที่โดนลบออกจากหนังปล้นธนาคาร วินมอเตอร์ไซค์ชะลอเข้ามาใกล้
“ไปไหนครับพี่?”
“ไปจ่ายกรรมครับ” ฉันตอบ
เขาพยักหน้า สีหน้าของคนที่รู้ว่าแววตานั้นหมายถึงอะไร
แม่ค้าลอตเตอรี่เหลือบตามามอง แล้วว่า “วันนี้ราศีจับนะพี่… ซื้อลอตเตอรี่ไว้มั้ย?”
ฉันยิ้มแบบคนที่เคยเห็นโชคชะตาตัวเองแล้ว และมันถูกพิมพ์ออกมาเป็นรายการบัญชี
คาเฟ่เซย์ยังอยู่ที่เดิมเหมือนปีที่แล้ว ถูกหนีบไว้เหมือนลมหายใจระหว่างสองร้านที่พยายามหนักกว่า กระดิ่งเล็กเหนือประตูส่งเสียง กริ๊ง เบา ๆ เหมือนถูกฝึกมาให้ขออนุญาตก่อนจะดัง
ข้างในมีกลิ่นส้ม ผงขัดพื้น และความทะเยอทะยานหลังมื้อกลางวัน โต๊ะไม้เป็นไม้จริง ต้นไม้ก็เป็นของจริง ไม่ได้จัดมาให้ขำ เพลงแจ๊สเปิดคลอเบา ๆ เหมือนคนกำลังคิดเพลงอยู่ในหัวมากกว่ากำลังเล่นจริง
คุณแหม่มนั่งมุมร้าน เปิดสมุดตารางงานเหมือนข้างในมีความลับของเทศบาล ซองสีน้ำตาลวางอยู่ระหว่างแก้วกาแฟกับปากกาที่ดูแพงเกินสิ่งที่มันกำลังทำ
ฉันยังไม่ได้ยื่นให้ ไม่ใช่ว่าฉันเปลี่ยนใจ แต่เพราะคาเฟ่นี้ กับแสงจริง ๆ และมุมที่ไม่ขัดเงา เป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ที่ผู้ชายไม่ต้องทำตัวเหมือนรู้ทุกคำตอบของชีวิต
ฉันเลยรอ
อีกสักพัก ปล่อยให้เมืองนี้เดินต่อไปโดยไม่มีฉัน… อีกหนึ่งลมหายใจ
Sponsored Ads
———————
เสียงที่ไม่ต้องพูด
ซองสีน้ำตาลวางอยู่บนโต๊ะเหมือนแมวที่กินมากจนเกินอิ่ม อุ่น อ้วน และเงียบจนน่าสงสัย
คุณแหม่มไม่มองมัน เธอกำลังคนกาแฟเหมือนมันเพิ่งพูดอะไรที่ไม่เข้าหู
ฉันดันซองไปให้ ฿48,500 ธนบัตร 1,000 ใหม่เอี่ยม 48 ใบ กับธนบัตร 500 อีก 1 ใบ ที่เต็มไปด้วยความกังวล เงินสดมากที่สุดที่ฉันเคยถือในชีวิต แต่พอมาวางบนโต๊ะไม้กลับดูเหมือนเศษตังค์
เธอยิ้มพอเป็นพิธี
“เดี๋ยวพี่ค่อยนับก็ได้ค่ะ… แววตาน้องไม่ใช่คนที่มาเช่าแล้วหนี”
เรานั่งกันเงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง เสียงเพลงแจ๊สลอยวนเหมือนคนที่ตกงานแต่ยังอยากช่วยงานอยู่
แล้วเธอก็ถามขึ้น เหมือนไม่ได้ตั้งใจ
“น้องเคยเขียนอะไรตีพิมพ์ไหม?”
ฉันกระพริบตา
“…ทำไมเหรอครับ?”
“ไม่มีอะไรค่ะ พี่แค่เห็นว่าน้องมีสมุดติดตัวตลอด แล้วจดอะไรเร็วดี”
ฉันยักไหล่แบบไม่ออกความเห็น ภาษากลางสากลของ ไม่ถาม = ไม่โกหก = ไม่เสียเวลา
แล้วฉันก็เห็นอะไรบางอย่างแอบอยู่ตรงขอบสมุดตารางงานของเธอ สติกเกอร์พิมพ์สีซีดที่มุมลอก และถูกถ้วยกาแฟบังไปครึ่งนึง
Greypaper Press – fiction worth squinting for…
ฟอนต์เอียงนิด ๆ เหมือนถูกแปลโดยคนที่รักวรรณกรรมมากกว่าการจัดหน้า เป็นภาษาอังกฤษแบบที่ชอบโผล่อยู่ในคาเฟ่ RB51 กวีพอให้ฝรั่งงง และกว้างพอให้ผ่านเซ็นเซอร์
ใต้สติกเกอร์นั้นมีลายมือเขียนไว้ว่า
[–] ส่งชุด ‘เสียงระหว่างซอย’ ไป Oregon
[–] เคลียร์สต๊อก GreyPaper แปลไทย
[–] พิมพ์รอบใหม่ “เทียนกลางแสงแดด”
ชื่อนั้นกระตุกอะไรบางอย่างในหัวฉัน เทียนกลางแสงแดด เหมือนเคยเห็นมาก่อน หรืออะไรทำนองนี้ RB51 ชอบตั้งชื่อแนวกวีบำบัดแบบนี้
ทุกต้องเป็นอย่างใดอย่างนึงใน “เสียงในช่องว่าง”, “ภาพในแผลเก่า” หรือ “ความเงียบที่พูดไม่ได้แต่ต้องเข้าใจ”
ฉันเคยเห็นซีนกวีที่ใช้ชื่อ “ลมหายใจของคนที่ไม่อยู่” แล้วเนื้อในกลับเป็นเรื่องนมถั่วเหลือง
“เอาจริง ๆ พี่ก็ไม่ได้อ่านทุกเรื่องหรอกนะคะ”
เธอว่า
“แต่บางที… พี่ก็ชอบดูชื่อคนเขียนแบบสุ่ม ๆ แล้วเดาว่าเขาอยู่ตรงไหนของเมือง”
“แล้วเดาถูกไหมครับ?”
เธอยิ้ม
“บางคนอยู่ในซอกตึก บางคนอยู่ในห้องเก็บเสียง บางคนอยู่ในคำว่า ‘ยังไม่พร้อม’ ”
คาเฟ่กลับมาเงียบอีกครั้ง
เสียงบีบแตรจากรถบรรทุกข้างนอกดังเหมือนมีคนจ้างมาให้ขัดจังหวะความจริงใจ
คุณแหม่มแตะซองสีน้ำตาล
“ขอบคุณนะคะ… ไม่ใช่แค่เรื่องเงินหรอก”
เธอว่าก่อนจะลุกขึ้น
“เรื่องอะไรครับ?”
“ที่น้องยังอยู่ในเมืองนี้ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้ชวนน่าอยู่เท่าไรแล้ว”
เธอออกไปก่อนที่ฉันจะตัดสินใจได้ว่านั่นคือคำชม หรือแค่คำพูดของคนกรุงเทพฯ ที่ลืมไปแล้วว่าความหมายจริงมันเป็นยังไง
Sponsored Ads
———————
แปลน กับ แสงที่พูดแทน
แสงจากหน้าต่างเปลี่ยนไปแล้ว ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ และไม่สอพลอ มันตกลงบนโต๊ะเหมือนกำลังลงเวลาเลิกงานก่อนกำหนด
ฉันยังนั่งอยู่
ครึ่งหนึ่งเพราะยังไม่อยากเดินออกไปเจอแดด อีกครึ่งเพราะคาเฟ่นี้ไม่ขอหลักฐานการทำงาน ซึ่งในกรุงเทพฯ แบบนี้หาได้ยากกว่าความรักเสียอีก
ฉันหยิบสมุดโน้ตออกมา ซึ่งเป็นแบบถูก ๆ ที่มีรูปการ์ฟิลด์ซีด ๆ อยู่บนปก ไม่ใช่ของก็อปแต่อย่างใด แค่เป็นของที่โลกนี้ลืมไปแล้ว
บรรทัดแรก:
“ชั้นล่าง – ห้องอัด?”
ฉันวงไว้ แล้วขีดฆ่าเครื่องหมายคำถาม แล้ววงกลับอีกที ก่อนจะเขียนข้างใต้ว่า
“ไว้รอดูโปรช่างเดือนหน้า”
ในกรุงเทพฯ คำว่า “เดือนหน้า” คือผู้รับเหมาที่ตรงเวลาที่สุดของเมือง
บรรทัดที่สอง:
“ทุบห้องน้ำทำใหม่ → หรือจะกลั้นใจใช้เดิมไปก่อน?”
บรรทัดที่สาม:
“ติดแอร์ – สองตัว? หรือให้ลาเต้เลือก?”
แม้ลาเต้จะไม่ได้อยู่ที่นี่ ฉันก็เว้นช่องสี่เหลี่ยมไว้ในแปลน
ติดป้ายว่า “โซนหลับที่ต่อรองไม่ได้ (เขาเลือกเอง)”
บรรทัดถัดมา ฉันขีดคำว่า:
“เพดานสูง = จุดบวก (ถ้าไม่เลี้ยงค้างคาว)”
และวงไว้ตรงบนสุดของแปลน
“ดาดฟ้า → พิจารณาทำเป็นระเบียงซักผ้า / จุดลี้ภัยเวลาอยากหนีคน” (แล้ววงอีกครั้งแบบที่รู้ว่าจะไม่ได้ทำ)
การออกแบบเพื่อแมวที่ไม่เคยเข้าประชุม คือการได้ผู้จัดการโปรเจกต์คนใหม่ ส่วนที่จอดรถ ไม่มีที่จอดอยู่แล้วล่ะ ในแปลนก็ไม่มี ในชีวิตจริงยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตัวตึกแนบฟุตบาทเหมือนเด็กเกาะขอบสระน้ำ ใครที่ถามหา “มีที่จอดไหม” คงยังไม่รู้ว่าที่จอดในกรุงเทพฯ คือร้านผัดไทใกล้วัดที่จอดรถได้ 2 คันแต่มีโต๊ะ 40 ตัว
ฉันพลิกไปหน้าถัดไปแล้วเริ่มร่างแปลน มันดูเหมือนแผงวงจรมากกว่าตึก ห้องน้ำเป็นสี่เหลี่ยมต้องสงสัยอยู่มุมหนึ่ง ห้องนอนชั้นบนไม่มีประตู และอินเทอร์เน็ตคือวงก้นหอยเล็ก ๆ ที่เขียนว่า
“ADSL? หรือเรียกวิญญาณ?”
ในย่านนี้ การติด ADSL เหมือนการยื่นขอสัญชาติปี 2541 วิญญาณที่ตอบกลับมามีแค่เสียงซ่าและเสียงสัญญาณต่อสาย
เสียงแจ๊สยังไม่หยุด แต่ตอนนี้มันฟังเหมือนกำลังพิงผนังดูฉันทำงาน
ฉันขีดเขียนว่า
“ระบบไฟใหม่ → อย่าลืมเอาสายลำโพงเก่าไปเทียบ”
แล้วต่อด้วย
“เขียนมุมกาแฟเผื่ออนาคต ถ้าต้องทำงานกับคนอื่น”
และข้างล่างสุด เกือบจะซ่อนในขอบกระดาษ
“ถ้าเขาจะมาอยู่ด้วย… ต้องมีมุมพัดลมไว้ให้เขาทับ ไม่งั้นเขาจะประท้วง”
ฉันเช็กวันที่อีกครั้ง
16 พฤษภาคม 2544 แปลว่ามีเวลา 15 วัน ในการเคลียร์ห้องเก่า หักลบปัญหาลมแดด ความไม่แน่ใจ และไฟฟ้าดับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เหลือเวลาจริง ๆ อาจแค่ 3 วันทำการ
ลมอ่อน ๆ พัดกองกระดาษทิชชู่ แผ่นหนึ่งปลิวจากเคาน์เตอร์มาหยุดที่เท้าฉัน ฉันก้มเก็บ ด้านหลังมีคนวาดห้องสี่เหลี่ยมมีชั้นหนังสือ พร้อมคำว่า “quiet stage”
ฉันเงยหน้ามอง ไม่มีใครขยับ คาเฟ่กลับไปเป็นห้องที่ไม่มีพยานอีกครั้ง
ฉันลากปากกาทับแปลนอีกครั้ง นี่มันยังไม่ใช่สตูดิโอ ไม่ใช่ตอนนี้ มันยังเป็นแค่ลิสต์ค่าใช้จ่ายที่แปะด้วยความหวัง ในกรุงเทพฯ แบบนี้ก็เรียกว่า ‘ความทะเยอทะยาน’ ได้แล้ว
ฉันเก็บสมุดโน้ต แล้วสอดกระดาษทิชชู่ไว้ข้างใน ระหว่างเดินออก เสียงกระดิ่งเหนือประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ไม่ใช่เพื่อต้อนรับฉัน แต่อย่างน้อยก็ดีที่ยังมีอะไรสักอย่างดังขึ้นตอนคุณเดินจากไป
Sponsored Ads
หมายเหตุประเทศไทย เวอร์ชัน RB51:
“ตู้ ATM เมืองนี้กดได้ทีละ 20,000 บาท และมักจะจำกัดแค่สามครั้งต่อวัน ไม่ใช่เพราะคุณจน แต่เพราะระบบมันกลัวคุณรวยกว่ามัน”
0 Comments