วันที่ไม่ได้วงไว้ #1
by Flashวันที่ไม่ได้วงไว้ by S.J. Raventide

SECTION 1 – กระเป๋าข้างประตู
เย็นวันพุธ ลูกชายของผมเอากระเป๋าสีน้ำเงินออกมาจากตู้เสื้อผ้า
เขาวางมันไว้บนพื้นข้างเตียง เปิดซิปจนสุด แล้วเริ่มหยิบของออกจากลิ้นชักทีละชิ้น เสื้อยืดสองตัว กางเกงขาสั้น ชุดนอน และถุงเท้าสามคู่
“ไปสองคืนไม่ใช่เหรอ” ผมถามจากหน้าประตู
“ครับ”
“แล้วถุงเท้าสามคู่?”
เขามองของบนเตียงเหมือนเพิ่งพบว่าจำนวนมันไม่สัมพันธ์กับจำนวนคืน
“เผื่อเปียกครับ”
“ฤดูฝนก็จริง แต่บ้านแม่มีหลังคาใช่ไหม”
เขายิ้มเล็กน้อย แล้วหยิบถุงเท้าคู่ที่สามใส่กระเป๋าต่อ
ผมไม่ได้ห้าม
เด็กอายุสิบสองยังมีสิทธิ์เตรียมพร้อมเกินความจำเป็นได้อีกสองสามปี ก่อนโลกจะสอนให้รู้ว่าของบางอย่าง ต่อให้เตรียมไว้ครบก็ไม่ได้ช่วยอะไรนัก
ผมกลับเข้าไปในครัว หั่นต้นหอมใส่ไข่เจียว เสียงตู้เสื้อผ้าเปิดปิดดังมาจากห้องเป็นระยะ
คอนโดของเราไม่ใหญ่ ห้องนอนสองห้องอยู่ห่างจากโต๊ะกินข้าวไม่กี่ก้าว เวลาใครค้นหาของ อีกคนจึงได้รับรายงานความคืบหน้าผ่านเสียงลิ้นชักโดยไม่ต้องถาม
“พ่อเห็นสายชาร์จผมไหมครับ”
“บนโต๊ะทำงาน”
เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเขาจะตอบกลับมา
“เจอแล้วครับ”
ผมเทไข่ลงกระทะ น้ำมันดังฉ่า
วันศุกร์นี้เป็นวันตามตารางที่แม่ของเขาจะมารับไปค้าง ตั้งแต่เย็นวันศุกร์ถึงเย็นวันอาทิตย์
เราใช้ตารางนี้มาเกือบสองปีแล้ว แม้มันจะไม่ได้ตรงตามตารางทุกครั้งก็ตาม
ปฏิทินติดอยู่บนตู้เย็น วันศุกร์เว้นศุกร์ถูกวงด้วยปากกาสีน้ำเงินตั้งแต่ต้นปี บางวงมีรอยขีดทับ บางวงมีลูกศรย้ายไปวันอื่น และบางวงยังอยู่โดยไม่มีอะไรเขียนเพิ่ม
ลูกเป็นคนวงวันต่าง ๆ เอง
เขาชอบรู้ล่วงหน้าว่าเสาร์อาทิตย์จะอยู่ที่ไหน ต้องเอาหนังสือเล่มใดไป และชุดพละที่โรงเรียนให้ใส่วันจันทร์ควรอยู่บ้านไหน
ก่อนหน้านี้เขามักจัดกระเป๋าเย็นวันพฤหัสบดี
ครั้งนี้เขาเริ่มตั้งแต่วันพุธ
ผมไม่ได้ถามว่าทำไม
บนโต๊ะเล็กข้างเตียงมีกระดาษสีขาวขอบลายดอกมะลิวางอยู่หนึ่งแผ่น ด้านบนพิมพ์คำว่า “ถึงแม่” ด้วยตัวอักษรสีฟ้า
โรงเรียนให้เด็กเขียนจดหมายวันแม่ แล้วนำไปอ่านในห้องเรียนสัปดาห์หน้า
ข้อความจากครูในกลุ่มผู้ปกครองบอกว่า เด็กสามารถเขียนเกี่ยวกับความรัก ความทรงจำ หรือสิ่งที่อยากขอบคุณแม่ได้อย่างอิสระ
ใต้ข้อความมีภาพตัวอย่างจดหมายหนึ่งฉบับ
ขอบคุณแม่ที่เหนื่อยเพื่อหนูเสมอ
หนูรักแม่ที่สุดในโลก
Sponsored Ads
ทุกคนในตัวอย่างมีลายมือสวยและรู้ว่าตัวเองอยากพูดอะไร
กระดาษของลูกยังมีเพียงชื่อเขาที่มุมขวาบน
ผมเห็นเขานั่งอยู่หน้ากระดาษเมื่อคืนวันจันทร์ เขาถือดินสอไว้ประมาณสิบนาที ก่อนลุกไปอาบน้ำโดยไม่ได้เขียนอะไร
เช้าวันอังคาร กระดาษถูกพลิกคว่ำ
วันนี้มันกลับมาหงายขึ้นอีกครั้ง
ผมยกไข่เจียวใส่จาน ตักข้าวไว้สองถ้วย แล้วเรียกเขามากิน
ลูกออกมาพร้อมถุงใส่แปรงสีฟ้า เขาวางมันไว้บนเก้าอี้ข้างตัวแทนที่จะนำกลับเข้าไปเก็บ
“จัดเสร็จหรือยัง” ผมถาม
“เกือบแล้วครับ”
“ขาดอะไร”
“หนังสือวิทยาศาสตร์ แต่ต้องใช้พรุ่งนี้”
“งั้นค่อยใส่คืนพรุ่งนี้”
เขาพยักหน้า แล้วเริ่มกินข้าว
โทรทัศน์เปิดข่าวอยู่เบา ๆ ช่วงพักโฆษณามีภาพร้านอาหารจัดโปรโมชั่นวันแม่ ลูกพาแม่มากินฟรีเมื่อสั่งอาหารครบตามยอดที่กำหนด
เด็กผู้หญิงในโฆษณายื่นดอกมะลิให้แม่ ก่อนทั้งคู่จะกอดกันกลางร้านที่ไม่มีลูกค้าคนอื่นอยู่เลย
ลูกมองอยู่ครู่หนึ่ง
“วันแม่ตรงกับวันพุธใช่ไหมครับ”
“ใช่ สิบสองสิงหา”
“โรงเรียนหยุดไหม”
“หยุด”
“แล้วแม่ล่ะครับ”
“ต้องถามแม่”
เขาตักไข่เจียวเข้าปาก ไม่ถามต่อ
ผมคิดจะบอกว่าแม่อาจมีงาน แต่ยังไม่รู้ว่าเธอมีหรือไม่ จึงไม่ได้พูดออกไป
คำว่า “อาจ” มีอยู่มากพอแล้วในบ้านเรา ไม่จำเป็นต้องผลิตเพิ่มเองโดยไม่มีหลักฐาน
หลังอาหาร ลูกนำจานไปวางในอ่าง แล้วกลับเข้าห้องไปจัดกระเป๋าต่อ
ประมาณสองทุ่ม โทรศัพท์ของผมสั่น
แม่ของเขาส่งข้อความมา
วันศุกร์อาจไปรับช้าหน่อยนะ
พี่นนท์มีงานตอนเย็น ต้องไปช่วยเตรียมของ
แต่จะพยายามไปให้ทัน
ผมอ่านข้อความหนึ่งครั้ง แล้วดูเวลา
สองทุ่มเจ็ดนาที
ข้อความไม่ได้บอกว่าจะมารับกี่โมง และไม่ได้บอกว่าคำว่า “ช้า” หมายถึงเท่าไร
ผมพิมพ์ถามกลับไป
ประมาณกี่โมง จะได้บอกลูก
เธออ่านหลังจากนั้นไม่กี่นาที
ยังไม่แน่ใจเลย
ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยน่าจะไม่เกินหนึ่งทุ่ม
เดี๋ยววันศุกร์บอกอีกทีนะ
ผมตอบว่า
ได้
เธอส่งสติกเกอร์รูปผู้หญิงพนมมือมาให้หนึ่งตัว
ผมวางโทรศัพท์ลง แล้วมองไปทางห้องลูก
เขานั่งอยู่บนพื้น กำลังพับเสื้อยืดตัวสีเทา มือรีดผ้าไปมาตรงรอยยับ ก่อนวางลงในกระเป๋า
“แม่ส่งข้อความมา” ผมบอก
เขาเงยหน้าขึ้นทันที
“ว่าไงครับ”
“วันศุกร์อาจมาช้าหน่อย ต้องไปช่วยพี่นนท์เตรียมงาน”
“ประมาณกี่โมงครับ”
“ยังไม่แน่ใจ อาจไม่เกินหนึ่งทุ่ม”
เขามองนาฬิกาบนผนัง ทั้งที่วันนี้ยังเป็นวันพุธ
“แล้วถ้าเกินล่ะครับ”
“วันศุกร์แม่จะบอกอีกที”
เขาพยักหน้า แล้วหยิบชุดนอนตัวถัดไปพับต่อ
“แต่แม่ยังมาใช่ไหมครับ”
ผมหยุดอยู่ตรงประตู
ข้อความที่เธอส่งมาบอกว่าจะพยายามไปให้ทัน ไม่ได้บอกว่าจะไม่มา
ถ้าตอบว่าใช่ ผมกำลังยืนยันแทนคนอื่น
ถ้าตอบว่าไม่รู้ ลูกจะต้องอยู่กับคำตอบนั้นอีกสองวัน
“ตอนนี้แม่บอกว่าจะมา” ผมพูด
เขาพยักหน้าอีกครั้ง
“ครับ”
เขานำเสื้อผ้าทั้งหมดใส่กระเป๋า แล้วลองรูดซิปปิด กระเป๋านูนขึ้นเล็กน้อยตรงบริเวณชุดนอน เขาเปิดใหม่ จัดมุมเสื้อ แล้วปิดอีกครั้ง
“เอาชุดนักเรียนไปด้วยไหมครับ” เขาถาม
“กลับวันอาทิตย์ ทำไมต้องเอาไป”
“เผื่อกลับเช้าวันจันทร์”
“แม่ยังไม่ได้บอกว่าจะกลับวันจันทร์”
“ครับ”
เขาเปิดตู้ หยิบชุดนักเรียนออกมาแขวนไว้ด้านนอก แต่ยังไม่ใส่ลงในกระเป๋า
ผมไม่ได้บอกให้เก็บกลับ
เมื่อผมเดินออกมา กระดาษวันแม่ยังวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงเหมือนเดิม
“จดหมายเขียนถึงไหนแล้ว” ผมถาม
“ยังครับ”
“คิดไม่ออก?”
เขามองกระดาษ
“ไม่รู้จะเริ่มยังไงครับ”
“เริ่มจากอะไรก็ได้ที่อยากบอก”
“ครูก็พูดแบบนั้นครับ”
“งั้นครูกับพ่อเห็นตรงกันหนึ่งเรื่องแล้ว”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“พ่อต้องตรวจคำผิดด้วยนะครับ”
“ได้”
“แต่อ่านเฉพาะคำผิดนะครับ”
“ถ้าไม่อ่านคำอื่น จะรู้ได้ยังไงว่าคำไหนผิด”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“งั้นอ่านได้ แต่ห้ามถามครับ”
“ตกลง”
เขาหยิบดินสอขึ้นมา เขียนคำว่า “ถึงแม่” ลงบนบรรทัดแรกตามข้อความที่พิมพ์ไว้ด้านบน แล้วหยุด
ผมปล่อยให้เขานั่งต่อคนเดียว
ช่วงเกือบสี่ทุ่ม ผมเดินไปตรวจประตูหน้าห้อง
กระเป๋าสีน้ำเงินถูกย้ายจากข้างเตียงมาตั้งไว้ข้างประตูแล้ว รองเท้าผ้าใบวางอยู่ข้างกัน แต่ปลายรองเท้าข้างหนึ่งหันเข้าหาผนัง อีกข้างหันออกไปทางทางเดิน
ลูกคงรีบวางก่อนเข้านอน
ผมก้มลงจัดรองเท้าให้หันไปทางเดียวกัน แล้วหยุดมือ
สุดท้ายปล่อยไว้แบบเดิม
ในห้องลูก ไฟยังเปิดอยู่ ผมเคาะประตูเบา ๆ
“ยังไม่นอนเหรอ”
“กำลังเขียนครับ”
เขานั่งอยู่บนเตียง กระดาษวันแม่วางบนเข่า ใต้คำว่า “ถึงแม่” มีข้อความเพิ่มมาเพียงหนึ่งบรรทัด
แม่สบายดีไหมครับ
“เริ่มได้แล้วนี่” ผมบอก
“ครับ”
เขาใช้ยางลบลบประโยคนั้นออก
“ทำไมล่ะ”
“แม่ก็สบายดีอยู่แล้วครับ”
เขาปัดเศษยางลบออกจากกระดาษ แล้วมองพื้นที่ว่างตรงหน้าอีกครั้ง
“พรุ่งนี้ค่อยเขียนก็ได้” ผมพูด
เขาพยักหน้า พับกระดาษครึ่งหนึ่ง แล้วเปิดช่องหน้าของกระเป๋าสีน้ำเงิน
“จะเอาไปด้วยเหรอ”
“ถ้ายังเขียนไม่เสร็จ ผมไปเขียนที่บ้านแม่ได้ครับ”
เขาใส่กระดาษลงในช่องหน้าอย่างระวัง ไม่ให้ขอบยับ แล้วรูดซิปปิด
“แม่อาจช่วยคิดได้” เขาพูด
“อือ”
ผมปิดไฟให้เขา แล้วเดินกลับออกมา
ห้องนั่งเล่นเหลือเพียงแสงจากครัว กระเป๋าสีน้ำเงินตั้งอยู่ข้างประตู เงาของมันทอดไปบนพื้นเล็กน้อย
โทรศัพท์ของผมสั่นอีกครั้ง
เป็นข้อความจากแม่ของเขา
ถ้าวันศุกร์งานเลิกดึกมาก
อาจต้องดูอีกทีนะ
ยังไม่ต้องบอกลูกก็ได้ เดี๋ยวเขากังวล
ผมอ่านข้อความจบ
จากในห้องนอน ไม่มีเสียงอะไรดังออกมาแล้ว
ผมไม่ได้ตอบเธอในทันที
และไม่ได้เดินกลับไปบอกลูก
กระเป๋ายังคงตั้งอยู่ข้างประตู เสื้อผ้าสำหรับสองคืนอยู่ข้างใน จดหมายที่ยังเขียนไม่เสร็จอยู่ในช่องหน้า
วันศุกร์ยังอยู่ห่างออกไปอีกสองวัน
ในปฏิทิน มันยังถูกวงไว้เหมือนเดิม
Sponsored Ads
SECTION 2 – อาทิตย์หน้า
เช้าวันศุกร์ ลูกตื่นเร็วกว่านาฬิกาปลุกสิบห้านาที
ผมรู้เพราะได้ยินเสียงประตูห้องเขาเปิดตอนหกโมงครึ่ง ตามด้วยเสียงเปิดซิปกระเป๋าสีน้ำเงินที่ตั้งอยู่ข้างประตู
เมื่อผมออกจากห้อง เขากำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น ตรวจของข้างในทีละอย่าง
“หาอะไร” ผมถาม
“ดูว่าครบไหมครับ”
“เมื่อคืนก็ดูแล้วไม่ใช่เหรอ”
“เมื่อคืนยังไม่ได้ใส่หนังสือวิทยาศาสตร์”
เขาหยิบหนังสือจากกระเป๋านักเรียน ใส่ลงในกระเป๋าสีน้ำเงิน แล้วลองปิดซิปอีกครั้ง
ชุดนักเรียนที่เคยแขวนอยู่หน้าตู้ถูกพับวางไว้บนเก้าอี้ แต่ยังไม่ได้ใส่ลงไป
“เอาไปด้วยไหมครับ” เขาถาม
“แม่ยังไม่ได้บอกว่าจะกลับวันจันทร์”
“ครับ”
เขามองชุดนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพับให้เล็กลงกว่าเดิมแล้ววางไว้ที่เดิม
ผมเข้าครัวทำขนมปังปิ้งกับไข่ดาว ลูกนั่งกินโดยวางโทรศัพท์ไว้ข้างจาน หน้าจอหงายขึ้น ต่างจากปกติที่ผมต้องเตือนให้เก็บโทรศัพท์ระหว่างกินข้าว
ทุกครั้งที่เครื่องสั่น เขาจะมองทันที
สองครั้งแรกเป็นข้อความจากกลุ่มห้องเรียน
ครั้งที่สามเป็นโฆษณาจากร้านเกม
ไม่มีข้อความจากแม่
“แม่บอกหรือยังครับว่ากี่โมง” เขาถาม
“ยัง”
“พ่อจะถามไหม”
“สายหน่อยค่อยถาม”
เขาพยักหน้า แล้วตัดไข่ดาวตรงขอบจนไข่แดงไหลออกมา
“ถ้าแม่มาหนึ่งทุ่ม ผมกลับมาอาบน้ำก่อนทันไหมครับ”
“ทัน”
“ถ้าสองทุ่มล่ะ”
“ก็ยังทัน”
“ร้านที่พี่นนท์ร้องปิดกี่โมงครับ”
“ไม่รู้”
เขาใช้ส้อมลากไข่แดงไปรวมกับขนมปัง ไม่ได้ถามต่อ
ก่อนออกไปโรงเรียน เขาสะพายกระเป๋านักเรียน แล้วก้มดูรองเท้าผ้าใบที่วางข้างกระเป๋าสีน้ำเงิน
“ไม่เอาไปโรงเรียนด้วยเหรอ” ผมถาม
เขามองผมเหมือนไม่แน่ใจว่าผมพูดจริงหรือไม่
“หนักครับ”
“งั้นให้แม่มารับที่บ้านตามเดิม”
“ครับ”
เขาเปิดประตูออกไปแล้วกลับเข้ามาอีกครั้ง
“พ่อครับ”
“ว่าไง”
“ถ้าแม่ส่งข้อความมา บอกผมด้วยนะครับ”
“ได้”
ประตูปิดลง
ผมยืนอยู่ตรงทางเดินอีกครู่หนึ่ง กระเป๋าสีน้ำเงินตั้งอยู่ข้างประตูเหมือนเดิม ปลายรองเท้าสองข้างยังหันคนละทาง ผมไม่ได้จัดมันใหม่
ตอนเก้าโมงครึ่ง ผมส่งข้อความหาแม่ของเขา
วันนี้ประมาณกี่โมง
เธออ่านข้อความหลังสิบโมงเล็กน้อย
ยังบอกไม่ได้เลย
ร้านมีเปลี่ยนเวลาเช็กเสียง
ถ้าเสร็จเร็วจะรีบไปนะ
Sponsored Ads
ผมถามต่อ
คิดว่าจะทันหนึ่งทุ่มไหม
คราวนี้เธอไม่อ่าน
ผมมีประชุมตอนสิบโมงครึ่ง คนในจอหกคนใช้เวลาสี่สิบนาทีพูดถึงงานที่สามารถสรุปได้ในอีเมลสามบรรทัด ช่วงท้ายมีคนหนึ่งเสนอให้ “ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด” ซึ่งเป็นภาษาทางการของการยังไม่มีใครรู้ว่าจะทำอะไรต่อ
ระหว่างประชุม โทรศัพท์สั่น
ลูกส่งข้อความมา
แม่บอกหรือยังครับ
ผมตอบว่า
ยังไม่แน่ เดี๋ยวแม่บอกอีกที
เขาอ่านข้อความทันที
ไม่มีคำตอบกลับมา
ตอนเที่ยง แม่ของเขายังไม่อ่านคำถามล่าสุดของผม
ผมเปิดตู้เย็น หยิบอาหารเมื่อคืนมาอุ่น แล้วกินคนเดียวที่โต๊ะ กระเป๋าสีน้ำเงินอยู่ในระยะสายตา พอมองจากตรงนี้ มันเหมือนถูกวางไว้ผิดที่เล็กน้อย แต่ไม่มีที่อื่นซึ่งถูกกว่านี้นัก
บ่ายสองโมงสิบเจ็ด แม่ตอบกลับมา
น่าจะช้ากว่าหนึ่งทุ่ม
ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มเช็กเสียงเลย
เดี๋ยวรู้เวลาแล้วโทรนะ
ผมส่งข้อความนั้นต่อให้ลูกโดยไม่แก้อะไร
เขาตอบมาเพียงว่า
ครับ
ตอนสี่โมงครึ่ง ผมปิดคอมพิวเตอร์ แม้จะยังมีอีเมลค้างอยู่หลายฉบับ อีเมลเหล่านั้นรอถึงวันจันทร์ได้ และถ้ารอไม่ได้ เจ้าของมันคงโทรมาเอง
ผมเดินไปเปิดหน้าต่าง ระหว่างนั้นโทรศัพท์ของลูกส่งตำแหน่งว่าเขาออกจากโรงเรียนแล้ว
แม่ยังไม่โทร
ห้าโมงสิบสอง ลูกเปิดประตูเข้ามา
เขาสวมชุดพละ เสื้อด้านหลังชื้นตรงกลางเล็กน้อย กระเป๋านักเรียนห้อยอยู่ข้างเดียว เขาถอดรองเท้าแล้วมองกระเป๋าสีน้ำเงินทันที
“แม่ว่าไงครับ”
“ยังเช็กเสียงไม่เสร็จ”
“กี่โมงละ”
“แม่ยังไม่รู้”
เขายกโทรศัพท์ขึ้นดูเวลา ทั้งที่นาฬิกาบนผนังอยู่ตรงหน้า
“ผมอาบน้ำก่อนนะครับ”
“อาบสิ”
เขาเดินเข้าห้องไปอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงยี่สิบนาทีต่อมา เขาก็ออกมาพร้อมเสื้อยืดตัวใหม่ ผมยังเปียก และกระเป๋าสีน้ำเงินถูกเปิดอยู่บนพื้น
“ทำอะไร”
“ใส่เสื้อที่ใส่วันนี้ครับ”
เขาพับชุดพละใส่ถุงพลาสติก แล้ววางลงในกระเป๋า
“ไม่ซักก่อนเหรอ”
“บ้านแม่มีเครื่องซักผ้าครับ”
เขาปิดซิป ตั้งกระเป๋ากลับที่เดิม แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะกินข้าว
“หิวไหม” ผมถาม
“นิดหน่อยครับ”
“กินอะไรก่อนไหม”
เขาส่ายหน้า
“เดี๋ยวไปกินกับแม่ครับ”
ผมเปิดตู้เย็น หยิบน้ำออกมาวางให้หนึ่งขวด
“อย่างน้อยดื่มน้ำก่อน”
เขารับไป เปิดฝาแล้วดื่มสองสามอึก
ห้าโมงสี่สิบ แม่โทรมา
ผมรับสายตรงโต๊ะ ลูกนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาเงยหน้าขึ้นทันทีที่เห็นชื่อบนหน้าจอ
เสียงข้างหลังของเธอดังมาก มีเสียงกีตาร์ เสียงคนคุยกัน และเสียงไมโครโฟนหวีดสั้น ๆ จนเธอต้องพูดซ้ำสองครั้ง
“ตอนนี้ยังไปไม่ได้เลย” เธอบอก “ร้านเลื่อนเช็กเสียง แล้วขาดคนช่วยยกของ”
“จะมาได้กี่โมง”
“น่าจะดึกมาก”
“ดึกคือกี่โมง”
“ยังไม่รู้ อาจสามทุ่มกว่า”
ผมมองลูก
เขาถือขวดน้ำอยู่ แต่ไม่ได้ดื่มต่อ
“แล้วจะมารับไหม” ผมถาม
ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย ก่อนมีเสียงใครบางคนเรียกชื่อเธอ
“ถ้าเสร็จทันก็จะไป” เธอตอบ “แต่ถ้าสามทุ่มกว่า พาลูกกลับบ้านอีกทีก็ดึก”
“เขาเตรียมของไว้แล้ว”
“ฉันรู้”
เธอพูดเร็วขึ้นเล็กน้อย
“ฉันไม่ได้อยากยกเลิกนะ แต่ตอนนี้ไปไม่ได้จริง ๆ พี่นนท์ขึ้นเวทีสองทุ่ม ถ้าฉันออกตอนนี้ไม่มีใครดูคิวให้”
ผมไม่ได้ตอบ
เหตุผลของเธอฟังเข้าใจได้ทีละข้อ และยังทำให้ลูกต้องนั่งรอต่อเหมือนเดิม
“จะคุยกับลูกไหม” ผมถาม
เธอเงียบอีกครั้ง
“เปิดลำโพงก็ได้”
ผมวางโทรศัพท์กลางโต๊ะแล้วกดเปิดลำโพง
“ลูก” เธอเรียก
“ครับ”
“แม่อาจไปช้ามากนะ วันนี้ที่ร้านยุ่งจริง ๆ”
“ครับ”
“ถ้าแม่ไปถึงสามทุ่ม ลูกยังอยากมาไหม”
เขามองผมครู่หนึ่ง ก่อนตอบ
“แล้วแม่จะมาถึงกี่โมงครับ”
“แม่ยังไม่รู้เลย”
“ครับ”
“หรือเอาเป็นอาทิตย์หน้าดีไหม แม่จะเคลียร์วันให้”
เขาก้มมองขวดน้ำในมือ
“อาทิตย์หน้าเหรอครับ”
“ใช่ เดี๋ยวแม่พาไปกินข้าว ไปซื้อหนังสือด้วย”
เขาใช้ปลายนิ้วหมุนฝาขวดช้า ๆ
“วันนี้ไม่มาแล้วใช่ไหมครับ”
แม่ของเขาไม่ตอบทันที
เสียงกีตาร์ด้านหลังเริ่มเล่นท่อนเดิมซ้ำอีกครั้ง
“วันนี้คงไม่ทันจริง ๆ” เธอพูด
ลูกพยักหน้า แม้คนในโทรศัพท์จะมองไม่เห็น
“ครับ”
“ไม่โกรธแม่นะ”
“ไม่ครับ”
“เดี๋ยวแม่โอนเงินให้ ซื้ออะไรที่อยากได้ก่อนก็ได้”
“ไม่เป็นไรครับ”
“อาทิตย์หน้าแม่ไปรับแน่นอน”
ลูกมองกระเป๋าสีน้ำเงินข้างประตู
“ครับ”
มีคนเรียกเธออีกครั้ง คราวนี้ดังใกล้โทรศัพท์กว่าเดิม
“แม่ต้องไปก่อนนะ เดี๋ยวคืนนี้โทรหาอีกที”
“ครับ”
สายตัดไป
หน้าจอกลับเป็นภาพพื้นหลังทะเล ไม่มีใครพูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง
ลูกหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดู
“ไปกินข้าวกันไหม” ผมถาม
“ครับ”
“อยากกินอะไร”
“อะไรก็ได้ครับ”
“ร้านราเม็ง?”
เขาพยักหน้า
ก่อนลุกจากเก้าอี้ เขาเดินไปหากระเป๋าสีน้ำเงิน จับหูหิ้วแล้วขยับให้ชิดผนังมากขึ้น
“เอาไว้ตรงนี้ก่อนได้ไหมครับ” เขาถาม
“ได้”
“อาทิตย์หน้าไม่ต้องจัดใหม่หมด”
“อือ”
เขาปล่อยมือ แล้วสวมรองเท้าผ้าใบคู่ที่วางเตรียมไว้
เราออกจากห้องเกือบหกโมงครึ่ง
รถไฟฟ้าแน่นกว่าปกติ ลูกยืนข้างผม มือหนึ่งจับเสา อีกมือถือโทรศัพท์ หน้าจอสว่างขึ้นระหว่างทาง
ข้อความแจ้งเตือนจากธนาคารบอกว่ามีเงินเข้าหนึ่งพันบาท
ถัดมาเป็นข้อความจากแม่
ซื้อหนังสือหรือเกมที่อยากได้เลยนะ
ขอโทษจริง ๆ
อาทิตย์หน้าแม่ชดเชยให้
เขาอ่านจบแล้วปิดหน้าจอ
“แม่โอนเงินมาเหรอ” ผมถาม
“ครับ”
“อยากซื้ออะไรไหม”
“ยังไม่รู้ครับ”
“เก็บไว้ก่อนก็ได้”
“ครับ”
รถไฟฟ้าเข้าอุโมงค์ กระจกหน้าต่างสะท้อนผู้โดยสารทั้งขบวน ลูกยืนอยู่ข้างผม แต่ในเงา คนด้านหลังซ้อนทับกับเขาจนดูเหมือนมีใครอีกคนยืนอยู่ตรงนั้นด้วย
เมื่อออกจากอุโมงค์ เงาหายไป เมืองกลับมาอยู่หลังหน้าต่างเหมือนเดิม
ร้านราเม็งมีคิวไม่ยาว เราได้โต๊ะริมกระจก ลูกสั่งราเม็งหมูชาชูกับไข่ต้ม ผมสั่งข้าวหน้าเนื้อ
ระหว่างรออาหาร เขาวางโทรศัพท์บนโต๊ะโดยคว่ำหน้าจอลง
เพลงในร้านเปลี่ยนเป็นเพลงช้าของนักร้องชาย เสียงคุ้นอยู่เล็กน้อย ผมใช้เวลาฟังสองสามวินาทีก่อนนึกออก
“พี่นนท์หรือเปล่า” ผมถาม
ลูกเงยหน้ามองลำโพงเหนือโต๊ะ
“ใช่ครับ”
“ให้เปลี่ยนโต๊ะไหม”
“เปลี่ยนทำไมครับ”
“ลำโพงอยู่ตรงหัวพอดี”
เขาฟังต่ออีกครู่หนึ่ง
“ไม่เป็นไรครับ”
พนักงานนำราเม็งมาวางตรงหน้า กลิ่นน้ำซุปร้อนลอยขึ้นมา ลูกแยกตะเกียบออกจากกัน
“เพลงไม่ได้ทำอะไรผมครับ” เขาพูด
น้ำเสียงธรรมดา เหมือนบอกว่าไม่ต้องเติมน้ำเพิ่ม
“อือ” ผมตอบ
เขาเริ่มกิน
เราไม่ได้พูดถึงแม่อีก คุยกันเรื่องครูคณิตศาสตร์ที่ชอบสุ่มเลขที่ เรื่องเพื่อนชื่อภัทรที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้ากลุ่มทั้งที่ลืมนำงานมาสองครั้ง และเรื่องหนังสืออวกาศที่เขาอยากซื้อ
ระหว่างนั้น เพลงของพี่นนท์จบลง เพลงอื่นเริ่มเล่นแทน
ลูกไม่ได้เงยหน้าขึ้นอีก
ขากลับ เราเดินผ่านซุ้มโปรโมชั่นวันแม่ตรงกลางห้าง ป้ายขนาดใหญ่เขียนว่า
ทุกช่วงเวลามีค่า เมื่อได้ใช้ร่วมกับคนที่เรารัก
ใต้ข้อความมีตัวหนังสือเล็ก ๆ แจ้งว่าต้องสำรองโต๊ะล่วงหน้าและไม่สามารถใช้ร่วมกับส่วนลดอื่นได้
ลูกหยุดมองรูปครอบครัวบนป้ายครู่หนึ่ง
“จดหมายอยู่ในกระเป๋า” เขาพูด
“อือ”
“คืนนี้ยังไม่เขียนก็ได้ใช่ไหมครับ”
“ได้”
เขาพยักหน้า แล้วเดินต่อ
เมื่อกลับถึงห้อง กระเป๋าสีน้ำเงินยังตั้งอยู่ข้างประตู
ลูกถอดรองเท้า เดินผ่านมันเข้าไปในห้อง แล้วหยิบชุดนักเรียนที่พับไว้บนเก้าอี้กลับไปแขวนในตู้
เขาไม่ได้เปิดกระเป๋า
ไม่ได้เอาเสื้อผ้าออก
และไม่ได้หยิบจดหมายจากช่องหน้า
“คืนนี้แม่จะโทรมาอีกไหมครับ” เขาถาม
“แม่บอกว่าจะโทร”
“ครับ”
เขาเสียบโทรศัพท์เข้ากับสายชาร์จ ทั้งที่แบตยังเหลือมากกว่าครึ่ง แล้ววางเครื่องไว้บนโต๊ะข้างเตียง
ผมกลับไปนั่งทำงานที่โต๊ะกินข้าว
เกือบสี่ทุ่ม โทรศัพท์ของลูกยังไม่ดัง
กระเป๋าสีน้ำเงินอยู่ข้างประตูเหมือนตอนเช้า
ต่างเพียงตอนนี้ไม่มีใครต้องรีบไปไหนแล้ว
Sponsored Ads
SECTION 3 – จดหมายที่ยังไม่เสร็จ
เช้าวันเสาร์ กระเป๋าสีน้ำเงินยังอยู่ข้างประตู
ลูกตื่นเกือบเก้าโมง เดินออกจากห้องในเสื้อยืดตัวเดิมกับกางเกงขาสั้น แล้วหยุดมองมันเหมือนเพิ่งนึกได้ว่ามีของชิ้นหนึ่งวางอยู่ตรงนั้น
“แม่โทรมาไหมครับ” เขาถาม
“ยัง”
เขาพยักหน้า แล้วเดินไปเปิดตู้เย็น
ผมไม่ได้บอกว่าโทรศัพท์ของผมก็ไม่มีข้อความจากเธอเช่นกัน เรื่องบางอย่างไม่จำเป็นต้องรายงานสองครั้ง
เรากินขนมปังกับไข่ต้มเป็นอาหารเช้า ลูกเปิดโทรศัพท์ดูระหว่างกินอยู่สองครั้ง ครั้งแรกดูข้อความ ครั้งที่สองดูเวลา
ไม่มีใครโทรมา
ช่วงสาย เขากลับไปเปิดกระเป๋าสีน้ำเงิน หยิบหนังสือวิทยาศาสตร์ออกมา เพราะต้องใช้ทำการบ้าน แล้วปิดซิปกลับตามเดิม
เสื้อผ้าสำหรับสองคืนยังอยู่ข้างใน
“ไม่เอาออกก่อนเหรอ” ผมถาม
“อาทิตย์หน้าก็ต้องใช้ครับ”
“เสื้ออาจยับ”
“ไม่เป็นไรครับ”
เขายกหนังสือกลับเข้าห้อง
ตลอดวันเสาร์ เราไม่ได้ออกไปไหน เขาทำการบ้าน เล่นเกม และดูคลิปเกี่ยวกับดาวเคราะห์อยู่พักหนึ่ง ส่วนผมซักผ้า ตอบอีเมล และพยายามประกอบชั้นวางของที่คู่มืออ้างว่าสามารถทำเสร็จได้ในยี่สิบนาที
หลังผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ชั้นวางยังเอนเล็กน้อยไปทางซ้าย
บริษัทผู้ผลิตคงเชื่อว่าพื้นทุกห้องราบ คนทุกคนอ่านภาพสามมิติออก และสกรูทุกตัวจะยินยอมเข้ารูโดยไม่มีความขัดแย้งส่วนบุคคล
ลูกเดินออกมาดูผลงาน
“มันเอียงครับ”
“รู้แล้ว”
“ต้องแก้ไหม”
“เอาของวางแล้วอาจตรง”
เขามองผมอยู่ครู่หนึ่ง
“ของหนักข้างขวาเหรอครับ”
“ประมาณนั้น”
เขาพยักหน้าเหมือนยอมรับว่า ผู้ใหญ่มีวิธีแก้ปัญหาที่ไม่ควรถูกนำไปใช้ในวิชาวิทยาศาสตร์
เย็นวันนั้น แม่ส่งข้อความหาลูกโดยตรง
ผมรู้เพราะเขาเดินออกมาจากห้องพร้อมโทรศัพท์ในมือ
“แม่บอกว่าเมื่อคืนกลับดึกครับ”
“อือ”
“วันนี้ต้องไปงานอีก”
“แล้วอาทิตย์หน้าล่ะ”
เขาเลื่อนหน้าจอลง
“แม่บอกว่าเดี๋ยวใกล้ ๆ ค่อยคุยครับ”
ผมมองเขา แต่เขากำลังอ่านข้อความเดิมอีกครั้ง
“ตอบแม่หรือยัง”
“ตอบแล้วครับ”
“ว่าอะไร”
“บอกว่าไม่เป็นไรครับ”
เขากลับเข้าห้องไป
คำว่า “ไม่เป็นไร” เป็นคำที่เด็กเรียนรู้ได้เร็วมาก โดยเฉพาะเมื่อผู้ใหญ่ใช้มันเป็นทางออกจากบทสนทนาที่ไม่รู้ว่าจะดำเนินต่ออย่างไร
เช้าวันอาทิตย์ กระเป๋ายังคงอยู่ที่เดิม
ลูกหยิบชุดพละออกจากกระเป๋าเพราะต้องใช้วันจันทร์ จากนั้นหยิบถุงเท้าออกมาหนึ่งคู่ แล้วหยุดมือ
“เอาออกหมดเลยไหม” ผมถาม
“ไม่ต้องครับ”
“ทำไม”
“เดี๋ยวอาทิตย์หน้าใส่กลับอีก”
เขาปิดซิป
ผมไม่ได้พูดว่าอาทิตย์หน้ายังไม่ได้รับการยืนยัน
เขารู้อยู่แล้ว
บ่ายวันอาทิตย์ ครูประจำชั้นส่งข้อความเข้ากลุ่มผู้ปกครอง เตือนให้นักเรียนนำจดหมายวันแม่ไปโรงเรียนในวันจันทร์ เพื่ออ่านและแก้ไขในชั้นเรียน
ใต้ข้อความมีรูปดอกมะลิกับหัวใจสีฟ้า
ผมเดินไปบอกลูก
เขากำลังนอนคว่ำอ่านหนังสืออยู่บนเตียง
“พรุ่งนี้ครูให้เอาจดหมายไป”
เขานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้น
“อยู่ในกระเป๋าครับ”
“เขียนเสร็จหรือยัง”
“ยังครับ”
“เหลือเยอะไหม”
“เกือบทั้งหมด”
เขาลุกจากเตียง เดินออกไปเปิดช่องหน้าของกระเป๋าสีน้ำเงิน แล้วหยิบกระดาษออกมา
รอยพับตรงกลางชัดกว่าเดิม ขอบด้านหนึ่งงอเล็กน้อย
ใต้คำว่า “ถึงแม่” ไม่มีข้อความอื่น
เขานำกระดาษกลับไปวางบนโต๊ะ เปิดกล่องดินสอ แล้วนั่งลง
ผมออกไปทำอาหารเย็น
ระหว่างหั่นผัก ผมได้ยินเสียงยางลบถูบนกระดาษเป็นระยะ พอเสียงหยุดไปนานเกินไป ผมเดินไปดู
บนกระดาษมีประโยคหนึ่งเขียนไว้
ขอบคุณแม่ที่ส่งเงินมาให้ผมครับ
Sponsored Ads
ลูกถือดินสอค้างอยู่เหนือบรรทัดต่อไป
“เขียนได้แล้วนี่” ผมบอก
“ครับ”
“จะเขียนอะไรต่อ”
เขายักไหล่
“ครูบอกให้เขียนเรื่องที่อยากขอบคุณ”
“มีอย่างอื่นไหม”
เขามองกระดาษ
“แม่ซื้อเสื้อให้ครับ”
“ก็เขียนได้”
“แต่มันเหมือนรายการของครับ”
“งั้นไม่ต้องเขียนเป็นรายการ”
เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
“เขียนยังไงครับ”
ผมคิดคำตอบ
ไม่พบคำตอบที่ช่วยได้จริง
“เขียนแบบที่ลูกพูดก็ได้”
“ผมไม่ค่อยพูดเรื่องนี้กับแม่ครับ”
“อือ”
“แล้วจะเขียนยังไง”
“ไม่รู้เหมือนกัน”
เขาเงยหน้ามองผม เหมือนเพิ่งตรวจพบว่าผู้ใหญ่ที่อยู่ในห้องไม่มีคู่มือสำหรับทุกอย่าง
ผมยอมรับสีหน้านั้นโดยไม่แก้ตัว
“กินข้าวก่อนก็ได้” ผมพูด
เขาวางดินสอลง
เรากินข้าวเย็นด้วยกัน โทรทัศน์เปิดข่าวอยู่เบา ๆ ระหว่างพักโฆษณามีภาพดอกมะลิ ชุดของขวัญ และร้านอาหารที่ให้แม่รับประทานฟรี แต่ต้องมีลูกชำระเงินในราคาปกติ
ลูกดูโฆษณาจบแล้วถามว่า
“ถ้าแม่ไม่อยู่วันแม่ ต้องให้ของวันอื่นได้ไหมครับ”
“ได้สิ”
“โรงเรียนให้ส่งจดหมายวันจันทร์”
“ส่งครูหรือส่งแม่”
“ครูให้เอาไปอ่านก่อน แล้วค่อยให้แม่”
“งั้นยังมีเวลา”
เขาพยักหน้า
หลังอาหาร เขากลับไปเขียนต่ออีกพักหนึ่ง
ก่อนนอน เขานำกระดาษมาให้ผม
ถึงแม่
ขอบคุณแม่ที่ส่งเงินมาให้ผมครับ
ขอบคุณที่ซื้อหนังสือกับเสื้อผ้าให้
ผมสบายดีครับจากลูก
พื้นที่ด้านล่างเหลืออยู่มากกว่าครึ่งหน้า
“ช่วยดูคำผิดครับ” เขาพูด
ผมอ่านอีกครั้ง
“ไม่มีคำผิด”
“สั้นไปไหมครับ”
“ครูกำหนดความยาวหรือเปล่า”
“ไม่ได้กำหนดครับ”
“งั้นก็ไม่สั้น”
เขามองกระดาษ
“แต่ของคนอื่นน่าจะยาวกว่า”
“อาจจะ”
“ครูจะถามไหมครับ”
“คงถาม”
“แล้วผมตอบว่าอะไร”
“ตอบตามจริง”
“จริงเรื่องไหนครับ”
ผมหยุดไปครู่หนึ่ง
“ว่าตอนนี้คิดได้เท่านี้”
เขาพยักหน้า แต่ยังดูไม่พอใจกับคำตอบนัก
“พ่ออ่านแล้วรู้สึกแปลกไหมครับ”
“แปลกยังไง”
“มันเหมือนข้อความเวลาตอบครู”
ผมอ่านใหม่อีกครั้ง
เขาพูดถูก
ทุกประโยคสุภาพ ถูกต้อง และไม่มีอะไรในนั้นซึ่งทำให้ผมนึกถึงเวลาที่เขาคุยกับแม่จริง ๆ
“ลูกอยากแก้ไหม”
“ยังไม่รู้ครับ”
“พรุ่งนี้ค่อยแก้ที่โรงเรียนก็ได้”
เขาพับกระดาษ ใส่ไว้ในแฟ้มใส แล้ววางแฟ้มลงในกระเป๋านักเรียน
ครั้งนี้เขาไม่ได้เก็บมันกลับเข้าไปในกระเป๋าสีน้ำเงิน
เช้าวันจันทร์ เขากินนมกับซีเรียลเร็วกว่าเดิมเล็กน้อย
ระหว่างสวมรองเท้า เขาตรวจแฟ้มใสในกระเป๋านักเรียนอีกครั้ง
“ครูให้เอาไปอ่านหน้าห้องหรือเปล่าครับ” เขาถาม
“ในข้อความบอกว่าอ่านในกลุ่ม”
“ถ้าไม่อยากอ่านล่ะ”
“บอกครูได้ไหม”
“ไม่รู้ครับ”
“ลองบอกดู”
เขาพยักหน้า แล้วออกไปโรงเรียน
หลังประตูปิด ผมมองกระเป๋าสีน้ำเงินที่ยังตั้งอยู่ข้างผนัง
ตอนนี้ข้างในไม่มีหนังสือ ไม่มีชุดพละ และไม่มีจดหมายแล้ว
เหลือเพียงเสื้อผ้าสำหรับการเดินทางที่ยังไม่มีวันยืนยัน
Sponsored Ads
ช่วงเกือบเที่ยง ครูส่งข้อความเข้ากลุ่มอีกครั้ง
วันนี้เด็ก ๆ อ่านจดหมายวันแม่ในกลุ่มย่อยเรียบร้อยแล้วค่ะ
คุณครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแก้ไขหรือเก็บจดหมายไว้ก่อน หากยังไม่พร้อมนำกลับไปให้ผู้ปกครอง
ข้อความมีน้ำเสียงระมัดระวังมากกว่าครั้งก่อน
ผมไม่รู้ว่าเกี่ยวกับลูกหรือเด็กคนอื่นในห้อง
บ่ายสามโมงครึ่ง ลูกกลับถึงบ้าน เขาถอดรองเท้า วางกระเป๋านักเรียนบนเก้าอี้ แล้วเดินไปเปิดตู้เย็นทันที
“มีอะไรกินไหมครับ”
“ข้าวกับไก่ย่าง”
“กินเลยได้ไหม”
“ได้”
ผมอุ่นอาหารให้ เขานั่งรอโดยเปิดแฟ้มใสวางไว้ข้างตัว
“อ่านจดหมายไหม” ผมถาม
“ครูให้อ่านทีละกลุ่มครับ”
“แล้วลูกอ่านหรือเปล่า”
“อ่านครับ”
“เป็นยังไง”
“ก็อ่านครับ”
คำตอบนั้นปิดประตูไว้พอสมควร ผมจึงไม่พยายามเปิดอีก
อาหารร้อนเสร็จ เขาเริ่มกินทันที
หลังผ่านไปสองสามคำ เขาหยิบกระดาษออกจากแฟ้มแล้วเลื่อนมาให้ผม
มีข้อความเพิ่มจากเมื่อคืนอีกหนึ่งบรรทัด
ขอบคุณที่โทรมาถามเรื่องเรียนครับ
“เพิ่มตอนโรงเรียนเหรอ”
“ครับ”
“ครูบอกให้เพิ่ม?”
“ครูถามว่ามีอะไรที่แม่ทำเป็นประจำไหม”
ผมอ่านตั้งแต่ต้นอีกครั้ง
ถึงแม่
ขอบคุณแม่ที่ส่งเงินมาให้ผมครับ
ขอบคุณที่ซื้อหนังสือกับเสื้อผ้าให้
ขอบคุณที่โทรมาถามเรื่องเรียนครับ
ผมสบายดีครับจากลูก
ยังคงไม่มีคำผิด
และยังคงเหมือนข้อความตอบครูอยู่เล็กน้อย
“เพื่อนเขียนว่าอะไรกันบ้าง” ผมถาม
“บางคนเขียนว่าแม่ทำกับข้าวอร่อย บางคนเขียนว่าแม่ไปรับทุกวัน”
เขาตักข้าวอีกคำ
“ภัทรเขียนว่าแม่ชอบด่า แต่ก็ซื้อไก่ทอดให้”
“ฟังดูเป็นภัทรดี”
ลูกยิ้มเล็กน้อย
“ครูถามว่าผมอยากเขียนอะไรเพิ่มไหม”
“แล้วว่าไง”
“ผมบอกว่ายังไม่รู้ครับ”
“ครูว่าอะไร”
“บอกว่าเก็บกลับมาคิดก่อนได้”
เขาหยุดกิน แล้วมองพื้นที่ว่างด้านล่างกระดาษ
“พ่อครับ”
“ว่าไง”
“ถ้าให้แม่ช้า ยังเรียกว่าจดหมายวันแม่อยู่ไหมครับ”
“น่าจะอยู่”
“ถ้าเลยวันแม่ล่ะ”
“ก็ยังเป็นจดหมายถึงแม่”
เขาพยักหน้า
“งั้นยังไม่ต้องให้ก็ได้ใช่ไหมครับ”
“ได้”
เขาพับกระดาษกลับตามรอยเดิม แล้วใส่ไว้ในแฟ้ม
ช่วงเย็น แม่โทรมาหาผม
ผมรับสายที่ระเบียง ข้างในลูกกำลังเปิดวิดีโอสอนคณิตศาสตร์
“ลูกเป็นยังไงบ้าง” เธอถาม
“ปกติ”
“วันศุกร์เขาโกรธไหม”
“เขาบอกว่าไม่”
ปลายสายเงียบเล็กน้อย
“เขาใช้เงินหรือยัง”
“ยัง”
“ทำไมไม่ซื้ออะไรล่ะ”
“ไม่รู้”
“อาทิตย์นี้โรงเรียนมีกิจกรรมวันแม่ใช่ไหม”
“เขาเขียนจดหมายวันนี้”
“เขียนว่าอะไร”
ผมหันไปมองผ่านกระจก ลูกนั่งอยู่ที่โต๊ะ ใช้ดินสอจดตัวเลขตามวิดีโอ หูฟังใส่อยู่ข้างเดียว
“ถามเขาเองดีกว่า” ผมตอบ
“เขาอยู่ไหม”
“ทำการบ้าน”
“เดี๋ยวฉันโทรหาเขาแล้วกัน”
“อือ”
ก่อนวางสาย เธอบอกว่าเสาร์หน้าอาจว่าง แต่ยังต้องดูงานพี่นนท์ก่อน
ผมไม่ได้ถามว่าจะรู้เมื่อไร
หลังจากนั้นประมาณหนึ่งชั่วโมง โทรศัพท์ของลูกดังขึ้นในห้อง
เขารับสาย แล้วปิดประตูเกือบสนิท
ผมได้ยินเพียงคำสั้น ๆ เป็นระยะ
“ครับ”
“วันนี้ครับ”
“ยังครับ”
“ไม่เป็นไรครับ”
การสนทนาใช้เวลาไม่ถึงห้านาที
เมื่อลูกเดินออกมา เขาถือกระดาษวันแม่อยู่ในมือ
“แม่ถามเรื่องจดหมายเหรอ” ผมถาม
“ครับ”
“บอกแม่ว่าไง”
“บอกว่ายังเขียนไม่เสร็จ”
“แม่ว่าอะไร”
“บอกให้เขียนดี ๆ”
เขานั่งลงที่โต๊ะกินข้าว เปิดกระดาษ และหยิบดินสอจากกล่อง
ผมนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้อ่านสิ่งที่เขาเขียน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาเติมคำลงไปอีกหนึ่งบรรทัด
จากตำแหน่งที่นั่ง ผมมองไม่ชัดว่าคืออะไร
“เสร็จหรือยัง” ผมถาม
เขาส่ายหน้า
“ยังครับ”
“จะให้แม่วันไหน”
“ยังไม่รู้ครับ”
เขาลบข้อความที่เพิ่งเขียนออกจนกระดาษบริเวณนั้นบางลงเล็กน้อย จากนั้นพับจดหมายและนำไปเก็บไว้ในลิ้นชักข้างเตียง
กระเป๋าสีน้ำเงินยังอยู่ข้างประตู
จดหมายกลับไปอยู่ในห้องของเขาแล้ว
ทั้งสองอย่างยังไม่ถูกนำไปให้แม่
แต่มีเพียงกระเป๋าเท่านั้นที่ดูเหมือนกำลังรอวันเดินทาง
ส่วนจดหมาย ผมไม่แน่ใจว่ามันกำลังรอวันส่ง หรือรอให้ลูกตัดสินใจเสียก่อนว่ามีอะไรที่อยากพูดจริง ๆ
Sponsored Ads
0 Comments