102-ดันเจี้ยนเวอร์ชันหนึ่ง
by S.J. Raventideคุณสามารถบอกจิตวิญญาณของสตูดิโอได้จากสีของโฟมอะคูสติก
สตูดิโอ B ใส่สีเหลืองคล้ำแบบดีซ่าน เหลืองชนิดที่ทำให้สงสัยว่ามันเคยเป็นสีขาวรึเปล่า ผนังบุโฟมกันเสียงซ้อนทับจนเหมือนมันดูดกลืนความฝันได้ดีกว่าเสียงจริง ฝ้าเพดานแผ่นหนึ่งเหนือมิกซ์คอนโซลบุ๋มลงเล็กน้อยเหมือนยอมแพ้ให้เสียงฟอลเซ็ตโตเมื่อสาม session ก่อน
Sponsored Ads
แอร์ฮัมเสียงเหมือนกำลังขอความช่วยเหลือ ป้าย ON AIR กระพริบไฟแดง เหมือนจะเตือนตึก มากกว่าเตือนศิลปิน
ฉันเอนตัวพิงเก้าอี้วิศวกรเสียง สมุดบันทึกของฉันเปิดออยู่ตรงหน้า เต็มไปด้วยเนื้อร้องที่ยังไม่เสร็จดี บันทึกเวลา และรูปวาดแมวที่ลาเต้เหยียบเมื่อคืน
เทปหมุนเสียงมิกซ์เริ่มเล่น
🎶 “โอ้ใจเอ๋ย…”🎶
เสียงพี่ต้นร้อง
🎶 “ทำไมเจ็บไม่จำ…”🎶
แล้วพี่ต้นร้องต่อ และเสียงท้ายเหมือนยังไม่แน่ใจว่าควรมีอยู่ไหม เป๊ะเกิน สะอาดเกิน
ตามด้วยเสียงฝ้ายลอยเข้ามา
🎶 “เพราะเธอรักก็เพียงแค่แต่เขา…”🎶
เพราะ แต่กลวง เป็นแบบที่ “เพราะ” แต่ไม่รอดเมื่อชน ไม่ใช่คอลแอนด์รีสปอนส์ ไม่ใช่การทะเลาะ แค่คนสองคนที่เจ็บใกล้ ๆ กันอย่างสุภาพ
“แม่งเหมือนหมอกับคนไข้ร้องกันในห้องฉีดยาเลยว่ะ…” เอกพึมพำอยู่หลังชั้นวาง
ไม่มีใครขำ
ฟอลเซ็ทโต้ของฝ้ายพยายามเก็บขอบเสียงเหมือนกลัวจะไปทำร้ายฮุก เสียงบาริโทนของพี่ต้นกลับมาหนักกว่าเดิม แต่ไม่ได้ลึกกว่า เพลงที่ชื่อ “ดึงดัน” กำลังพยายามพูดว่า *ไปตายซะ* ด้วยพลังของ การกอดกันเป็นกลุ่ม
ฉันจ้องไปที่คอนโซล ตรงนี้มันควร “เลือดออก”
“…กรณ์?” ฝ้ายหันมา หูฟังหลุดข้าง เสียงยังสุภาพ แต่ตามองแรง
“มันยังไม่ชนกันครับ” ฉันพูดเบา ๆ
พี่ต้นเกาคอ “มึงว่าอะไรขาด?”
“แรงผลักครับ”
ฉันเงยหน้า
“ตอนนี้มีแต่แรงดึง”
ฝ้ายถอนหายใจแบบคนที่กลืนคำวิจารณ์แบบนี้มาทั้งสัปดาห์ พี่ต้นพยักหน้าแบบนักดนตรีที่รู้ว่าคุณพูดถูก… แต่ก็ยังอยากให้ผิด
“มึงจะลองแยกฟังมั้ย?” เขาถาม พร้อมกับเอื้อมไปที่รีโมท DAT
ฉันพยักหน้า
“สิบสิบนาที ขอแค่ผมกับสเต็ม กับดินสอ”
เขากดหยุด ม้วนเทปชะงักลงอย่างถอนใจ
นอกหน้าต่าง กรุงเทพฯ กะพริบตาในความเงียบของสี่โมงเย็น
ภายในห้อง เสียงเดียวคือความคิดดังเกินไปของคนสามคน ที่คิดคนละทาง
Sponsored Ads
———————
ศัลยกรรมสเต็ม
อารมณ์ภายในห้องมันเปลี่ยนทันทีที่แยกเสียงออกจากกัน ไม่มีมิกซ์รวมอีกต่อไป มีแต่เทคดิบ ๆ ถูกเปิดทีละแทร็กเหมือนผู้ต้องสงสัยเรียงแถวให้สอบปากคำ
เสียงนำของพี่ต้น ชัดเจน เรียบเป๊ะ
เสียงประสานของฝ้าย เหมือนกำลังขอโทษ
ไกด์กีตาร์ คุมจังหวะได้ แต่ไม่มีอารมณ์ร่วม
คลิก ยังคงเป็นเมโทรโนมจอมเหยียดเช่นเคย
วิศวกรเสียงหมุนปุ่มคอมเพรสเซอร์เหมือนกำลังปิ้งขนมปัง เขาไม่ได้ฟังหรอก แค่รอไฟเขียวติด
“พี่เอาเบสออกด้วยได้ปะ” ฉันว่า
วิศวกรเสียงครางรับ แล้วเลื่อน fader ขึ้นลง เสียงไม่ต่าง แต่ดูเหมือนเขารู้สึกว่าตัวเองทำอะไรบางอย่างได้
ฉันดึงสมุดโน้ตออกมา วาดเส้นหยาบๆ ลงตรงกลางและทำเครื่องหมาย
ฝั่งซ้ายเขียนว่า “ถาม”
ฝั่งขวาเขียนว่า “สวน”
ใต้เส้นนั้น ฉันเขียนเนื้อร้องด้วยปากกาดำที่หมึกเริ่มจะหมด
“โอ้ใจเอ๋ย / เพราะเธอรักก็เพียงแค่แต่เขา”
ท่อนนี้ควรเป็นใบมีด แต่มันกลับฟังเหมือนถอนหายใจผ่านกระดาษทิชชู่
ฝ้ายยืนอยู่ข้างหลังฉัน เขียนอะไรลงในสมุดโน้ตของตัวเอง ปากกาสีชมพูแบบที่ดูเหมือนขโมยมาจากชุดเครื่องเขียน Hello Kitty
ในหน้ากระดาษของเธอมีหัวใจ มีเนื้อเพลง และมีอะไรบางอย่างที่เหมือนความไม่พอใจแบบค่อย ๆ สะสม
“ฝ้าย…” ฉันหันไป “ลองลดวิบราโตตอน ‘เพราะเธอรักก็เพียงแค่แต่เขา’ หน่อยได้ไหม”
เธอกะพริบตา “ร้องตรง ๆ เหรอ?”
“ใช่ครับ… แล้วลองลากคำสุดท้ายให้ช้ากว่าหนึ่งลมหายใจแค่ครึ่งวินาทีพอ”
เธอพยักหน้า ปรับหูฟัง มองเข้าไมค์เหมือนไมค์ติดหนี้เธออยู่
เทคเริ่มใหม่
🎶 “เพราะเธอรักก็เพียงแค่แต่เขา…”🎶
ดีขึ้น แต่ยังสุภาพเกินไป
🎶 “…เพราะรักฉันนั้นไม่ใช่รักเรา เธอรักเขา”🎶
เกือบแล้ว ท่อนนี้เริ่มบาดนิด ๆ
เสียงคลิกดังอย่างต่อเนื่อง เหมือนกรรมการในรายการประกวดที่ไม่เคยอินกับอะไรนอกจากคิว
พี่ต้นกลับเข้าห้องมาพร้อมกระป๋องชาอู่หลงเย็น ๆ เอนหลังพิงผนัง
“เป็นไง” เขาถาม
ฉันยังไม่ตอบทันที แค่มองโน้ตในมือ กราฟเบี้ยว ๆ ของเพลงรักสามเศร้าที่กำลังพยายามกลายเป็นมวยปล้ำ
“…ยังไม่เข้า narrative ครับ” ฉันพึมพำ
“เสียงหรือโครง?” พี่ต้นถาม เริ่มสนใจขึ้น
“ทั้งคู่,” ฉันว่า “Hook มันชัด…แต่ความสัมพันธ์ในเพลงยังเหมือนคนที่ไม่กล้าสวนกันจริง ๆ”
ฝ้ายถอดหูฟัง หายใจแรงขึ้นหน่อย
“กรณ์ หมายถึง…ต้องแรงกว่านี้?”
ฉันพยักหน้า
“นี่ไม่ใช่เพลงคู่รัก มันคือการปฏิเสธแบบสเตอริโอ”
ฉันเปิดหน้าใหม่ วาดสี่ช่อง: Intro – Verse – Hook – Bridge แล้วใต้ Hook เขียนไว้ว่า
“แต่ยังจะรักเขาหมดหัวใจ”
และข้างล่าง
“ปล่อยเขาทำร้าย ย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ เติมอยู่”
ไม่มีอะไรผิดในเชิงเทคนิค ซึ่งนั่นแหละคือปัญหาในเชิงศิลปะ
ฉันเอนตัว ปล่อยให้เทปหมุนต่อโดยไม่ฟัง แค่มองลายมือตัวเองในกระดาษ
บางทีมันไม่ใช่เรื่องของการแก้เนื้อ แต่เป็นเรื่องของการเลือกเสียงที่กล้าชนมากพอ
Sponsored Ads
———————
พูดส่วนที่เงียบออกมาให้หมด
เพลงมันเกือบได้แล้ว ซึ่งในวงการนี้ แปลว่า “ยังอีกไกล”
เทคสุดท้ายค่อย ๆ จางหาย ม้วนยังหมุนต่ออย่างแผ่วเบา
ไม่มีใครพูดอะไร ไม่ใช่พี่ต้น ไม่ใช่ฝ้าย ไม่ใช่แม้แต่บอลที่ปกติจะมีไม้กลองอยู่ในมือเสมอ มีแต่นักดนตรีห้าคน กับโปรดิวเซอร์คนหนึ่ง ที่กำลังหายใจเอาอากาศรีไซเคิลในห้องอัด เหมือนมันจะมีคำตอบซ่อนอยู่
ฉันกระแอม ไม่ใช่เพื่อพูด แต่เพื่อซื้อเวลาจากสิ่งที่กำลังจะพูด
“มันยังไม่ ‘กัด’ ครับ,” ฉันเริ่ม “Hook มันมี แต่มันยังไม่เจาะ”
พี่ต้นเลิกคิ้ว “อัดอีก?”
“เปล่า… ไม่ใช่เรื่องเทคนิคแล้วครับ” ฉันว่า “เรื่อง tone”
ฝ้ายก้มมองสมุดโน้ต เธออาจจะรู้แล้วว่าอะไรกำลังจะตามมา แค่ไม่อยากเป็นคนพูดมันก่อน
“เพลงนี้… มันไม่ได้ต้องการคู่หวาน มันต้องการคู่ชน” ฉันพูดต่อ
“เสียงที่ไม่ยอมถอย ไม่ยอมปลอบ — แต่ ‘ยอมสวน’”
ฉันมองพี่ต้น ฝ้าย และสมาชิกวง
“ผมว่า… ถ้าเอานีน่ามา feat. ใน hook กับ bridge… มันจะดัน narrative ให้ ‘ดึง’ จริง”
ไม่มีใครแทรก ไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เพราะกำลังประมวลผล
พี่ต้นเอียงคอ
“เสียงนีน่าก็จัดว่าคมอยู่นะ…”
“ไม่ใช่แค่คมครับ,” ฉันเสริม “แต่คือคอนโทรลโทนกลาง–สูงแบบนิ่งเฉือน เหมือน ‘พูดครั้งเดียว’ แต่เฉือนทุกคำ”
ฝ้ายเงยหน้าขึ้น
“ถ้านีน่าร้อง… ท่อน ‘โอ้ใจเอ๋ย’ จะเปลี่ยนเลย”
ฉันพยักหน้า
“ตรงนั้นแหละ… แก่นของเพลงมันคือคำนี้ ถ้า ‘ใจ’ ไม่ยอมจำ ก็ต้องมีเสียงที่บอกว่า ‘ไม่จำก็ไม่เป็นไร — แต่ฉันจะไม่โอ๋’”
มีความเงียบอีกครั้ง แดงขยับเก้าอี้ เอกกระแอม บอลจ้องพื้นเหมือนพื้นติดหนี้ค่าลิขสิทธิ์ ไม่มีใครขำ
“ถ้าติดงบ… ผมออกเอง” ฉันพูดเบา ๆ แต่หนักแน่น “พอดีเพิ่งได้เงินจากเพลงที่คนเข้าใจว่าไม่ได้เขียนเองน่ะครับ”
พี่ต้นเอนหลัง
“แน่ใจ?”
“ครับ”
ฝ้ายพยักหน้าเบา ๆ
“เข้าใจเลยกรณ์… ถ้านีน่ามา มันจะเด้งทันที”
ฉันพับแผนผัง call–response ลงครึ่งหนึ่ง
“เดี๋ยวผมไปคุยเช็คคิว แล้วจะทำไกด์ 16 บาร์ไว้ให้ลองฟังท่อนสวนแบบจริงจัง ไม่ใช่ แบบคู่หวาน”
พี่ต้นดีดนิ้วกรอบแกรบ
“งั้นจัดเลยมึง กูอยากฟังเหมือนกันแต่ถ้ามันแป้ก กูจะโทษลาเต้ก่อนเลย”
ไม่มีใครค้าน ไม่มีเสียงปรบมือ มีแค่เสียงฮัมเบา ๆ ของห้องที่กำลังบอกว่า งั้นก็มาดูกันว่าคุณพูดถูกหรือไม่
Sponsored Ads
———————
ไฟเขียวแบบมีเงื่อนไข
หลังจากม้วนสุดท้ายหยุดหมุน พี่ต้นมองมา แต่ไม่พูดอะไร แค่ชี้ไปที่กระเป๋าฉัน เหมือนรู้แล้วล่วงหน้า
ก็ใช่
ฉันนั่นแหละ ที่มีเบอร์ดุจดาว หนี้บางอย่าง มอบหมายให้ใครก็ไม่ได้
ฉันย่อตัวข้างตู้ขายน้ำที่เหลือแต่ชาอู่หลงหมดอายุ กับนมข้าวโพดอีกกระป๋อง สัญญาณโทรศัพท์กระพริบอยู่ระหว่าง 2 ขีดกับมิตรภาพลวงตา
ฉันกดโทรออก
“ฮัลโหล… พี่ดุจดาวใช่ไหมครับ”
“…กรณ์”
เธอจำเสียงได้ทันที เหมือนบันทึกเก่า แต่สิ่งที่เธอไม่เคยจำ คือคำขอที่ค้างคา
“ครับ ผมมีข้อเสนอครับ—จะเชิญนีน่ามาฟีเจอร์ในเพลง ‘ดึงดัน’ ของวงพี่ต้น”
“เพลงอะไรนะ?”
“‘ดึงดัน’ ครับ”
เว้นจังหวะ แล้วก็หัวเราะเบา ๆ แบบแห้งแล้ง
“ชื่อเพลงดึงดัน แต่พอเข้า RB51 นี่เจอดึงดันตัวจริงเลยนะ”
“เหตุผลหลักเป็นเรื่อง narrative กับไดนามิกเสียงครับ เพลงนี้ต้องการคู่โต้ ไม่ใช่คู่ปลอบ”
เงียบลงอีก ไม่มีเสียงซ่า แค่เสียงคิด
“เธอรู้ไหม?”
“ยังครับ ผมตั้งใจจะโทรหาหลังจากนี้ครับ”
“งบ?”
“สามหมื่นครับ ผมจ่ายเอง เป็น session test จบในห้องอัด ไม่ผูกพัน ไม่ลากไปเรื่องสัญญาอื่น”
“…”เสียงเธอเว้นว่าง เหมือนกำลังยกคิ้วใส่โทรศัพท์
“เธอนี่ใช้เหตุผลได้ดีมากนะ… เวลาต้องควักกระเป๋าเอง”
ฉันไม่ตอบ
เธอยังพูดต่อ แต่มันไม่ใช่คำดุ
“แล้วถ้าค่ายใช้เทคนี้จริง?”
“ผมจะส่งเอกสารให้ค่ายลงเครดิตฟีเจอร์เต็ม พร้อมแนบมาสเตอร์ไฟล์วันอัด, ค่าเหนื่อยรายวัน, แล้วก็ลายเซ็นยืนยันศิลปินครับ”
เสียงเงียบไปอีก
นานพอให้ฉันนึกว่าเธออาจกำลังจดบันทึกอยู่จริง ๆ
“ส่งรายละเอียดทั้งหมดมาที่อีเมลฉัน ใช้หัวเรื่องว่า ‘dungeon-proposal-v1’”
“ครับ?”
“ดันเจี้ยน?” ฉันทวน
“ระบบ RB51 กลัวการเปลี่ยน narrative มากกว่าลิขสิทธิ์เสียอีก เพลงนี้ถ้าดึงจริง มันจะขุดอะไรออกมาเยอะ”
“…รับทราบครับ”
“แล้วอีกอย่าง—อย่าคิดว่าแค่มีชื่อเธอในเครดิตแล้ว narrative จะปลอดภัย ถ้ามันไม่ชัด ฉันจะถอนเครดิตเธอออก”
มันบาด ไม่ใช่เพราะไม่ยุติธรรม แต่เพราะมันแม่นเกินไป
“เข้าใจครับ”
“คุยกับนีน่าให้เสร็จก่อน แล้วค่อยส่งมา”
เธอวางสายแบบไม่มีคำลา แต่อย่างน้อย มันก็ไม่ใช่คำว่า “ไม่”
เมื่อกลับเข้าห้องอัด ฉันไม่อธิบายอะไรมาก แค่หยิบดินสอขึ้นมา แล้วเริ่มวางโครง 16 บาร์ ท่อนถาม–ตอบ, จังหวะกด–ปล่อย, ช่องว่างที่เงียบจนแตกเสียงดังฉับพลัน
“แม่งมึงเหมือนโทรฟ้องครูแนะแนวเลยนะ” พี่ต้นพึมพำพลางบิดหลัง “หรืออาจจะครูใหญ่ด้วยซ้ำ”
ฉันไม่เถียง
แอร์ในสตูดิโอส่งเสียงไอเบา ๆ เหมือนกำลังวิจารณ์แผน ดินสอฉันกลิ้งตกจากคอนโซล ปลายกระแทกพื้นจนหัก เหมือนมันรู้อนาคตอยู่ก่อนแล้ว แต่ฉันก็เก็บมันขึ้นมาอยู่ดี เรายังไม่ใช่ทีมเดียวกัน แต่เรากำลังขีดเส้นเดียวกัน บนกระดาษแผ่นเดียวกัน
และใน RB51 การปฏิวัติไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่หรอก มันเริ่มจากของจิ๋ว ๆ เสมอ หัวจดหมายราชการ, ชาอู่หลงที่หมดอายุแล้วแต่ยังถูกวางขาย, กับอุปกรณ์ที่พังเร็วจนน่าสงสัย เหมือนมันกระซิบว่าอะไรบางอย่างกำลังจะเริ่ม
Sponsored Ads
0 Comments