วันที่ไม่ได้วงไว้ #2
by Flashวันที่ไม่ได้วงไว้ by S.J. Raventide

SECTION 4 – คนสองคนในเมืองเดียวกัน
วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม แม่ไม่ได้โทรมา
ผมรู้เรื่องนี้ตอนเกือบสิบโมง เพราะลูกเดินออกจากห้องพร้อมโทรศัพท์ในมือ แล้วถามว่า
“วันนี้แม่ว่าไงบ้างครับ”
“ยังไม่มีข้อความ”
เขาพยักหน้า
“ครับ”
แล้วเดินไปเปิดตู้เย็น
คำว่า “อาทิตย์หน้า” ซึ่งแม่พูดไว้เมื่อคืนวันศุกร์ก่อนหน้านั้น หมายถึงวันนี้ในทางคณิตศาสตร์ แต่ดูเหมือนจะยังไม่ใช่วันนี้ในทางปฏิบัติ
ผมไม่ได้พูดเรื่องนั้นออกมา
บนพื้นข้างประตู กระเป๋าสีน้ำเงินยังตั้งอยู่
ตลอดสัปดาห์ ลูกค่อย ๆ หยิบของที่จำเป็นออกไปทีละชิ้น หนังสือวิทยาศาสตร์ ชุดพละ ถุงเท้า จนตอนนี้ข้างในเหลือเพียงเสื้อยืด กางเกงขาสั้น และชุดนอน
เขายังไม่ได้เอากระเป๋ากลับเข้าตู้
แต่ก็ไม่ได้เติมของกลับเข้าไปอีก
มันจึงอยู่ในสภาพกึ่งพร้อมเดินทาง กึ่งถูกลืม
เช้าวันนั้น ผมทอดไข่สองฟองจนขอบเกรียมกว่าที่ตั้งใจ ลูกกินของตัวเองหมดโดยไม่บ่น แล้วเปิดหนังสืออวกาศอ่านอยู่ที่โต๊ะกินข้าว
“วันนี้จะทำอะไร” ผมถาม
“ไม่รู้ครับ”
“มีการบ้านไหม”
“มีนิดหน่อย”
“ไปทำที่ร้านกาแฟไหม”
เขาเงยหน้าขึ้น
“พ่ออยากออกไปข้างนอกเหรอครับ”
“อือ”
“ไปไหน”
“ยังไม่ได้คิด”
เขาปิดหนังสือ
“งั้นไปก็ได้ครับ”
เราตกลงกันแค่นั้น
ผมไม่ได้คิดจะพาเขาไปเที่ยวชดเชยอะไร ไม่ได้วางแผนร้านพิเศษหรือกิจกรรมสำหรับพ่อกับลูก วันหยุดไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลทุกครั้งที่เราออกจากบ้าน
ก่อนออก ลูกเดินผ่านกระเป๋าสีน้ำเงิน แล้วหยุด
ผมนึกว่าเขาจะเอามันกลับเข้าห้อง
แต่เขาเพียงขยับให้ชิดผนัง เพื่อไม่ให้ขวางทางเปิดประตู
จากนั้นก็สวมรองเท้า
เราไปห้างใกล้สถานีรถไฟฟ้า
ช่วงก่อนวันแม่ ห้างเกือบทุกแห่งดูคล้ายกัน มีดอกมะลิสีขาว มีป้ายโปรโมชั่น มีรูปผู้หญิงวัยกลางคนยิ้มอยู่ข้างลูก และมีประโยคเกี่ยวกับเวลาที่ใช้ร่วมกันพิมพ์ด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่
ลูกไม่ได้หยุดดูป้ายพวกนั้น
ผมเองก็ไม่ได้ตั้งใจอ่าน แต่เวลามีประโยคสูงเกือบสองเมตรตั้งอยู่กลางทางเดิน การไม่อ่านต้องใช้ความพยายามมากกว่าการอ่านเสียอีก
เราเดินตรงไปที่ร้านหนังสือ
ลูกหายเข้าไปในชั้นวิทยาศาสตร์ทันที ส่วนผมไปดูหนังสือทำอาหารโดยไม่มีความตั้งใจจะทำเมนูในนั้นจริง
ผ่านไปประมาณยี่สิบนาที ผมเจอเขานั่งยอง ๆ อยู่หน้าชั้นล่างสุด มีหนังสือสองเล่มวางอยู่บนเข่า
เล่มหนึ่งเกี่ยวกับระบบสุริยะ อีกเล่มเกี่ยวกับเสียงและคลื่น
“จะซื้อทั้งคู่เหรอ”
“ยังเลือกอยู่ครับ”
“ต่างกันเยอะนะ”
“ครับ”
“ช่วยเลือกไหม”
เขาส่ายหน้า
“ผมขอดูก่อน”
ผมปล่อยเขาไว้ตรงนั้น แล้วเดินไปอีกชั้นหนึ่ง
ไม่กี่นาทีต่อมา เขาตามมาพร้อมหนังสือเรื่องเสียงและคลื่นเพียงเล่มเดียว
“ไม่เอาอวกาศแล้วเหรอ”
“ที่บ้านมีหลายเล่มแล้วครับ”
“โตขึ้นนะ”
“อะไรครับ”
“เริ่มยอมรับว่าที่บ้านมีของซ้ำ”
เขาไม่ได้หัวเราะ เพียงเดินนำผมไปที่เคาน์เตอร์
ตอนจ่ายเงิน เขาหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา แล้วหยุด
“พ่อครับ”
“ว่าไง”
“เงินที่แม่โอนมายังอยู่”
“อือ”
“ใช้ซื้อได้ไหม”
“เงินของลูก”
เขาดูราคาหลังปกอีกครั้ง
“งั้นใช้เงินแม่ก็ได้ครับ”
เขาจ่ายเอง
ผมไม่ได้ถามว่าทำไมครั้งนี้ถึงยอมใช้ ทั้งที่สัปดาห์ก่อนยังเก็บไว้
บางเรื่องอาจไม่มีเหตุผลมากกว่าการที่หนังสือราคาไม่ถึงสามร้อยบาท และเด็กคนหนึ่งอยากได้มัน
Sponsored Ads
หลังออกจากร้าน เราไปกินข้าวที่ร้านเล็ก ๆ ชั้นบน
ลูกสั่งข้าวแกงกะหรี่ ผมสั่งอุด้งเย็น เพราะอากาศข้างนอกร้อนจนผมไม่อยากรับความร้อนเพิ่มจากอาหาร แม้ว่าร้านจะเปิดเครื่องปรับอากาศเย็นเกินความจำเป็นก็ตาม
ระหว่างรอ ลูกหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนดูอะไรไปเรื่อย ๆ
ผมมองคนเดินผ่านกระจกหน้าร้าน
ส่วนใหญ่เป็นครอบครัว มีบางโต๊ะที่ลูกโตแล้วพาแม่มากินข้าว บางโต๊ะเป็นแม่กับลูกเล็ก บางโต๊ะมีผู้สูงอายุนั่งมองสมาชิกคนอื่นถ่ายรูปอาหาร
ไม่มีใครดูเหมือนโฆษณา
ซึ่งทำให้ภาพทั้งหมดสบายตาขึ้นมาก
“พ่อครับ”
ผมหันกลับมา
ลูกยื่นโทรศัพท์ให้ดู
บนหน้าจอเป็นคลิปสั้นจากร้านอาหารแห่งหนึ่ง พี่นนท์กำลังร้องเพลงอยู่บนเวที แสงด้านหลังสีส้มและม่วง คนถ่ายยืนห่างจากเวทีพอสมควร เสียงในคลิปจึงมีทั้งเพลง เสียงคนคุย และเสียงช้อนกระทบจาน
“เมื่อคืนเหรอ” ผมถาม
“ครับ ร้านลงเมื่อเช้า”
คลิปเดินต่อไป
ช่วงท้าย กล้องเคลื่อนไปทางข้างเวที
แม่ของเขาปรากฏอยู่ตรงนั้น
เธอสวมเสื้อสีดำ ผมรวบ มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์ อีกข้างกำลังยื่นกระดาษบางอย่างให้พนักงานร้าน
เธอไม่ได้มองกล้อง
มีใครพูดอะไรกับเธอ เธอหัวเราะ แล้วเดินพ้นภาพไป
ทั้งหมดกินเวลาไม่ถึงสามวินาที
คลิปวนกลับไปต้นเพลง
ลูกกดหยุด
“แม่ดูยุ่งนะ” ผมพูด
“ครับ”
อาหารของเรามาถึง
เขาวางโทรศัพท์ลง แล้วเริ่มใช้ช้อนตัดหมูทอดเป็นชิ้นเล็ก ๆ
ผมคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าควรพูดอะไรต่อหรือไม่
สุดท้ายก็เลือกกินอุด้ง
ผ่านไปสักพัก ลูกพูดขึ้นเอง
“เมื่อวานแม่ก็คงอยู่แบบนี้ใช่ไหมครับ”
“น่าจะ”
“คนเยอะเนอะ”
“อือ”
เขากินต่ออีกสองสามคำ
“แม่ดูสนุกดีครับ”
“อือ”
คำตอบนี้ออกจากปากผมง่ายกว่าคำตอบอื่น
ลูกมองโทรศัพท์ที่วางคว่ำอยู่ข้างจาน
“ก็ดีครับ”
น้ำเสียงเขาไม่ได้ประชด
และนั่นทำให้ผมรู้สึกตอบยากกว่าเดิมเล็กน้อย
“ลูกโอเคไหม” ผมถาม
เขาหยุดช้อน
“เรื่องอะไรครับ”
“เรื่องเห็นแม่ในคลิป”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ก็โอเคครับ”
“อือ”
“แม่ไม่ได้ทำอะไรผิดในคลิปนี่ครับ”
“จริง”
เขากินต่อ
ผมไม่ถามเพิ่ม
เรานั่งอยู่ตรงนั้นอีกเกือบครึ่งชั่วโมง คุยเรื่องหนังสือที่เพิ่งซื้อ เรื่องเพื่อนในห้องที่ชอบเถียงกับครูว่าพลูโตควรกลับมาเป็นดาวเคราะห์ และเรื่องเครื่องดื่มที่ร้านใส่น้ำแข็งมากเกินไป
ก่อนกลับ ลูกเปิดคลิปนั้นดูอีกครั้งหนึ่ง
คราวนี้เขาไม่ได้หยุดตรงภาพแม่
เขาปล่อยให้เพลงเล่นจนจบ
ขากลับ รถไฟฟ้ามีที่นั่งว่างสองที่ติดกัน
ลูกนั่งริมหน้าต่าง ผมนั่งข้างเขา
เขาเปิดหนังสือเล่มใหม่ อ่านบทแรกเกี่ยวกับการเดินทางของเสียงผ่านอากาศ น้ำ และของแข็ง
ผมมองเมืองด้านนอก
ระหว่างสถานีหนึ่งกับอีกสถานีหนึ่ง รถวิ่งผ่านอาคารสำนักงาน ห้าง คอนโด และป้ายโฆษณาวันแม่ซึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนตำแหน่งไปตามมุมของหน้าต่าง
“พ่อครับ”
“ว่าไง”
เขาไม่ได้ละสายตาจากหนังสือ
“เสียงผ่านอวกาศไม่ได้จริง ๆ นะครับ”
“อือ”
“เพราะไม่มีตัวกลาง”
“แล้วหนังเขาทำยังไง”
“ใส่เสียงเองครับ ไม่งั้นเงียบ”
“งั้นหนังโกหก?”
เขาคิดเล็กน้อย
“ถ้าไม่ใส่ก็อาจดูไม่สนุกครับ”
“มีเหตุผล”
เขาอ่านต่อ
เมื่อรถเข้าอุโมงค์ กระจกหน้าต่างมืดลงจนเห็นเงาของเราชัดขึ้น
ลูกนั่งอยู่ข้างผม หนังสือเปิดอยู่บนตัก
เงาของผมซ้อนกับผู้โดยสารที่นั่งฝั่งตรงข้ามเล็กน้อย
ไม่มีใครพูดอะไร
เสียงล้อรถบนรางดังผ่านพื้นขึ้นมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ไม่กี่วินาทีต่อมา รถออกจากอุโมงค์
เมืองกลับมาแทนเงาอีกครั้ง
เมื่อถึงบ้าน ลูกเปิดประตูเข้าไปก่อน
กระเป๋าสีน้ำเงินยังอยู่ชิดผนังตามที่เขาขยับไว้ตอนเช้า
เขาถอดรองเท้า เดินผ่านมันไป แล้วนำหนังสือใหม่ไปวางบนโต๊ะในห้อง
โทรศัพท์ของเขาสั่น
ผมอยู่ใกล้พอจะเห็นชื่อแม่บนหน้าจอ แต่ไม่ได้อ่านข้อความ
ลูกเปิดดู
เขาพิมพ์ตอบสั้น ๆ แล้ววางโทรศัพท์ลง
“แม่ว่าไง” ผมถาม
“ถามว่าวันนี้ทำอะไรครับ”
“แล้วตอบว่าอะไร”
“บอกว่าไปซื้อหนังสือกับพ่อ”
“อือ”
เขาหยิบหนังสือเล่มใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
“แม่บอกอะไรเรื่องอาทิตย์หน้าไหม”
ผมถามออกไปก่อนจะทันคิด
ลูกมองหน้าจอโทรศัพท์อีกครั้ง
“ไม่ได้บอกครับ”
“อือ”
เขานั่งลงบนเตียงแล้วเปิดหนังสือไปยังหน้าที่อ่านค้าง
ผมเดินออกมาข้างนอก
ตอนผ่านประตูห้อง ผมเห็นกระเป๋าสีน้ำเงินอยู่ปลายทางเดิน
มันยังไม่ถูกเก็บเข้าตู้
แต่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า ถ้าพรุ่งนี้มันหายไปจากตรงนั้น ลูกคงไม่ต้องถามใครก่อน
Sponsored Ads
SECTION 5 – วันที่แม่มา
บ่ายวันอาทิตย์ แม่ของลูกโทรมาตอนบ่ายโมงยี่สิบสาม
ผมกำลังล้างจานอยู่ในครัว ส่วนลูกนั่งบนพื้นห้องนั่งเล่นกับกระดาษรายงานสามแผ่น หนังสือวิทยาศาสตร์สองเล่ม และโทรศัพท์ที่เปิดหน้าต่างสนทนากลุ่มไว้
“วันนี้ว่างแล้วนะ” เธอบอกทันทีที่ผมรับสาย “พี่นนท์ไม่มีงานช่วงเย็น”
“อือ”
“ว่าจะไปรับลูก พาไปกินข้าว แล้วถ้าเขาอยากค้างก็ให้ค้างคืนนี้เลย”
ผมหันไปมองลูก
เขากำลังพิมพ์อะไรบางอย่างในกลุ่ม ไม่ได้สนใจว่าผมคุยกับใคร
“วันนี้เขามีนัดทำรายงานกับเพื่อน”
“กี่โมง”
“บ่ายสอง”
“เสร็จกี่โมง”
“ไม่รู้”
ปลายสายเงียบเล็กน้อย
“งั้นฉันไปรับหลังทำเสร็จก็ได้”
“เดี๋ยวถามเขาก่อน”
ผมกดพักสายแล้วเรียกลูก
“แม่ว่างวันนี้ จะมารับ”
เขาเงยหน้าจากโทรศัพท์
“วันนี้เหรอครับ”
“อือ”
เขามองนาฬิกาบนผนัง
หนึ่งโมงยี่สิบหก
“แต่ผมนัดภัทรกับมินไว้แล้วครับ”
“แม่บอกว่าจะรับหลังทำเสร็จก็ได้”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“พวกผมจะทำที่ห้องสมุด แล้วอาจไปกินข้าวต่อครับ”
“นัดกันแล้ว?”
“ครับ”
“กี่โมงกลับ”
“น่าจะหกโมง”
ผมพยักหน้า แล้วกลับไปคุยโทรศัพท์
“เขานัดเพื่อนถึงเย็น”
“ยกเลิกไม่ได้เหรอ”
เธอถามทันที
ไม่ได้ใช้น้ำเสียงแข็ง เพียงเป็นคำถามของคนที่เพิ่งพบว่าช่องเวลาที่ตัวเองว่าง ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะว่างตาม
“ให้คุยกับเขาเองไหม”
“ได้”
ผมยื่นโทรศัพท์ให้ลูก
เขารับไปโดยยังนั่งอยู่บนพื้น
“ครับแม่”
เสียงของแม่เบาลงจนผมได้ยินไม่ชัด ผมกลับไปล้างจานต่อ
“วันนี้ครับ”
ลูกตอบ
เงียบไปครู่หนึ่ง
“นัดไว้ตั้งแต่วันศุกร์ครับ”
เงียบอีก
“ทำรายงานครับ”
ผมปิดก๊อกน้ำ
ลูกนั่งหมุนดินสอในมือ
“ถ้ายกเลิก ภัทรต้องเอาของกลับ แล้วมินก็จะมาเก้อครับ”
เขาฟังอีกพักหนึ่ง
“ไว้วันอื่นได้ไหมครับ”
คราวนี้เงียบนานกว่าเดิม
“ผมไม่ได้ไม่อยากไปครับ”
เขาพูดเบาลง
“แต่เขารอผมอยู่ครับ”
หลังจากนั้นเขาฟังอยู่ประมาณครึ่งนาที ก่อนพูดว่า
“ครับ”
แล้ววางสาย
ผมเช็ดมือกับผ้าข้างอ่าง
“แม่ว่าไง”
“บอกว่าจะมาหาครับ”
“วันนี้?”
“ครับ”
“กี่โมง”
“ไม่รู้ครับ”
เขาวางโทรศัพท์ลงข้างหนังสือ แล้วกลับไปจัดกระดาษรายงาน
ผมมองตู้เสื้อผ้าของเขาผ่านประตูห้องที่เปิดอยู่
กระเป๋าสีน้ำเงินไม่อยู่ข้างประตูแล้ว
เมื่อคืนหลังกลับจากห้าง ลูกเป็นคนยกมันเข้าไปในห้องเอง ผมเห็นเขาเปิดซิป เอาเสื้อยืดกับชุดนอนออกมากองบนเตียง แล้วนำกระเป๋าเปล่าไปวางที่พื้นตู้
ไม่มีพิธีอะไร
เขาเพียงต้องใช้เสื้อผ้า
ก่อนบ่ายสอง ภัทรส่งข้อความมาว่าถึงห้องสมุดแล้ว มินส่งรูปโต๊ะที่จองไว้ พร้อมหนังสือสามเล่มกองอยู่ตรงกลาง
ลูกสะพายกระเป๋าเป้
“กลับกี่โมงก็บอกนะ” ผมพูด
“ครับ”
เขาเปิดประตู
ก่อนออกไป เขาหันกลับมา
“ถ้าแม่มา พ่อบอกว่าผมไม่ได้หนีนะครับ”
“แม่ไม่น่าคิดแบบนั้นหรอก”
“ครับ”
เขายังยืนอยู่ตรงนั้น
“หรือถ้าแม่อยากรอ ก็รอได้ครับ”
“ได้ เดี๋ยวบอกให้”
เขาพยักหน้าแล้วออกจากห้อง
ประตูปิดลง
ผมหันกลับไปมองพื้นที่ข้างผนัง
ตรงที่กระเป๋าสีน้ำเงินเคยตั้งอยู่ มีเพียงรองเท้าสองคู่กับร่มหนึ่งคัน
ความว่างเล็กน้อยกว่าที่คิด
ประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง เสียงกริ่งดังขึ้น
แม่ของลูกยืนอยู่หน้าห้อง
เธอใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบ ผมปล่อย ไม่ได้รวบเหมือนในคลิปที่ร้าน
ในมือมีถุงกระดาษใบหนึ่ง
“ลูกล่ะ”
“อยู่ห้องสมุด”
“ยังไม่เสร็จอีกเหรอ”
“เพิ่งไปชั่วโมงกว่าเอง”
เธอมองเข้าไปในห้อง
“ฉันเข้ารอได้ไหม”
“ได้”
เธอถอดรองเท้าแล้วเดินเข้ามา
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เธอเข้ามาในห้องโดยไม่ได้มาเพียงรับลูกตรงหน้าประตู
เธอมองไปรอบ ๆ เหมือนสถานที่คุ้นเคยซึ่งมีของบางอย่างเปลี่ยนตำแหน่งไป
“เปลี่ยนโต๊ะเหรอ”
“นานแล้ว”
“เหรอ”
“อือ”
เธอวางถุงกระดาษบนโต๊ะกินข้าว
“ซื้อเสื้อมาให้เขา”
“อือ”
“ไม่รู้ไซซ์ยังเท่าเดิมไหม”
“น่าจะใหญ่ขึ้นนิดหน่อย”
เธอเปิดถุงดูป้ายขนาดอีกครั้ง
“ร้านบอกเด็กสิบสองใส่ไซซ์นี้”
“เด็กสิบสองไม่ได้ผลิตจากแม่พิมพ์เดียวกันทุกคน”
เธอมองผม แล้วหัวเราะเบา ๆ
“ยังพูดแบบเดิมอยู่เลยนะ”
ผมไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร จึงเปิดตู้เย็น
“น้ำไหม”
“เอา”
ผมรินน้ำให้หนึ่งแก้ว
เธอนั่งที่โต๊ะกินข้าวแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เช็กหน้าจอ วางลง จากนั้นหยิบขึ้นมาอีกครั้งในอีกไม่ถึงนาที
“ทำรายงานเรื่องอะไร”
“วิทยาศาสตร์”
“เรื่องอวกาศหรือเปล่า”
“น่าจะดาวเสาร์”
เธอยิ้ม
“ยังชอบอวกาศอยู่สินะ”
“อือ”
เธอมองไปทางห้องลูก
ประตูเปิดอยู่ โต๊ะหนังสือเห็นได้จากตรงนี้ มีหนังสือเรื่องเสียงและคลื่นเล่มใหม่วางอยู่ตรงขอบ
“เล่มนั้นใครซื้อให้”
“เขาซื้อเอง”
“เงินที่ฉันโอนไป?”
“อือ”
เธอพยักหน้า
เหมือนเพิ่งได้รับหลักฐานเล็ก ๆ ว่าเงินหนึ่งพันบาทเมื่อสัปดาห์ก่อนเดินทางไปถึงจุดหมายแล้วจริง
หลังจากนั้นเราต่างคนต่างเงียบ
ผมนั่งทำงานที่ปลายโต๊ะ เธอเลื่อนโทรศัพท์ดูอะไรไปเรื่อย ๆ
เครื่องปรับอากาศทำงานเสียงเบา มีเสียงรถจากถนนลอดเข้ามาเป็นช่วง ๆ และเสียงเด็กวิ่งตรงทางเดินหน้าห้องแล้วถูกผู้ใหญ่เรียกให้เบาลง
ประมาณสี่โมงครึ่ง เธอถามว่า
“เขาจะกลับกี่โมงแน่”
“บอกว่าประมาณหกโมง”
“โทรถามได้ไหม”
“ได้สิ”
เธอโทร
ไม่มีคนรับ
ลองอีกครั้งหลังจากนั้นห้านาที
ยังไม่มีคนรับ
“ทำไมไม่รับ”
“อยู่ห้องสมุดมั้ง”
เธอมองหน้าจอ
“เมื่อก่อนเขารับฉันตลอดนะ”
ผมไม่ได้ตอบ
Sponsored Ads
โทรศัพท์ของผมมีข้อความเข้าในอีกไม่กี่นาทีต่อมา
จากลูก
พ่อครับ ทำเสร็จแล้ว
พวกผมจะไปกินข้าวก่อนนะ
กลับประมาณหกโมงครึ่ง
ผมเลื่อนโทรศัพท์ให้เธอดู
เธออ่านแล้วถอนหายใจ
“ทำไมไม่บอกฉัน”
“คงตอบกลุ่มก่อน”
“เขารู้ว่าฉันรออยู่”
“รู้”
เธอมองผม
“แล้วก็ยังไปกินข้าว?”
“เขานัดกันไว้”
“กินวันอื่นก็ได้ไม่ใช่เหรอ”
ผมเงียบไป
เธอวางโทรศัพท์ลงแรงกว่าปกติเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับกระแทก
“ฉันไม่ได้ว่างง่าย ๆ นะ”
“รู้”
“วันนี้ฉันยกทุกอย่างออกหมดเลย”
“อือ”
“แล้วเขาเลือกเพื่อน”
ประโยคนั้นทำให้ห้องเงียบลงอีกระดับหนึ่ง
ผมมองหน้าจอคอมพิวเตอร์แทนหน้าเธอ
“ผมว่าเขาไม่ได้คิดว่าต้องเลือก”
“แต่มันก็เป็นอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ”
“ไม่รู้”
เธอหัวเราะสั้น ๆ
“คุณไม่รู้หรือไม่อยากตอบ”
ผมปิดคอมพิวเตอร์
“ผมไม่อยากตอบแทนเขา”
เธอเงียบ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอถามว่า
“เขาเคยรอฉันแบบนี้ไหม”
ผมมองแก้วน้ำบนโต๊ะ
น้ำแข็งละลายไปเกือบหมดแล้ว
“เคย”
ผมตอบแค่นั้น
เธอไม่ได้ถามต่อ
โทรศัพท์ของเธอสว่างขึ้น มีข้อความเข้ามา เธอเปิดอ่าน แล้วพิมพ์ตอบสั้น ๆ
“พี่นนท์เหรอ” ผมถาม
“อือ”
“มีงาน?”
“คืนนี้มีซ้อม แต่ไม่ต้องไปก็ได้”
เธอวางโทรศัพท์คว่ำลง
“วันนี้บอกแล้วว่าจะอยู่กับลูก”
ผมพยักหน้า
ห้าโมงครึ่งผ่านไป
จากนั้นหกโมง
เธอยังนั่งอยู่ที่โต๊ะ
ช่วงหนึ่งผมถามว่าจะกินอะไรไหม เธอส่ายหน้า
“รอลูก”
ผมไม่ได้พูดว่าเขากำลังกินอยู่กับเพื่อน
เธอรู้อยู่แล้ว
หกโมงสามสิบห้า เสียงกุญแจดังหน้าประตู
ลูกเปิดเข้ามาพร้อมกระเป๋าเป้และถุงเครื่องดื่มจากร้านสะดวกซื้อ เขาพูดว่า
“กลับมาแล้วครับ”
ก่อนเห็นแม่
เขาหยุดตรงทางเข้า
“แม่”
“อือ”
เธอลุกขึ้น
“กลับมาแล้วเหรอ”
“ครับ”
ลูกถอดรองเท้าช้ากว่าปกติ
ผมมองทั้งสองคนอยู่คนละฝั่งห้อง
ก่อนหน้านี้หลายครั้ง ลูกเป็นฝ่ายแต่งตัวเสร็จแล้วนั่งรอแม่ตรงโต๊ะกินข้าว
วันนี้แม่เป็นฝ่ายนั่งรออยู่ที่โต๊ะเดียวกัน
ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนั้น
แม่หยิบถุงกระดาษขึ้นมา
“แม่ซื้อเสื้อมาให้ ลองไหม”
ลูกวางกระเป๋าเป้ลง
“ได้ครับ”
เขารับเสื้อออกมาดู เป็นเสื้อฮู้ดสีกรมท่า เรียบ ไม่มีลายด้านหน้า
“ชอบไหม”
“ชอบครับ”
“ลองสิ”
ลูกถอดเสื้อนอกแล้วสวมฮู้ด แขนเสื้อยาวเกินข้อมือเล็กน้อย
แม่เดินเข้าไปพับปลายแขนให้เขาสองทบ
“ใหญ่ไปนิด”
“ใส่ได้ครับ”
“อีกหน่อยก็พอดี”
เธอยืนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“ไปกินข้าวกับแม่ไหม”
ลูกมองผมแล้วมองแม่
“ผมกินมาแล้วครับ”
“กินอะไร”
“ข้าวมันไก่”
“อิ่มไหม”
“ครับ”
เธอเงียบ
“งั้นไปเดินเล่น?”
ลูกมองนาฬิกา
“พรุ่งนี้มีเรียนครับ”
“ยังไม่ดึกเลย”
“ผมต้องทำการบ้านอังกฤษต่อ”
แม่ของเขานั่งลง
“วันนี้แม่ว่างทั้งวันเลยนะ”
ลูกก้มมองแขนเสื้อฮู้ดที่ถูกพับไว้
“ครับ”
“แม่ตั้งใจมาหา”
“ครับ”
“แล้วลูกไม่อยากอยู่กับแม่เหรอ”
คำถามออกมาเร็วเกินไป
ทันทีที่พูดจบ สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย เหมือนรู้ตัวว่ามันไม่ใช่ประโยคที่ตั้งใจจะถามตั้งแต่แรก
ลูกนิ่ง
เขาไม่ได้มองผม
“อยากครับ”
เขาตอบ
แม่รอคำต่อไป
“แต่วันนี้ผมนัดเพื่อนไว้แล้วครับ”
“แม่รู้”
“ครับ”
“ยกเลิกไม่ได้จริง ๆ เหรอ”
ลูกเงียบไปครู่หนึ่ง
“ภัทรกับมินรอครับ”
“แล้วแม่ล่ะ”
ครั้งนี้ผมเกือบจะพูดแทรก แต่หยุดไว้
ลูกยังมองแขนเสื้อของตัวเอง
“ผมไม่รู้ว่าแม่จะมาวันนี้ครับ”
เสียงเขาเบามาก
ไม่มีใครพูดต่อทันที
ข้างนอกมีเสียงรถมอเตอร์ไซค์เร่งผ่านถนน แล้วค่อย ๆ หายไป
แม่มองลูกอยู่พักหนึ่ง
จากนั้นเธอพยักหน้า
“อือ”
เธอไม่ได้พูดว่าตัวเองผิด
ลูกก็ไม่ได้พูดว่าไม่เป็นไร
ทั้งสองคำดูไม่ค่อยพอดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น
แม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา
“งั้นแม่กลับก่อนก็ได้”
ลูกเงยหน้าทันที
“แม่จะกลับแล้วเหรอครับ”
“ลูกมีการบ้านไม่ใช่เหรอ”
“ครับ แต่…”
เขาหยุด
แม่รอ
“อยู่กินน้ำก่อนก็ได้ครับ”
เธอยิ้มเล็กน้อย
“แม่กินไปสองแก้วแล้ว”
ลูกหันมามองผม
ผมพยักหน้า
“แม่รอลูกมาตั้งแต่บ่ายสามครึ่ง”
เขามองแม่อีกครั้ง
“นานเลยเหรอครับ”
“นิดหน่อย”
“ทำไมไม่กลับก่อน”
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ก็บอกว่าจะมาหาแล้ว”
ลูกไม่ได้ตอบ
แม่ยกมือขึ้นลูบผมเขาเบา ๆ ครั้งหนึ่ง
เขาไม่ได้หลบ
“ไว้คราวหน้าแล้วกัน”
เธอพูด
ลูกพยักหน้า
“ครับ”
“แต่คราวหน้าแม่จะบอกก่อน”
“ครับ”
“แล้วลูกก็อย่าเพิ่งนัดคนอื่น”
เขามองเธอ
“ถ้าแม่ยืนยันก่อนครับ”
แม่หัวเราะออกมาเบา ๆ
ไม่ใช่เพราะประโยคนั้นตลกนัก
“ตกลง”
เธอหยิบกระเป๋าถือ เดินไปสวมรองเท้า
ลูกตามไปส่งตรงประตู
“เสื้อเก็บไว้เลยนะ” แม่บอก
“ครับ ขอบคุณครับ”
“โทรหาแม่บ้าง”
“ครับ”
“ไม่ใช่รับอย่างเดียวนะ โทรหาด้วย”
ลูกพยักหน้า
“ครับ”
ประตูลิฟต์เปิดที่ปลายทางเดิน
แม่เดินไปสองสามก้าว ก่อนหันกลับมา
“วันแม่โทรหาแม่ด้วยนะ”
“ครับ”
เธอโบกมือ แล้วเข้าไปในลิฟต์
ลูกยืนอยู่หน้าประตูจนลิฟต์ปิด
เมื่อกลับเข้ามา เขายังสวมเสื้อฮู้ดตัวใหม่อยู่
“ร้อนไหม” ผมถาม
“นิดหน่อยครับ”
“ถอดก่อนก็ได้”
“เดี๋ยวค่อยถอด”
เขาเดินเข้าไปในห้อง เปิดหนังสืออังกฤษบนโต๊ะ แล้วหยิบดินสอออกมา
ผมกลับไปเปิดคอมพิวเตอร์
ผ่านไปประมาณสิบนาที ลูกเดินออกมาอีกครั้ง
“พ่อครับ”
“ว่าไง”
“แม่รอนานไหมครับ”
“ประมาณสามชั่วโมง”
เขานิ่ง
“ตอนผมรอแม่ครั้งก่อน นานกว่านี้ไหม”
ผมคิดย้อนกลับไป
“ไม่รู้เหมือนกัน”
“ครับ”
เขากลับเข้าห้อง
ผมไม่ได้ตามไป
คืนนั้น ก่อนปิดไฟ ผมเดินผ่านตู้เสื้อผ้าของลูก
บานตู้เปิดอยู่เล็กน้อย
กระเป๋าสีน้ำเงินวางอยู่ด้านล่าง ไม่มีเสื้อผ้าอยู่ข้างในแล้ว
เหนือมัน เสื้อฮู้ดสีกรมท่าตัวใหม่แขวนอยู่บนไม้แขวน
บนปฏิทินที่ตู้เย็น วันอาทิตย์วันนี้ไม่มีวงกลม ไม่มีลูกศร และไม่มีข้อความใดเขียนไว้ล่วงหน้า
แม่มาอยู่จริง ๆ
เพียงแต่วันที่เธอมาถึง ไม่มีใครเตรียมพื้นที่ไว้ให้มันแล้ว
Sponsored Ads
SECTION 6 – วันที่ไม่ได้วงไว้
เช้าวันพุธที่ 12 สิงหาคม ลูกตื่นสายกว่าปกติ
โรงเรียนหยุด เขาจึงไม่ตั้งนาฬิกาปลุก และผมเองก็ไม่ได้ปลุก
ตอนผมออกมาจากห้อง เขายังไม่ตื่น โทรทัศน์เปิดรายการพิเศษวันแม่อยู่เบา ๆ พิธีกรกำลังพูดกับนักร้องหญิงคนหนึ่งเรื่องความเสียสละของแม่ ก่อนภาพจะตัดเข้าโฆษณาร้านอาหารที่ให้แม่รับประทานฟรีเมื่อมากับลูก
ผมลดเสียงลง
บนตู้เย็น ปฏิทินเดือนสิงหาคมยังมีรอยวงสีน้ำเงินจากวันนัดครั้งก่อนอยู่
ส่วนวันนี้ไม่ได้ถูกวงไว้
เกือบเก้าโมง ลูกเดินออกมาจากห้องในเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น เขาเปิดตู้เย็น หยิบน้ำออกมาดื่ม แล้วมองโทรทัศน์อยู่ครู่หนึ่ง
“วันนี้วันแม่ใช่ไหมครับ”
“อือ”
“แม่ทำงานไหม”
“ไม่รู้”
เขาพยักหน้า
ผมทอดไข่ให้สองฟอง เขานั่งกินพร้อมกับเปิดหนังสือเรื่องเสียงและคลื่นที่ซื้อมาเมื่อวันเสาร์
“วันนี้จะไปไหนไหม” ผมถาม
“บ่ายภัทรชวนไปห้องสมุดครับ”
“ทำรายงานอีก?”
“ไม่ครับ มันจะคืนหนังสือ”
“แล้วลูกไปทำไม”
“จะไปหาหนังสือต่อ”
“ฟังดูมีเหตุผลพอประมาณ”
เขากินต่อ
บนโทรทัศน์มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกราบแม่บนเวที ทั้งคู่ร้องไห้ พิธีกรก็เกือบร้องตาม
ลูกมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามว่า
“ต้องโทรหาแม่กี่โมงครับ”
“โทรเมื่อไรก็ได้”
“ถ้าแม่ทำงานอยู่ล่ะ”
“ส่งข้อความก่อนก็ได้”
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดหน้าต่างสนทนากับแม่ แล้ววางเครื่องลงอีกครั้ง
“เดี๋ยวค่อยโทรครับ”
“อือ”
ผมไม่ได้เตือนอีก
ช่วงสาย เขาทำการบ้านภาษาอังกฤษที่เหลือจากวันอาทิตย์ ส่วนผมซักผ้าและอ่านข่าวอยู่ที่โต๊ะกินข้าว
ใกล้เที่ยง โทรศัพท์ของเขาสั่น
เขาหยิบขึ้นมาดู
“แม่เหรอ” ผมถาม
“ครับ”
“ว่าไง”
“ถามว่าตื่นหรือยัง”
เขาพิมพ์ตอบอยู่ครู่หนึ่ง
หลังจากนั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้นทันที
ลูกรับสายแล้วเดินเข้าไปในห้อง
ประตูไม่ได้ปิดสนิท ผมได้ยินเพียงเสียงเขาเป็นช่วง ๆ
“ครับ”
“กินแล้วครับ”
“ยังครับ”
“บ่ายจะไปห้องสมุดครับ”
จากนั้นเสียงเงียบไปนานกว่าเดิม
“ครับแม่”
เขาพูดเบาลง
แล้วสายก็จบ
เมื่อเดินออกมา เขาถือโทรศัพท์ไว้ในมือ
“แม่ว่าไง” ผมถาม
“ถามว่าทำไมไม่โทรไปก่อนครับ”
“แล้วตอบว่าอะไร”
“บอกว่ายังไม่รู้ว่าแม่ว่างหรือเปล่า”
ผมพยักหน้า
“แม่โกรธไหม”
“ไม่ครับ”
เขาเอาโทรศัพท์วางบนโต๊ะ
“แม่บอกว่าเย็นนี้ต้องไปช่วยงานพี่นนท์”
“อือ”
“แต่เสาร์หน้าแม่ว่าง”
ผมมองปฏิทินบนตู้เย็นโดยไม่ตั้งใจ
วันเสาร์ที่ 15 ยังว่างอยู่
“แล้วลูกว่าไง”
“ยังไม่ได้ว่าอะไรครับ”
เขากลับไปนั่งอ่านหนังสือ
ประมาณบ่ายโมงครึ่ง เราออกจากบ้านพร้อมกัน
ผมลงไปซื้อของ ส่วนลูกจะขึ้นรถไฟฟ้าไปห้องสมุด
Sponsored Ads
ตอนรอลิฟต์ เขายืนข้างผมพร้อมกระเป๋าเป้ใบเดิม ไม่มีเสื้อผ้าสำรอง ไม่มีสายชาร์จอีกเส้น และไม่มีกระเป๋าสีน้ำเงิน
“กลับกี่โมง” ผมถาม
“ประมาณห้าโมงครับ”
“ถ้าเปลี่ยนเวลาก็บอก”
“ครับ”
ประตูลิฟต์เปิด
เราเข้าไปพร้อมกัน แต่ลงคนละชั้น ผมออกที่ชั้นล่าง ส่วนเขาไปต่อที่สถานีเชื่อมรถไฟฟ้า
ก่อนประตูปิด เขายกมือขึ้นเล็กน้อย
“เจอกันครับ”
“อือ”
ผมยืนมองตัวเลขเหนือประตูลิฟต์เปลี่ยนขึ้นทีละชั้นจนหายไป
ตอนเย็นเขากลับมาตรงเวลา
เราแวะซื้อข้าวมันไก่มากินที่บ้าน ระหว่างกิน เขาเล่าเรื่องหนังสือที่หาเจอ และเรื่องภัทรเถียงกับบรรณารักษ์เรื่องค่าปรับหนังสือสามบาทเหมือนกำลังต่อรองหนี้ระหว่างประเทศ
“สุดท้ายจ่ายไหม” ผมถาม
“จ่ายครับ”
“ดี”
“แต่มันบอกว่าจะจำไว้”
“ห้องสมุดคงกลัว”
ลูกยิ้ม
เรากินต่อ
โทรทัศน์ยังมีรายการวันแม่อยู่ แต่ไม่มีใครดูจริง ๆ
ช่วงเกือบสองทุ่ม โทรศัพท์ของลูกดังขึ้นอีกครั้ง
แม่โทรมา
เขารับสายที่โต๊ะกินข้าว
“ครับแม่”
ผมกินต่อโดยไม่ได้ลุกหนีไปไหน
“กลับแล้วครับ”
“ครับ”
เขาฟังอยู่พักหนึ่ง
“วันนี้ไปห้องสมุดครับ”
เงียบ
“กับภัทรครับ”
เงียบอีกครั้ง
ลูกมองปฏิทินบนตู้เย็น
“เสาร์หน้าเหรอครับ”
ผมหยุดช้อนเล็กน้อย
“แม่ว่างแน่ไหมครับ”
ปลายสายเงียบไป
ลูกฟังคำตอบ แล้วพยักหน้าเบา ๆ
“ครับ”
เขายังคงมองปฏิทิน
“งั้นไว้วันศุกร์ค่อยคุยกันได้ไหมครับ”
เสียงแม่ดังลอดออกมาเบา ๆ แต่ผมฟังคำไม่ชัด
“ยังไม่มีนัดครับ”
ลูกตอบ
“แต่ไว้ใกล้ ๆ ค่อยนัดก็ได้ครับ”
เขาฟังอีกครู่หนึ่ง
“ครับ”
จากนั้นพูดว่า
“สุขสันต์วันแม่นะครับ”
ปลายสายเงียบ
ลูกยิ้มเล็กน้อย
“ครับ”
“คิดถึงครับ”
เขาพูดเบามาก
หลังจากนั้นคุยต่ออีกไม่กี่ประโยค ก่อนวางสาย
เขานำโทรศัพท์กลับมาวางข้างจาน
“แม่ว่าไง” ผมถาม
“บอกว่าจะโทรวันศุกร์ครับ”
“อือ”
เราเก็บจานหลังอาหาร
ลูกช่วยผมเช็ดโต๊ะ แล้วเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบน้ำ
ผมเห็นเขามองปฏิทินอยู่ครู่หนึ่ง
วันเสาร์ที่ 15 ยังว่าง
ไม่มีรอยวง
ไม่มีลูกศร
ไม่มีข้อความ
เขาปิดตู้เย็น
ก่อนกลับเข้าห้อง ผมเรียกไว้
“จดหมายวันแม่ล่ะ”
เขาหยุด
“ยังอยู่ครับ”
“ไม่ส่งเหรอ”
“ยังครับ”
“เลยวันแม่แล้วนะ”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ก็ยังให้วันอื่นได้ใช่ไหมครับ”
“ได้”
เขาพยักหน้า
“งั้นไว้ก่อนครับ”
เขากลับเข้าห้อง
ประตูเปิดค้างไว้เล็กน้อย ผมเห็นเขานั่งลงที่โต๊ะ หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน
บนชั้นข้างโต๊ะ เสื้อฮู้ดสีกรมท่าที่แม่ซื้อให้แขวนอยู่
ลิ้นชักข้างเตียงปิดสนิท
ผมไม่รู้ว่าจดหมายอยู่ตรงไหนในนั้น แต่ก็ไม่ได้จำเป็นต้องรู้
ก่อนนอน ผมเดินไปปิดไฟในครัว
ปฏิทินยังอยู่บนตู้เย็น
รอยวงเก่าไม่ได้หายไป
วันเสาร์หน้าก็ยังอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม
ผมมองช่องว่างนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
จากห้องลูกมีเสียงพลิกหน้าหนังสือเบา ๆ
โทรศัพท์ไม่ดัง
ผมปิดไฟ
ไม่มีใครวงวันเสาร์ไว้
Sponsored Ads
วันที่ไม่ได้วงไว้ ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ที่ปรากฏเป็นข่าว
(Inspired by a real-life news story.)
เรื่องสั้นนี้ไม่ได้ถ่ายทอดเหตุการณ์จริงโดยตรง แต่หยิบเพียงแกนของสถานการณ์เรื่องครอบครัว การนัดพบ และเวลาที่ไม่ตรงกัน
มาตีความและสร้างขึ้นใหม่ในรูปแบบเรื่องแต่ง ตัวละคร เหตุการณ์ บทสนทนา และรายละเอียดต่าง ๆ ในเรื่องถูกสร้างขึ้นใหม่
เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ แม่ และลูกในมุมที่ไม่มีฝ่ายใดเป็นเพียงผู้ร้ายหรือผู้ถูกกระทำ
แนวคิดเดียวกันนี้ต่อมาได้รับการตีความอีกครั้งในรูปแบบบทเพลง “มื้อใด๋เจ้าว่าง” ซึ่งเลือกเล่าความรู้สึกของการรอผ่านภาษาและมุมมองที่แตกต่างจากเรื่องสั้น
มื้อใด๋เจ้าว่าง | Official Music Video (WhatANovel / RB51 Project) #RB51Ensemble
0 Comments