You have no alerts.
    Header Background Image
    นิยายแปล แบ่งปัน สนุกขำขัน ได้ที่นี่ WhatANovel.com
    Chapter Index

    ฤดูต่อจากนี้ (往後四季) by S.J. Raventide

    หกโมงสี่สิบเจ็ด เฮียชุนเปิดประตูเหล็กของร้านเป็นครั้งสุดท้าย

    ประตูยังส่งเสียงครืดเหมือนทุกเช้า ไม่ได้สนใจว่าคนที่กำลังยกมันขึ้นจะจำวันนี้ไปอีกนานแค่ไหน

    เมืองก็เหมือนกัน

    รถส่งของจอดขวางปากซอย คนขี่มอเตอร์ไซค์บีบแตรใส่แท็กซี่ที่จอดรับผู้โดยสาร รถเมล์คันหนึ่งสำรักควันดำตรงหัวมุม ร้านขายทองฝั่งตรงข้ามกำลังเปิดบานกระจก และคาเฟ่ใหม่สองห้องถัดไปมีคนงานยืนเจาะผนังตั้งแต่พระยังบิณฑบาตไม่พ้นปากซอย

    ทุกอย่างดำเนินต่อไปตามระเบียบของกรุงเทพฯ

    มีเพียงร้านของเขาที่กำลังจะหยุด

    เหนือประตูแขวนป้ายไม้เก่า

    福安字舖 — สำนักอักษรศุภสงบ

    คนในย่านเรียกสั้น ๆ ว่า “ร้านฮกอัน”

    บางคนรู้ว่า 福 — ความเป็นมงคล บางคนรู้ว่า 安 — ความสงบและปลอดภัย

    คนรุ่นใหม่ส่วนมากรู้เพียงว่าช่วงตรุษจีน ร้านนี้เป็นร้านที่มีชายแก่คนหนึ่งนั่งเขียนกระดาษแดงด้วยพู่กัน และถ้าเดินผ่านใกล้พอจะได้กลิ่นหมึกที่ไม่เหมือนหมึกเครื่องพิมพ์

    เฮียชุนชื่อไทยว่า ชุนชัย ตันติวัฒน์

    ชื่อจีนคือ

    陳春生 — เฉินชุนเซิง

    แต่ไม่มีใครเรียกเต็มแบบนั้นมานานแล้ว

    สมัยก่อนคนละแวกนี้เรียก “อาชุน”

    ต่อมากลายเป็น “เฮียชุน”

    วันหนึ่งเด็กแถวร้านเริ่มเรียก “อาแปะ”

    เวลาทำงานของเมืองมีระบบเลื่อนตำแหน่งของมันเอง แม้ไม่มีเงินเดือนเพิ่ม

    เฮียชุนเปิดไฟหลอดยาวสองดวง

    หลอดด้านหลังติดทันที

    หลอดด้านหน้ากะพริบสามครั้ง คล้ายกำลังพิจารณาว่าวันสุดท้ายยังคุ้มค่าไฟหรือไม่ ก่อนจะยอมสว่าง

    “เออ ขอบใจ”

    ไม่มีใครตอบ

    นั่นเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของร้านเก่า

    ของส่วนใหญ่ไม่เถียง

    เขาต้มน้ำ เช็ดโต๊ะไม้ แล้วหยิบแท่งหมึกออกมาฝนบนแท่นหิน

    เสียงหมึกเสียดสีกับหินดังเบา ๆ

    ช้า

    เป็นวง

    ซ้ำเดิม

    เสียงนั้นอยู่ในร้านมานานกว่าเครื่องปรับอากาศร้านข้าง ๆ นานกว่าป้ายไฟหน้าธนาคาร และอาจนานกว่ารถบางสายที่เปลี่ยนหมายเลขไปแล้วโดยไม่มีใครถามผู้โดยสารก่อน

    บนผนังด้านซ้ายยังแขวนตัวอย่างงานเก่า

    福 — โชคดีและเป็นสิริมงคล

    壽 — อายุยืน

    囍 — ความยินดีคู่ในงานมงคลสมรส

    平安 — ขอให้ปลอดภัยและสงบ

    萬事如意 — ขอให้ทุกสิ่งสมปรารถนา

    ใต้กรอบ 平安 — ขอให้ปลอดภัยและสงบ มีป้ายกระดาษขาวหนึ่งแผ่น

    本店今日最後營業 — วันนี้เปิดให้บริการเป็นวันสุดท้าย

    ศิรินทร์ ลูกสาวของเขาเป็นคนพิมพ์มาให้เมื่อคืน

    เครื่องพิมพ์ทำงานดี

    ทุกตัวเท่ากัน

    ดำเท่ากัน

    ตรงเท่ากัน

    ไม่มีเส้นไหนหนักมือเกินไป ไม่มีรอยหมึกซึม ไม่มีอะไรให้ตำหนิ

    และไม่มีอะไรให้จำ

    เฮียชุนหันกลับไปฝนหมึกต่อ

    Sponsored Ads

    ลูกค้าคนแรกเข้ามาตอนแปดโมงยี่สิบ

    อาม่าหลินเดินเข้าร้านพร้อมถุงผ้าลายดอกกับร่มพับหนึ่งคัน อายุเจ็ดสิบกว่า แต่ยังเดินเร็วเหมือนกลัวว่าราคาของจะขึ้นก่อนถึงเคาน์เตอร์

    “เสร็จหรือยัง”

    ไม่มีคำว่าสวัสดี

    ลูกค้าเก่ามากพอจะประหยัดคำได้

    เฮียชุนหยิบม้วนกระดาษออกจากชั้นด้านหลัง

    “เสร็จแล้ว”

    เขาคลี่ให้ดู

    ตรงกลางเป็นอักษรตัวใหญ่

    壽 — อายุยืน

    หมึกดำบนกระดาษสีครีม เส้นบนหนัก เส้นล่างเบา ปลายพู่กันเชิดขึ้นเพียงเล็กน้อย

    อาม่าหลินมองอยู่ครู่หนึ่ง

    “ปีนี้แพงขึ้นนะ”

    “กระดาษแพงขึ้น”

    “ร้านพิมพ์ตรงหัวมุมทำให้ตั้งครึ่งราคา”

    “งั้นปีหน้าก็ไปทำร้านนั้น”

    อาม่าหลินเงยหน้ามองเขา

    “ปีหน้าร้านลื้อก็ไม่อยู่แล้ว”

    เฮียชุนเงียบ

    อาม่าหลินเองก็เงียบตาม

    ในย่านนี้ยังมีคนรุ่นหนึ่งพูดอั๊ว พูดลื้อ โดยไม่ต้องอธิบายว่ามาจากภาษาอะไร

    คนรุ่นถัดมาเข้าใจ แต่ไม่ค่อยใช้

    คนรุ่นหลานบางคนรู้จักคำพวกนี้จากบทพูดในละครมากกว่าจากโต๊ะกินข้าว

    อาม่าหลินวางเงินครบจำนวนลงบนโต๊ะ

    ก่อนม้วนกระดาษกลับ เธอถาม

    “จำได้ไหม ตอนอั๊วแต่งงาน ลื้อยังเด็กอยู่เลย”

    “จำไม่ได้”

    “โกหก”

    “จำไม่ได้จริง ๆ”

    “พ่อของลื้อเขียน 囍 — ความยินดีคู่ในงานมงคลสมรส ให้อั๊ว”

    เฮียชุนพยักหน้า

    อันนั้นเขาจำได้

    ไม่ใช่เพราะงานแต่งของอาม่าหลิน

    แต่จำได้ว่าพ่อใช้กระดาษแดงผิดด้าน ต้องเริ่มใหม่ พ่อโมโหอยู่ครึ่งวัน ส่วนแม่หัวเราะอยู่สองวัน

    อาม่าหลินมองตัว 壽 — อายุยืน อีกครั้ง

    “ปีนี้ตาแก่เจ็ดสิบหก”

    “อืม”

    “หมอบอกหัวใจไม่ค่อยดี”

    เฮียชุนไม่ได้ตอบว่าอย่าคิดมาก

    เขาเขียนคำอวยพรมาทั้งชีวิตจนรู้ว่า บางครั้งคำปลอบก็เป็นเพียงเสียงรบกวนที่สุภาพขึ้นหน่อย

    อาม่าหลินม้วนกระดาษอย่างระวัง

    “แต่ก็เอา 壽 — อายุยืน นี่แหละ”

    เธอยิ้มบาง ๆ

    “คนเราก็ต้องขออะไรเกินจริงไว้ก่อนใช่ไหม”

    กระดิ่งเหนือประตูดังหนึ่งครั้งตอนเธอออกไป

    เฮียชุนไม่ได้ตอบคำถามนั้น

    Sponsored Ads

    เก้าโมงครึ่ง ศิรินทร์มาถึง

    ที่ออฟฟิศ ทุกคนเรียกเธอ “ริน”

    ในบัตรประชาชนเขียนว่า ศิรินทร์ ตันติวัฒน์

    แต่บนกล่องไม้ใบหนึ่งที่วางอยู่หลังร้าน พ่อเขียนไว้ตั้งแต่เธอยังเด็กว่า

    陳曉玲 — เฉินเสี่ยวหลิง

    เสี่ยวหลิง

    ชื่อนั้นเหลือใช้เพียงในบ้าน

    และแม้แต่ในบ้านก็เหลือคนเรียกอยู่คนเดียว

    เธอถือกาแฟสองแก้วเข้ามา

    “ป๊ายังฝนหมึกอีกเหรอ”

    “ไม่ฝนแล้วจะเขียนด้วยอะไร”

    “วันนี้ไม่ได้มีงานแล้วนี่”

    เฮียชุนชี้ไปที่ประตู

    “เพิ่งมีไปหนึ่ง”

    ศิรินทร์มองป้ายวันสุดท้าย

    “ยังมีคนมาอีกเหรอ”

    “ร้านยังเปิด ก็ต้องมีคนมา”

    “ตรรกะป๊าแข็งแรงมาก”

    “ขอบใจ”

    เธอยื่นกาแฟให้

    เขาจิบแล้วทำหน้า

    “หวาน”

    “ป๊าสั่งหวานน้อย”

    “นี่หวานน้อยของคนขายหรือของคนกิน”

    “กินไปเถอะ”

    เฮียชุนกิน

    เพราะลูกสาวซื้อมา

    ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกจำนวนมากอาจสรุปได้ง่ายกว่านี้ หากมนุษย์ยอมรับว่ากาแฟหนึ่งแก้วทำหน้าที่แทนประโยคหลายบรรทัดได้

    ทั้งคู่เริ่มเก็บของ

    ศิรินทร์เปิดตู้ด้านหลัง พบสมุดใบสั่งงานเก่าหลายสิบเล่ม

    ปกหนังเทียมบางเล่มลอกจนเห็นกระดาษด้านใน

    เธอหยิบกล่องไม้เก่าออกมา

    บนฝากล่องเขียนว่า

    陳曉玲 — เฉินเสี่ยวหลิง

    เธอมองอยู่พักหนึ่ง

    “นานแล้วนะที่ไม่มีใครเรียกหนูชื่อนี้”

    เฮียชุนยังจัดพู่กันต่อ

    “ก็ยังเป็นชื่ออยู่”

    ศิรินทร์มองพ่อ

    เขาไม่ได้เงยหน้า

    เธอจึงวางกล่องไว้กอง “เอากลับบ้าน” โดยไม่ถาม

    จากนั้นเปิดสมุดออเดอร์

    ชื่อ

    วันที่

    ขนาดกระดาษ

    ราคา

    ประเภทงาน

    囍 — ความยินดีคู่ในงานมงคลสมรส

    彌月 — การเฉลิมฉลองเด็กครบเดือน

    開張大吉 — ขอให้การเปิดกิจการเป็นไปอย่างเป็นมงคล

    喬遷之喜 — ขอแสดงความยินดีในการย้ายเข้าบ้านใหม่

    壽 — อายุยืน

    และบางหน้าก็เป็น

    輓聯 — คำไว้อาลัยสำหรับผู้ล่วงลับ

    ศิรินทร์หยุดอยู่หน้าหนึ่ง

    “ชื่อนี้คุ้น ๆ”

    เฮียชุนเหลือบดู

    เขาจำได้

    สามสิบกว่าปีก่อน คู่สามีภรรยาคู่นั้นมาสั่ง 囍 — ความยินดีคู่ในงานมงคลสมรส

    ปีที่แล้ว ลูกชายของฝ่ายหญิงมาสั่ง 輓聯 — คำไว้อาลัยสำหรับผู้ล่วงลับ ให้ฝ่ายชาย

    เฮียชุนจำไม่ได้ว่าเมื่อไร ระหว่างวันสองวันในสมุดเล่มนั้น คนสองคนใช้ชีวิตร่วมกันจนแก่

    สมุดของเขามีเพียงสองบรรทัด

    วันเริ่มต้น

    กับวันสิ้นสุด

    ส่วนตรงกลาง ไม่มีใครเคยจ้างให้เขาเขียน

    ศิรินทร์ปิดสมุด

    “ทิ้งไหม”

    “ไม่”

    “จะเอาไปไหน”

    “บ้าน”

    “บ้านป๊ามีที่เหรอ”

    “ไม่มี”

    “แล้ว?”

    “ค่อยคิด”

    ศิรินทร์ถอนหายใจ

    การพูดว่า “ค่อยคิด” เป็นงานอดิเรกที่พ่อทำสม่ำเสมอกว่าการออกกำลังกาย

    แต่เธอไม่ได้เถียงต่อ

    Sponsored Ads

    เกือบเที่ยง ผู้เช่ารายใหม่เข้ามาพร้อมผู้รับเหมา

    ชายหนุ่มสวมเสื้อโปโลเรียบ ๆ กับรองเท้าผ้าใบสะอาดเกินกว่าจะเคยเหยียบหมึก

    เขายกมือไหว้

    “ขออนุญาตวัดพื้นที่อีกทีนะครับเฮีย พรุ่งนี้ทีมจะเข้ามารื้อบางส่วน”

    “ตามสบาย”

    คนงานกางสายวัด

    ยี่สิบแปดเซนติเมตรจากขอบประตู

    สองเมตรสี่สิบตรงผนัง

    สามเมตรสิบจากพื้นถึงคาน

    ทุกอย่างถูกแปลงเป็นตัวเลขอย่างรวดเร็ว

    เฮียชุนมองเขาวัดผนังใต้กรอบคำว่า

    長久 — ยั่งยืนยาวนาน

    เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ

    ผู้เช่ารายใหม่หันมา

    “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

    “เปล่า”

    “โต๊ะตัวนี้เฮียเอาออกวันนี้ใช่ไหมครับ”

    เฮียชุนมองโต๊ะไม้

    “เอา”

    “ดีครับ พรุ่งนี้จะได้เริ่มเลย”

    “ร้านจะทำอะไร”

    “ร้านชาครับ มีขนมด้วย แนวโมเดิร์นหน่อย”

    ชายหนุ่มชี้ไปเหนือประตู

    “ป้ายเดิมเฮียเอากลับใช่ไหมครับ”

    “เอา”

    “ดีเลย ของเก่าสวยนะครับ”

    เฮียชุนพยักหน้า

    คำชมไม่ได้ทำให้ร้านอยู่ต่อ

    แต่ก็ไม่ได้ผิดอะไร

    เมืองไม่จำเป็นต้องเกลียดของเก่าก่อนจะเข้ามาแทนที่มัน

    หลายครั้งเมืองเพียงเห็นพื้นที่ว่าง

    แล้วคำนวณค่าเช่า

    Sponsored Ads

    บ่ายสอง ศิรินทร์ออกไปซื้อเทปกาวเพิ่ม

    เฮียชุนนั่งอยู่คนเดียวหลังโต๊ะ

    ร้านโล่งขึ้นเกือบครึ่ง

    บริเวณผนังที่เคยแขวนกรอบมีสีเข้มกว่าส่วนอื่น เพราะไม่เคยโดนแดด

    เฮียชุนเพิ่งสังเกตว่า ร้านมีเงาของสิ่งที่ถูกถอดออกอยู่เต็มไปหมด

    กระดิ่งเหนือประตูดัง

    ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา

    อายุประมาณยี่สิบปลาย เสื้อเชิ้ตขาวพับแขน กางเกงสีเข้ม มือข้างหนึ่งถือซองกระดาษสีครีม

    เขาหยุดตรงประตู

    เงยหน้ามองป้ายไม้เหนือศีรษะ

    福安字舖 — สำนักอักษรศุภสงบ

    สายตาเขาหยุดอยู่ที่อักษรจีน

    “ป้ายข้างบนนี่อ่านว่าอะไรครับ”

    เฮียชุนเงยหน้าจากโต๊ะ

    “ฮกอันจื้อผู่”

    ชายหนุ่มลองออกเสียงตาม แต่ยอมแพ้ตั้งแต่พยางค์ที่สาม

    “แล้วแปลว่าอะไรครับ”

    เฮียชุนมองป้ายที่อยู่กับเขามาเกือบทั้งชีวิต

    福 — ความเป็นมงคล

    เขาชี้ตัวแรก

    安 — ความสงบและปลอดภัย

    ชายหนุ่มพยักหน้า

    “สำนักอักษรศุภสงบ”

    “ประมาณนั้น”

    ชายหนุ่มมองเข้าไปในร้าน

    มอง 福 — โชคดีและเป็นสิริมงคล

    มอง 壽 — อายุยืน

    มอง 平安 — ขอให้ปลอดภัยและสงบ

    จากนั้นพูดเบา ๆ

    “งั้นผมน่าจะมาถูกร้านแล้ว”

    “จะเขียนอะไร”

    ชายหนุ่มวางซองสีครีมบนโต๊ะ

    “คำอวยพรวันเกิดให้แม่ครับ”

    เฮียชุนหยิบตัวอย่างงานขึ้นมา

    “เอาแบบไหน”

    ชายหนุ่มลังเล

    “แบบที่ไม่โกหกได้ไหมครับ”

    เฮียชุนวางกระดาษลง

    “แบบนั้นแพงนะ”

    ชายหนุ่มหัวเราะออกมานิดหนึ่ง

    เป็นเสียงหัวเราะของคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะหัวเราะ

    “ได้ครับ”

    “แม่อายุเท่าไร”

    “ห้าสิบแปด”

    “งั้น 身體健康 — ขอให้สุขภาพแข็งแรง

    ชายหนุ่มส่ายหน้า

    “แม่เป็นมะเร็งครับ”

    เฮียชุนเงียบ

    ข้างนอกมีเสียงรถเมล์เบรก

    ชายหนุ่มพูดต่อ

    “กำลังรักษาอยู่”

    “งั้น 早日康復 — ขอให้หายดีโดยเร็ว

    ชายหนุ่มยังส่ายหน้า

    “หมอไม่ได้บอกว่าจะหายครับ”

    เฮียชุนวางพู่กันลง

    ชายหนุ่มมองตัวอย่างบนผนัง

    “พี่สาวผมบอกให้เขียน 長命百歲 — ขอให้อายุยืนร้อยปี

    “ก็ดี”

    “แต่ผมไม่รู้ว่าแม่จะอยู่ถึงวันเกิดปีหน้าหรือเปล่า”

    ประโยคนั้นถูกพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา

    ยิ่งธรรมดา ยิ่งไม่มีที่ให้หลบ

    เฮียชุนมองซองบนโต๊ะ

    “แล้ว 萬事如意 — ขอให้ทุกสิ่งสมปรารถนา ล่ะ”

    ชายหนุ่มยิ้มนิดเดียว

    “ปีนี้ไม่มีอะไรสมปรารถนาเลยครับ”

    เฮียชุนไม่ตอบ

    ชายหนุ่มหันไปมองป้ายร้านอีกครั้ง

    福安字舖 — สำนักอักษรศุภสงบ

    “เฮียครับ”

    “ว่า”

    “ถ้าเราอวยพรใครไม่ได้ว่าจะไม่เจอเรื่องร้าย”

    เขาหยุด

    “แล้วเรายังอวยพรอะไรเขาได้อีกครับ”

    เสียงสว่านจากคาเฟ่ใหม่เริ่มขึ้นอีกครั้ง

    เฮียชุนรู้จักอักษรจีนหลายพันตัว

    เขาเขียนคำมงคลให้คนแถวนี้มาเกือบห้าสิบปี

    ชื่อร้านของเขามีทั้งความเป็นมงคลและความสงบอยู่ครบ

    แต่ตอนนั้น เขากลับไม่มีสักคำให้ลูกค้า

    Sponsored Ads

    “นั่งก่อน”

    ชายหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ข้างผนัง

    เฮียชุนหยิบกระดาษแผ่นหนึ่ง

    เขียน

    願一切好轉 — ขอให้ทุกอย่างดีขึ้น

    มองอยู่ครู่หนึ่ง

    แล้วขยำ

    เขียนใหม่

    願妳堅強 — ขอให้เธอเข้มแข็ง

    คราวนี้หยุดนานกว่าเดิม

    เขาขยำอีก

    ชายหนุ่มถาม

    “ไม่ดีเหรอครับ”

    “คนป่วยเหนื่อยอยู่แล้ว”

    “ครับ”

    “จะให้เขาเข้มแข็งมาป่วยอีกทำไม”

    ชายหนุ่มเงียบ

    ฝนเริ่มตกตอนบ่ายสามโมงสามสิบเจ็ด

    เม็ดแรกกระทบกันสาดโลหะ

    จากนั้นอีกหลายเม็ดตามมา

    เสียงกรุงเทพฯ เบาลงชั่วคราว

    เฮียชุนหยิบกระดาษใหม่

    เขียน

    平安 — ขอให้ปลอดภัยและสงบ

    คำนี้เขาเขียนสวยที่สุด

    พ่อเคยบอกว่า หากเขียน 安 — ความสงบ ด้วยมือที่รีบ ตัวอักษรก็จะไม่สงบ

    เฮียชุนจึงเรียนรู้ตั้งแต่ยังเด็กว่า บางคำต้องเขียนช้ากว่าคำอื่น

    เขามองมัน

    ยังไม่พอ

    เฮียชุนวางพู่กัน

    มองออกไปนอกหน้าร้าน

    ร้านขายยาจีนที่เคยอยู่หัวมุมหายไปแล้ว

    ร้านผ้าฝั่งตรงข้ามกลายเป็นร้านของหวาน

    โรงพิมพ์ซองงานแต่งปิดไปเมื่อห้าปีก่อน

    ร้านขายเทปกลายเป็นร้านโทรศัพท์

    ป้ายไม้บนตึกแถวหลายห้องถูกแทนด้วยอะคริลิก

    บางชื่อจีนยังอยู่

    แต่คนในร้านอ่านไม่ออกแล้ว

    เด็กที่เคยมาร้านพร้อมพ่อแม่โตจนพาลูกตัวเองกลับมา

    บางคนไม่กลับมาอีกเลย

    เขาเขียน 囍 — ความยินดีคู่ในงานมงคลสมรส ให้คนที่ต่อมาหย่ากัน

    เขาเขียน 壽 — อายุยืน ให้คนที่จากไปก่อนวันเกิดปีต่อมา

    เขาเขียน 開張大吉 — ขอให้การเปิดกิจการเป็นไปอย่างเป็นมงคล ให้ร้านที่ปิดตัวไปแล้ว

    เขาเขียน 平安 — ขอให้ปลอดภัยและสงบ ให้ครอบครัวซึ่งต่อมาพบเรื่องที่ไม่มีใครปลอดภัยจากมันได้

    แต่ไม่เคยมีลูกค้าคนไหนกลับมาทวงคำรับประกัน

    บางที เพราะทุกคนรู้ตั้งแต่แรก

    คำอวยพรไม่ใช่สัญญา

    มันเป็นเพียงสิ่งที่เราส่งไปก่อน

    เพราะเราไปแทนคนที่เรารักไม่ได้

    เฮียชุนหยิบพู่กันขึ้นอีกครั้ง

    Sponsored Ads

    ศิรินทร์กลับมาตอนเขากำลังเขียนบรรทัดสุดท้าย

    เธอวางถุงเทปกาวลงโดยไม่พูด

    หมึกดำเคลื่อนผ่านกระดาษอย่างช้า ๆ

    願妳往後每一季,都有新的盼望。

    ขอให้ในทุกฤดูต่อจากนี้ ยังมีความหวังใหม่เสมอ

    ด้านล่าง เขาเขียนอีกสองตัวเล็กกว่าเดิม

    平安 — ขอให้ปลอดภัยและสงบ

    เฮียชุนวางพู่กัน

    ชายหนุ่มอ่านคำแปลภาษาไทยที่เฮียชุนเขียนกำกับเล็ก ๆ ไว้ด้านข้าง

    แล้วอ่านอีกครั้ง

    “นี่เป็นคำโบราณหรือเปล่าครับ”

    “ไม่”

    “มาจากหนังสือไหน”

    “ไม่ได้มาจากหนังสือ”

    ชายหนุ่มพยักหน้า

    “เป็นคำมงคลไหมครับ”

    เฮียชุนมองประโยคนั้น

    จากนั้นมองคำ 平安 — ขอให้ปลอดภัยและสงบ

    แล้วเลยไปถึงป้ายเหนือประตู

    福安字舖 — สำนักอักษรศุภสงบ

    ร้านใช้ชื่อนี้มาตั้งแต่พ่อของเขายังนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวเดียวกัน

    วันนี้เป็นวันแรกที่เฮียชุนไม่แน่ใจว่า เพิ่งเข้าใจชื่อร้านหรือเปล่า

    “หวังว่าอย่างนั้น”

    ชายหนุ่มยิ้ม

    คราวนี้เป็นรอยยิ้มจริงนิดหนึ่ง

    เขาหยิบกระเป๋าสตางค์

    เฮียชุนบอกราคา

    ศิรินทร์หันมามองพ่อ เพราะราคาสูงกว่าคำอวยพรทั่วไปเล็กน้อย

    ชายหนุ่มจ่ายโดยไม่ต่อรอง

    หลังเขาออกไป ศิรินทร์ถาม

    “วันสุดท้ายยังคิดเต็มอีกเหรอ”

    เฮียชุนเก็บเงินลงลิ้นชัก

    “งานก็ยังเป็นงาน”

    “นึกว่าจะซึ้ง”

    “ซึ้งแล้วต้องลดราคาเหรอ”

    ศิรินทร์หัวเราะ

    “ป๊านี่นะ”

    เฮียชุนไม่ได้ถามว่าอะไร

    เขารู้คำตอบอยู่แล้ว

    Sponsored Ads

    หกโมงเย็น พวกเขาถอดป้ายร้าน

    ศิรินทร์ยืนบนบันได

    เฮียชุนจับขาไว้ด้านล่าง

    “เอียงซ้ายหน่อย”

    “ซ้ายของป๊าหรือซ้ายของหนู”

    “ซ้ายมันมีสองอันหรือไง”

    “เวลาป๊าบอกทาง มี”

    หลังทะเลาะกันเรื่องซ้ายขวาเกือบนาที ป้าย

    福安字舖 — สำนักอักษรศุภสงบ

    ก็ลงมาอยู่บนพื้น

    มันหนักกว่าที่เฮียชุนจำได้

    หรือเขาอาจแก่กว่าที่จำ

    ศิรินทร์พลิกป้าย

    “ป๊า”

    “อะไร”

    “นี่อะไร”

    ด้านหลังไม้มีตัวอักษรจีนเล็ก ๆ เขียนด้วยหมึกที่ซีดจนเกือบกลืนไปกับเนื้อไม้

    陳德安 — เฉินเต๋ออัน

    ชื่อของพ่อเฮียชุน

    ข้างใต้เป็นวันที่เปิดร้าน

    ไม่มีคำอวยพร

    ไม่มี 福 — โชคดีและเป็นสิริมงคล

    ไม่มี 開張大吉 — ขอให้การเปิดกิจการเป็นไปอย่างเป็นมงคล

    ไม่มี 長久 — ยั่งยืนยาวนาน

    มีเพียงชื่อ

    กับวันที่วันหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน

    ศิรินทร์ใช้นิ้วแตะรอยหมึก

    “อากงเขียนเหรอ”

    “อืม”

    “ป๊าเคยเห็นไหม”

    “ไม่เคย”

    เธอมองอักษรจีนอีกครั้ง

    “ชื่ออากงหนูยังอ่านไม่ค่อยออกเลย”

    เฮียชุนมองเธอ

    “แต่จำได้ไหมว่าเป็นชื่อเขา”

    “จำได้”

    “ก็พอ”

    ศิรินทร์นิ่งไป

    จากนั้นช่วยยกป้ายขึ้น

    “เอาไปขึ้นรถ?”

    “อืม”

    “บ้านไม่มีที่นะ”

    “ค่อยคิด”

    เธอส่ายหน้า

    แต่จับอีกด้านแน่นขึ้น

    หนึ่งทุ่มสามนาที ไฟในร้านดับ

    หลอดหน้ากะพริบสองครั้ง ก่อนดับเป็นดวงสุดท้าย

    เฮียชุนดึงประตูเหล็กลง

    เสียงครืดยาวเหมือนตอนเช้า

    จากนั้นล็อกกุญแจ

    เหนือประตูเหลือเพียงสี่เหลี่ยมสีซีด ตำแหน่งที่ป้าย 福安字舖 — สำนักอักษรศุภสงบ เคยอยู่

    ผู้เช่ารายใหม่เดินมารับกุญแจสำรอง

    “ขอบคุณนะครับเฮีย”

    “อืม”

    “ร้านเสร็จแล้วแวะมาดื่มชาได้นะครับ”

    “ถ้ายังอยู่แถวนี้”

    ชายหนุ่มหัวเราะ

    “เฮียจะไปไหน”

    เฮียชุนมองถนน

    ป้ายจีนเก่าปะปนกับป้ายไทย ป้ายอังกฤษ และจอไฟที่เปลี่ยนข้อความได้โดยไม่ต้องใช้พู่กันสักด้าม

    “ยังไม่รู้”

    แล้วเขาขึ้นรถของลูกสาว

    Sponsored Ads

    อีกสามถนนออกไป ชายหนุ่มคนนั้นกำลังเดินไปสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน

    ฝนหยุดแล้ว

    กรุงเทพฯ หลังฝนเต็มไปด้วยแสงสะท้อน

    ป้าย LED เปลี่ยนโฆษณาทุกสิบวินาที

    ร้านสะดวกซื้อเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง

    หน้าจอบนตึกกำลังนับถอยหลังโปรโมชั่น

    ผู้คนเดินเร็วเหมือนทุกคนมีปลายทางที่เมืองอนุมัติไว้เรียบร้อยแล้ว

    ชายหนุ่มถือกระดาษไว้สองมือ

    หมึกยังไม่แห้งสนิท

    เขาจึงต้องเดินช้ากว่าคนอื่นเล็กน้อย

    บนกระดาษเขียนว่า

    願妳往後每一季,都有新的盼望。

    ขอให้ในทุกฤดูต่อจากนี้ ยังมีความหวังใหม่เสมอ

    และด้านล่าง

    平安 — ขอให้ปลอดภัยและสงบ

    เขาอ่านภาษาจีนไม่ออก

    แต่เขารู้ว่ามันเขียนถึงแม่

    และตอนนี้ แค่นั้นก็พอแล้ว

    ไม่มีใครบนถนนรู้ว่า นี่เป็นงานชิ้นสุดท้ายจาก 福安字舖 — สำนักอักษรศุภสงบ

    พรุ่งนี้เช้า คนงานจะเริ่มรื้อผนัง

    อีกไม่กี่สัปดาห์ ป้ายร้านใหม่จะขึ้นแทน

    เมืองเปลี่ยนป้ายได้ภายในคืนเดียว

    บางชื่อหายไปเร็วกว่านั้น

    แต่หมึกบางชนิดยังต้องใช้เวลาแห้ง

    และบางคำ

    อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิต

    กว่าจะอ่านเข้าใจ

    Sponsored Ads

    “ฤดูต่อจากนี้ / 往後四季” เริ่มต้นจากงานอีกชิ้นหนึ่งก่อนจะกลายมาเป็นเรื่องสั้น
    
    จุดเริ่มต้นคือเพลง “ทุกฤดูนับจากนี้”
    
    เพลงนั้นเกิดจากความตั้งใจ อยากเขียนเพลงอวยพรวันเกิด ในรูปแบบของกวีนิพนธ์ร่วมสมัย
    
    เราไม่ได้อยากพูดคำว่า “สุขสันต์วันเกิด” ออกมาตรง ๆ
    
    แต่เลือกใช้ แสงเช้า ฤดูกาล ดอกไม้ สายฝน สายน้ำ และวันเวลาที่หมุนเวียน เป็นภาพแทนของการเติบโต
    
    แรงบันดาลใจหนึ่ง มาจากความรู้สึกหลังได้ฟังเพลง “ลั่นทม”
    
    สิ่งที่ประทับใจ ไม่ใช่เรื่องราวหรือทำนองของเพลง
    
    แต่คือวิธีที่ถ้อยคำ สามารถไหลไปพร้อมกับดนตรี และยังคงมีน้ำหนักแบบบทกวี
    
    
    จากจุดนั้น เราจึงลองตั้งคำถามว่า
    
    ถ้า “คำอวยพรวันเกิด” ถูกเขียนเหมือนบทกวีหนึ่งบท มันจะเป็นอย่างไร
    
    คำอวยพรในเพลงนั้น จึงไม่ได้ขอให้ทุกวันมีแต่ความสุข หรือให้ทุกความฝันสมหวัง
    
    เพียงขอให้ เมื่อฤดูกาลต่าง ๆ ของชีวิต หมุนเวียนเข้ามา
    
    เรายังมองเห็นวันใหม่ ยังมีความหวัง และยังรักการมีชีวิตอยู่
    
    หลังจากเขียนเพลงเสร็จ คำถามนั้นกลับยังไม่จบลงพร้อมกับทำนอง
    
    
    เราจึงลองถามต่อว่า
    
    ถ้าเราไม่สามารถอวยพรใครได้ว่า ชีวิตของเขาจะไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความสูญเสีย หรือไม่มีวันที่สิ่งต่าง ๆ ต้องจบลง
    
    แล้วคำอวยพรที่จริงใจ ควรเป็นอย่างไร
    
    จากคำถามนั้น จึงค่อย ๆ เกิดภาพของร้านอักษรศิลป์จีนเก่า
    
    ร้านที่ใช้เวลาหลายสิบปี เขียนคำมงคลให้กับผู้คน
    
    福 — โชคดี 壽 — อายุยืน 平安 — ขอให้ปลอดภัยและสงบ 萬事如意 — ขอให้ทุกสิ่งสมปรารถนา
    
    จนมาถึงวันหนึ่ง เจ้าของร้านต้องพบกับคำขอ ที่คำมงคลเหล่านั้นไม่สามารถตอบได้
    
    และตรงนั้นเอง “ทุกฤดูนับจากนี้” จึงเดินออกจากเพลง
    
    แล้วกลายเป็นเรื่องสั้น “ฤดูต่อจากนี้ / 往後四季”
    
    ทั้งสองงานไม่ได้ดัดแปลงจากกันโดยตรง
    
    เพียงเติบโตจากคำถามเดียวกัน
    
    เราอาจไม่สามารถอวยพรให้ใคร มีแต่ฤดูที่ดีได้
    
    แต่บางที เรายังอวยพรได้ว่า
    
    ไม่ว่าฤดูไหนจะมาถึง
    
    เขาจะยังมีบางสิ่งให้หวังถึง ในฤดูต่อจากนั้น

    ทุกฤดูนับจากนี้ | Official Lyric Video (WhatANovel / RB51 Project)  #RB51Ensemble

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.

    Note