รถคันนั้น
by Flashรถคันนั้น by S.J. Raventide

เช้าวันอาทิตย์ ผมล้างรถ
ไม่ได้มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ รถยังใหม่มาก และความจริงมันแทบไม่เคยสกปรก ผมขับออกจากบ้านอาทิตย์ละสองหรือสามครั้ง ไปซูเปอร์มาร์เก็ต ไปสนามกอล์ฟบ้าง หรือไม่ก็พาภรรยาไปกินข้าวร้านที่เธออยากลอง
แต่ผมล้างมันทุกวันอาทิตย์
ก่อนเกษียณ วันอาทิตย์เป็นวันเดียวที่ผมไม่ต้องตื่นเพราะนาฬิกาปลุก ผมมักนอนถึงเจ็ดโมงครึ่ง ดื่มกาแฟ อ่านหนังสือพิมพ์ แล้วคิดถึงเช้าวันจันทร์ที่กำลังจะมาถึง
พอเกษียณ วันจันทร์กับวันอาทิตย์ต่างกันน้อยกว่าที่คิด
การล้างรถช่วยให้ผมจำได้ว่าวันนี้เป็นวันอะไร
ผมซื้อมันหลังเกษียณได้สามเดือน
รถยุโรปสีเทาเข้ม เครื่องยนต์เงียบกว่ารถญี่ปุ่นคันเก่าที่ผมขับมาสิบกว่าปี ผมลังเลอยู่เกือบเดือนก่อนเซ็นสัญญา ไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน แต่เพราะผมไม่เคยซื้อของราคาแพงขนาดนั้นให้ตัวเอง
พนักงานขายถามว่าผมอยากถ่ายรูปกับรถไหม
ผมหัวเราะแล้วบอกว่าไม่จำเป็น
สุดท้ายภรรยาเป็นคนถ่ายให้
ในรูปผมยืนข้างประตูฝั่งคนขับ มือข้างหนึ่งวางบนหลังคารถ ผมยิ้มกว้างกว่าที่ตัวเองคิด
ตอนกลับถึงบ้าน ผมส่งรูปนั้นให้ลูกชาย
“พ่อซื้อรถใหม่แล้วนะ ช่วงวันหยุดกลับบ้านมา ไปขับรถเล่นกันไหม?”
ผมจำไม่ได้ว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่
คงคิดว่าเขาจะตอบว่าสวยดี หรือถามว่าราคาเท่าไร หรืออาจแซวว่าคนอายุหกสิบห้าจะซื้อรถแรงไปทำไม
Sponsored Ads
เขาตอบหลังจากนั้นประมาณยี่สิบนาที
“ยิ้มแป้นเชียวนะ ดีใจด้วยกับชีวิตเกษียณที่แสนสบาย จากนี้คงต้องขอลาก่อนครับ”
ผมอ่านอยู่สองรอบ
จากนั้นโทรหาเขา
โทรไม่ติด
ผมคิดว่าเขาคงกำลังประชุม
ตอนเย็นโทรอีกครั้ง
ก็ไม่ติด
วันถัดมาเหมือนกัน
ภรรยาบอกว่าเขาบล็อกเบอร์ผมแล้ว
ผมถามว่าเธอรู้ได้อย่างไร
เธอไม่ตอบ
หลังจากนั้นเราไม่ได้คุยเรื่องนี้กันอยู่พักใหญ่
ผมมีสมุดบัญชีอยู่หลายเล่ม
ผมเริ่มจดรายรับรายจ่ายตั้งแต่แต่งงาน เงินเดือนเดือนแรกของผมไม่มากนัก และตอนนั้นดอกเบี้ยบ้านสูงกว่าสมัยนี้มาก
ทุกเย็นวันที่เงินเดือนออก ผมจะนั่งที่โต๊ะกินข้าว แบ่งเงินเป็นส่วน ๆ
ค่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าอาหาร เงินฉุกเฉิน เงินออม เงินลงทุน
ผมเชื่อว่าเงินที่ไม่มีหน้าที่จะหายไปง่ายที่สุด
หลังจากลูกเกิด ผมเพิ่มอีกบรรทัดหนึ่ง
ค่าใช้จ่ายลูก
ตอนเด็กเขาอยากได้เครื่องเล่นเกมอยู่เครื่องหนึ่ง ผมจำยี่ห้อไม่ได้แล้ว เพื่อนที่โรงเรียนของเขาคงมีกันหลายคน
เขามาขอผมตอนกินข้าวเย็น
ผมถามว่าเครื่องเก่าที่บ้านเสียหรือยัง
เขาบอกว่าเราไม่มีเครื่องเก่า
ผมบอกว่างั้นก็ยิ่งไม่จำเป็น
เขาเงียบไป
ภรรยามองผมอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไร
ผมจำเรื่องนี้ได้เพราะวันนั้นปลาไหม้
ภรรยาลืมพลิกปลาในกระทะ
นอกนั้นผมจำไม่ได้มากนัก
Sponsored Ads
“คุณจะส่งอีกเหรอ”
ภรรยาถาม
ผมกำลังถ่ายรูปต้นเมเปิลหน้าบ้าน ใบเริ่มเปลี่ยนสีพอดี
“ก็รูปเดียว”
“อือ”
เธอกลับไปหั่นต้นหอม
ผมเปิด LINE แล้วเลื่อนหาชื่อลูก
ข้อความล่าสุดยังเป็นประโยคเดิม
ดีใจด้วยกับชีวิตเกษียณที่แสนสบาย จากนี้คงต้องขอลาก่อนครับ
ผมเลือกรูปต้นเมเปิล
นิ้วค้างอยู่ตรงปุ่มส่ง
สุดท้ายผมปิดโทรศัพท์
ต้นเมเปิลปีนี้แดงเร็วกว่าปีก่อนประมาณหนึ่งสัปดาห์
ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นพ่อที่ไม่ดี
อย่างน้อยก็ไม่เคยคิดอย่างนั้น
ลูกมีข้าวกินทุกมื้อ มีบ้านอยู่ มีเสื้อผ้าใส่ ไม่เคยต้องย้ายโรงเรียนเพราะค่าเช่า ไม่เคยเห็นเจ้าหนี้มาที่บ้าน
ผมทำงานอยู่บริษัทเดิมเกือบสี่สิบปี
แทบไม่เคยลางานโดยไม่จำเป็น
ผ่อนบ้านจนหมด
ไม่มีหนี้
เก็บเงินไว้พอให้ผมกับภรรยาไม่ต้องรบกวนลูกตอนแก่
สำหรับผม เรื่องเหล่านี้คือหน้าที่ของพ่อ
บางคนซื้อของให้ลูกทุกอย่าง แล้วตอนแก่กลับต้องขอเงินลูก
ผมไม่เคยอยากเป็นแบบนั้น
Sponsored Ads
ตอนเขาจะเข้ามหาวิทยาลัย เขาบอกว่าอยากเรียนสายวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเอกชน
ค่าเรียนสูง
ผมบอกให้สอบมหาวิทยาลัยของรัฐ
เขาสอบไม่ติด
แล้วมาขออีกครั้ง
ผมจำได้ว่าเขานั่งก้มหน้าอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ
ผมบอกว่า ถ้าอยากเรียนจริงก็กู้เรียน
คนเราต้องรับผิดชอบทางที่ตัวเองเลือก
เขาไม่ได้เถียง
นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมชอบในตัวเขา
เขาไม่ใช่เด็กที่ชอบเถียง
หลายปีต่อมา ผมถึงรู้ว่าเขาทำงานกะกลางคืนระหว่างเรียน
ความจริงผมรู้มาตั้งแต่ตอนนั้น เพียงแต่ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติ
เด็กมหาวิทยาลัยทำงานพิเศษกันมาก
ผมเองตอนหนุ่มก็เคยทำ
แม้จะไม่ใช่กะกลางคืนก็ตาม
ปลายเดือนพฤศจิกายน ผมเอารถเข้าเช็กระยะ
ระหว่างรอ ผมนั่งอยู่ในร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามศูนย์บริการ
โต๊ะข้าง ๆ มีผู้ชายอายุประมาณสามสิบกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง
เด็กถือกล่องโมเดลรถอยู่
“เอาอันนี้ได้ไหม”
พ่อของเด็กหยิบกล่องขึ้นมาดูราคา
“แพงนะ”
เด็กวางกลับทันที
“งั้นไม่เอาก็ได้”
ผู้ชายคนนั้นมองลูกอยู่ครู่หนึ่ง
“ถ้าอยากได้จริง ๆ ก็เอา”
เด็กเงยหน้าขึ้น
“จริงเหรอ”
“แต่เดือนนี้ไม่มีของเล่นอีกนะ”
เด็กพยักหน้าแรง ๆ
พ่อหยิบกล่องกลับมาให้
เป็นเหตุการณ์ธรรมดามาก
ผมคิดว่า ถ้าเป็นผม ผมคงไม่ซื้อ
ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายคนนั้นทำถูกหรือผมทำผิด
แต่หลังจากเขากับลูกออกจากร้านไป ผมนั่งอยู่ที่เดิมอีกนานกว่าที่ตั้งใจ
กาแฟเย็นหมดแล้ว
คืนนั้นผมลงไปหาสมุดบัญชีเก่าในห้องเก็บของ
ผมไม่ได้ตั้งใจหาเล่มไหนเป็นพิเศษ
สมุดพวกนั้นเรียงตามปีอยู่ในกล่องพลาสติกสีเทา
ผมหยิบเล่มเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนขึ้นมา
กระดาษเริ่มเหลืองตรงขอบ
ผมเปิดผ่านเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม
ลายมือของตัวเองตอนอายุสี่สิบกว่าแน่นและเล็กกว่าตอนนี้
เดือนเมษายนมีรายการหนึ่ง
กองทุนรวม 300,000 เยน
เดือนมิถุนายน
ฝากประจำ 500,000 เยน
เดือนกันยายน
ประกันชีวิต 180,000 เยน
ผมพลิกไปอีกหน้า
ตอนนั้นลูกเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย
ผมนั่งมองตัวเลขอยู่นาน
เงินเหล่านั้นมีหน้าที่ของมัน
ผมจำได้ชัดเจน
เงินลงทุนคือเงินลงทุน
เงินฉุกเฉินคือเงินฉุกเฉิน
เงินเกษียณคือเงินเกษียณ
ถ้าเอาออกมาใช้เพราะใครอยากได้อะไรสักอย่าง เงินก็จะไม่มีวันเหลือ
ผมยังคิดแบบนั้นอยู่
เพียงแต่คืนนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมนึกขึ้นมาว่า
ตอนลูกพูดว่าอยากเรียนที่นั่น
ผมไม่ได้พูดว่า
พ่อไม่อยากจ่าย
ผมพูดว่า
บ้านเราไม่มีเงิน
ผมปิดสมุด
ภรรยานอนแล้ว
ในบ้านเงียบมาก
Sponsored Ads
ผมเปิดโทรศัพท์
เข้า LINE
แล้วพิมพ์ว่า
“เรื่องมหาวิทยาลัย พ่อคิดดูแล้ว”
ผมอ่านแล้วลบ
พิมพ์ใหม่
“พ่อคงพูดไม่ดีตอนนั้น”
ลบอีก
ผมไม่รู้ว่าควรเขียนอะไร
คำว่าขอโทษดูง่ายเกินไป
คำว่าเข้าใจแล้วก็ดูเหมือนโกหก
ผมนั่งอยู่ตรงโต๊ะกินข้าวเกือบครึ่งชั่วโมง
สุดท้ายพิมพ์ว่า
“รถคันนี้พ่อขายแล้วนะ”
ผมมองประโยคนั้น
มันเป็นประโยคที่ประหลาด
ลูกไม่ได้ขอให้ผมขาย
และผมก็ยังไม่ได้ตัดสินใจขายจริง ๆ
ผมลบมันออกทั้งหมด
เช้าวันอาทิตย์ ผมตื่นตอนหกโมงสี่สิบ
ภรรยายังหลับ
ผมชงกาแฟหนึ่งถ้วย แล้วออกไปโรงรถ
รถจอดอยู่ตรงที่เดิม
ผมหยิบสายยาง ถังน้ำ และผ้าออกมา
บนฝากระโปรงมีฝุ่นบาง ๆ
ผมฉีดน้ำลงไป
หยดน้ำรวมตัวกันเป็นเม็ด แล้วไหลไปตามสีเทาเข้มของรถ
โทรศัพท์อยู่ในกระเป๋ากางเกง
ผมไม่ได้หยิบออกมาถ่ายรูป
ผมล้างหลังคา กระจก ประตูทั้งสี่บาน และล้อ
พอเสร็จ ผมเช็ดรถจนแห้ง
จากนั้นเปิดประตูฝั่งคนขับแล้วนั่งลง
เบาะข้าง ๆ ว่างอยู่
ผมเคยคิดว่าหลังเกษียณจะขับรถไปหลายที่
ทะเล
ภูเขา
เมืองเล็ก ๆ ที่ไม่เคยมีเวลาไป
ผมคิดว่าลูกคงนั่งตรงนี้สักครั้ง
ผมนั่งอยู่ในรถโดยไม่สตาร์ตเครื่อง
ประมาณห้านาที
อาจจะนานกว่านั้น
แล้วผมลงจากรถ
ปิดประตู
ปิดไฟโรงรถ
เช้าวันรุ่งขึ้น รถยังอยู่ที่เดิม
Sponsored Ads
“รถคันนั้น” ได้แรงบันดาลใจจากประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่พ่อแม่เรียกว่า “การสอนให้รู้จักความลำบาก” ถูกมองจากอีกด้านว่าเป็นการตัดสินใจแทนชีวิตของลูก
เรื่องนี้ไม่ได้ดัดแปลงบุคคลหรือเหตุการณ์จริงกรณีใดกรณีหนึ่ง ตัวละคร บทสนทนา และรายละเอียดต่าง ๆ ถูกสร้างขึ้นใหม่ เพื่อสำรวจคำถามที่สนใจมากกว่าเหตุการณ์ต้นทางว่า คนคนหนึ่งจะรู้ตัวเมื่อไร ว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าทำถูกมาตลอด อาจมีราคาที่อีกคนเป็นผู้จ่า
“รถคันนั้น” พัฒนาควบคู่กับเพลง เท่านี้ก็พอ
ทั้งสองงานไม่ได้เล่าเหตุการณ์เดียวกัน และไม่ได้มองผ่านสายตาคนคนเดียวกัน
ในเพลง เท่านี้ก็พอ เราอยู่กับเสียงของลูก และคำว่า “พอ” ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากคำสอน เป็นกฎที่ใช้ดำเนินชีวิต ก่อนจะกลายเป็นการตัดสินใจของเขาเอง
ส่วนใน “รถคันนั้น” เราอยู่กับพ่อ หลังจากคำตอบของลูกมาถึงแล้ว
ไม่มีการทะเลาะกันอีก ไม่มีคำอธิบายยืดยาว มีเพียงชีวิตประจำวันที่ยังดำเนินต่อไป กับคำถามบางอย่างที่เพิ่งเริ่มเกิดขึ้นช้า ๆ
เพลงจึงมองช่วงเวลาที่คนหนึ่งพูดว่า
“ผมพอแล้ว”
ขณะที่เรื่องสั้นมองสิ่งที่เหลืออยู่กับอีกคน หลังจากได้ยินประโยคนั้น
หากอยากลองฟังคำว่า “พอ” จากอีกด้านหนึ่ง
0 Comments