You have no alerts.
    Header Background Image
    นิยายแปล แบ่งปัน สนุกขำขัน ได้ที่นี่ WhatANovel.com
    Chapter Index

    เดี๋ยวผมไป (I Said I’d Come) by S.J. Raventide

    ฝนตกมาตั้งแต่เมื่อคืน

    ไม่ได้ตกหนักแบบฟ้ารั่ว แต่ตกเรื่อย ๆ เหมือนมีใครลืมปิดก๊อกไว้บนฟ้า มากพอให้ตั้งแต่เช้าหน้าฟีดของเหมันต์เต็มไปด้วยภาพถนนที่กลายเป็นคลอง บ้านที่กำลังขนของขึ้นชั้นสอง และคำถามเกี่ยวกับรถไฟฟ้าที่วนมาแทบทุกชั่วโมง

    น้ำกำลังเข้าบ้าน ต้องทำยังไงกับรถ

    รถ EV ถอดแบตเองได้ไหม

    ถ้าน้ำขึ้นถึงรถแล้วควรทำอะไร

    เหมันต์นั่งอยู่หลังโต๊ะเล็กในห้องกระจกของอู่ เสื้อยืดสีดำมีคราบจาระบีตรงชายเสื้อ กาแฟเย็นข้างคีย์บอร์ดถูกทิ้งไว้นานจนน้ำแข็งละลายหมดแล้ว

    ด้านนอก ลูกน้องสองคนกำลังช่วยกันยกเครื่องมือกับกล่องอะไหล่ขึ้นชั้นเหล็กสูงกว่าปกติ

    แถวอู่ยังไม่มีน้ำท่วม

    แต่หลังจากทำงานกับรถมาหลายปี เหมันต์มีหลักง่าย ๆ อยู่อย่างหนึ่ง

    ของอะไรยกหนีน้ำได้ก็ยกไว้ก่อน

    โดยเฉพาะของที่แพงกว่าค่าแรงเขาทั้งเดือน

    โทรศัพท์บนโต๊ะสั่น

    เขาเหลือบมองชื่อแล้วกดรับ

    “ครับพี่”

    “เหมันต์ รถพี่น้ำกำลังจะเข้าล้อแล้ว ต้องทำยังไง”

    “รถรุ่นไหนครับ”

    ปลายสายบอกมา

    เหมันต์ถามระดับน้ำกับตำแหน่งรถอีกสองสามอย่าง ก่อนเปิดวิดีโอคอล

    ภาพบนหน้าจอสั่นจนเขาเห็นทั้งฝากระโปรง ท้องฟ้าสีเทา และนิ้วโป้งเจ้าของรถสลับกันไป

    “พี่ หันกล้องลงอีกนิดครับ”

    ภาพเลื่อนลง

    “อีกนิด”

    เลื่อนอีก

    “เลยแล้วครับ กลับมา”

    ภาพย้อนขึ้น

    “โอเค หยุด”

    “ตรงนี้เหรอ”

    “ครับ เห็นแบตสิบสองโวลต์ไหม”

    ปลายสายเงียบ

    “อันไหน”

    เหมันต์หลับตาไปหนึ่งวินาที

    “ก้อนที่อยู่ตรงหน้าพี่นั่นแหละครับ”

    “อ๋อ เจอแล้ว”

    “เห็นขั้วลบไหม”

    เงียบอีก

    “อันไหนขั้วลบ”

    “มีเครื่องหมายลบครับพี่”

    ภาพสั่นไปมาอีกพักใหญ่

    “อ๋อ ๆ เจอแล้ว”

    เหมันต์พยักหน้าเหมือนเพิ่งผ่านด่านสำคัญ

    “โอเคครับ ทีนี้—”

    เขาหยุด

    นึกอะไรขึ้นมาได้

    “เดี๋ยวนะพี่”

    “ว่า”

    “พี่มีประแจไหม”

    เงียบ

    เงียบกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

    ด้านหลัง ลูกน้องคนหนึ่งหยุดมือแล้วหันมามอง

    เหมันต์ถามซ้ำ

    “มีไหมครับ”

    ปลายสายตอบเบา ๆ

    “ไม่มี”

    ลูกน้องหลุดหัวเราะทันที

    เหมันต์หลับตา

    สูดหายใจเข้า

    ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงสงบที่สุดเท่าที่ทำได้

    “งั้นจบครับพี่”

    “อ้าว”

    “ไม่ต้องทำอะไรแล้วครับ ขนคนกับของสำคัญขึ้นที่สูงก่อน ถ้าน้ำขึ้นเร็วก็ออกจากพื้นที่ รถเอาไว้ทีหลัง”

    “แต่รถ—”

    “คนก่อนครับพี่ รถทีหลัง”

    เขาวางสาย

    ห้องอู่เงียบอยู่ครู่หนึ่ง

    ก่อนลูกน้องจะพูด

    “พี่”

    “อะไร”

    “เมื่อกี้ประมาณสิบนาทีใช่ไหม”

    “เออ”

    “ตามหาขั้วลบกันตั้งนาน”

    “เออ”

    “แล้วจบที่ไม่มีประแจ”

    เหมันต์หยิบผ้าเช็ดมือขึ้นมา

    ลูกน้องรีบถอย

    “ผมแค่สรุปเหตุการณ์”

    ผ้าลอยใส่หน้าเต็ม ๆ

    “ไปเก็บของต่อเลยไป”

    เสียงหัวเราะดังทั่วอู่

    เหมันต์กลับมานั่งที่โต๊ะ

    หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง

    ในกลุ่มผู้ใช้รถยังมีคำถามลักษณะเดียวกันไหลเข้ามาไม่หยุด

    เขามองหน้าจออยู่ครู่หนึ่ง

    แล้วบ่นกับตัวเอง

    “กูถ่ายคลิปไว้เลยดีกว่า”

    สิบเจ็ดวินาทีต่อมา คลิปสั้น ๆ ก็เสร็จ

    เหมันต์โพสต์ลงหน้าอู่ พร้อมข้อความ

    ใครน้ำกำลังเข้ารถ ดูคลิปนี้ก่อนนะครับ

    ถ้าทำไม่เป็นจริง ๆ ทักมา

    นิ้วของเขาหยุดอยู่เหนือหน้าจอ

    คิดอยู่ครู่หนึ่ง

    แล้วพิมพ์เพิ่ม

    ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วผมไปถึง เดี๋ยวไปช่วยดูให้

    ลูกน้องคนเดิมเดินผ่านหลังเก้าอี้พอดี

    มันหยุด

    เดินถอยหลังกลับมา

    อ่านซ้ำอีกครั้ง

    “พี่”

    “อะไร”

    “ลบเถอะ”

    “ทำไม”

    “เดี๋ยวมีคนเรียกจริง”

    เหมันต์หัวเราะ

    “น้ำท่วมขนาดนี้ ใครมันจะให้กูขับไปถึงบ้าน”

    เขากดโพสต์

    ลูกน้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

    “ทำอะไร”

    “แคปครับ”

    “แคปทำไม”

    “หลักฐาน”

    เหมันต์มองหน้า

    “ว่างมาก?”

    “ครับ”

    ไม่ถึงหนึ่งนาที คอมเมนต์ก็เริ่มมา

    ประธานมาเอง

    พูดแล้วนะพี่

    ขอให้เจอเคสไกล ๆ

    เตรียมชุดดำน้ำด้วยครับ

    เหมันต์ตอบเล่นไปเรื่อย

    ถ้าไกลเกินจะส่งกำลังใจให้ครับ

    บริการถึงที่เฉพาะที่รถผมไปถึง

    ถ้าต้องว่ายน้ำ คิดค่าแรงเพิ่ม

    คนกดหัวเราะเต็มโพสต์

    เขาเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

    จนโทรศัพท์สั่นอีกครั้ง

    ข้อความส่วนตัว

    รูปโปรไฟล์เป็นผู้หญิงรวบผม เห็นหน้าไม่ชัดเพราะถ่ายย้อนแสง

    ชื่อบัญชีเขียนว่า

    Mesa K.

    ข้อความแรกมีเพียงประโยคเดียว

    เรียกจริงได้ไหมคะ

    เหมันต์มองอยู่สองวินาที

    ก่อนตอบ

    เรียกอะไรครับ รถลากผมไม่มีนะ

    อีกฝ่ายอ่านทันที

    เรียกคนที่เพิ่งโพสต์ว่าจะไปช่วยถึงบ้านค่ะ

    เขาเหลือบมองโพสต์ตัวเอง

    จากนั้นพิมพ์

    อยู่แถวไหนครับ

    สามจุดขึ้นแทบจะทันที

    รูปหนึ่งถูกส่งมา

    รถ EV สีขาวจอดอยู่บนลานข้างบ้าน ลานนั้นสูงกว่าถนนด้วยทางลาดสั้น ๆ น้ำด้านนอกเพิ่งเริ่มเอ่อขึ้นมาถึงปากทาง

    ตามด้วยพิกัด

    เหมันต์กดเปิด

    แผนที่ซูมไปยังอีกฝั่งของเมือง

    เขามองเส้นทาง

    เงียบ

    ซูมออก

    เงียบกว่าเดิม

    ลูกน้องเดินเข้ามา

    “ไกลไหมพี่”

    เหมันต์เอียงหน้าจอให้ดู

    อีกฝ่ายหลุดหัวเราะทันที

    “ไปเลยครับ ประธาน”

    “ประธานอะไรของมึง”

    “ประธานสมาคมปากไวแห่งประเทศไทย”

    เหมันต์ผลักหน้ามันออกจากจอ

    โทรศัพท์สั่นอีก

    ไกลใช่ไหมคะ

    แล้วอีกข้อความตามมา

    ถ้าไกลมากไม่ต้องมาก็ได้นะคะ ฉันลองถามดูเฉย ๆ

    เรื่องควรจบตรงนั้นง่ายมาก

    เหมันต์แค่พิมพ์ว่า

    ไกลครับ ทำตามคลิปก่อนนะ

    ไม่มีใครเสียหน้า

    ไม่มีใครเสียเวลา

    แต่เขากลับเปิดรูปที่เธอส่งมาอีกครั้ง

    มีเครื่องมือไหมครับ

    ไม่มีค่ะ

    เหมันต์หลุดหัวเราะ

    คนที่สองของวัน

    มีใครที่บ้านพอทำเรื่องรถได้ไหม

    ไม่มีค่ะ

    ผู้ชายในบ้านล่ะครับ

    เว้นไปครู่หนึ่ง

    พ่อเดินไม่ค่อยสะดวกค่ะ อยู่ชั้นสอง

    ข้อความต่อมาตามมา

    ฉันกำลังขนของขึ้นคนเดียว ถ้าบอกวิธีได้ก็บอกมาก็ได้ค่ะ ไม่ต้องมา

    ตรงท้ายประโยคเขียนว่า ไม่ต้องมา

    แต่สิ่งที่ติดอยู่ในหัวเหมันต์กลับเป็น

    ขนของขึ้นคนเดียว

    เขามองเวลา

    มองฝน

    แล้วมองแผนที่อีกครั้ง

    ลูกน้องถามจากหน้าประตู

    “เอาไงพี่”

    เหมันต์หยิบกุญแจรถ

    “มึงปิดอู่ให้ด้วย”

    “เฮ้ย ไปจริง?”

    “กูก็ยังไม่ได้บอกว่าจะไป”

    โทรศัพท์สั่น

    ตกลงมาจริงไหมคะ

    เหมันต์มองอยู่ครู่หนึ่ง

    ก่อนพิมพ์

    ชื่ออะไรครับ

    อีกฝ่ายเงียบไปพักใหญ่

    เมษาค่ะ

    เขามองชื่อบนหน้าจอ

    เมษา

    เดือนที่ร้อนที่สุดของปี

    เหมาะดี

    เหมันต์ครับ

    สามจุดขึ้น

    หายไป

    ขึ้นใหม่

    ชื่อเหมันต์แต่จะออกมาลุยฝนเนี่ยนะคะ

    มุมปากเขายกขึ้น

    แล้วชื่อเมษา ทำไมน้ำท่วมครับ

    อีกฝ่ายส่งสติกเกอร์หน้าตายกลับมา

    เหมันต์หัวเราะ

    จากนั้นพิมพ์

    ส่งเบอร์มา

    เดี๋ยวผมไป

    คราวนี้เธอไม่ได้ตอบทันที

    ผ่านไปเกือบครึ่งนาที

    พูดแล้วนะคะ

    เหมันต์มองข้อความอยู่ครู่หนึ่ง

    ก่อนเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า

    “เออ”

    เขาพูดกับตัวเอง

    “พูดแล้ว”


    ตอนออกจากอู่ เหมันต์ยังคิดว่างานนี้ง่าย

    ขับไป

    ดูรถ

    ถ้าสภาพยังจัดการได้ก็ทำ

    แล้วกลับ

    ง่ายจะตาย

    เขาโยนกระเป๋าเครื่องมือไว้เบาะข้าง

    ฝนยังตก แต่ถนนช่วงแรกวิ่งได้ตามปกติ

    โทรศัพท์สั่น

    ถึงไหนแล้วคะ

    เหมันต์เหลือบมองเวลา

    ออกจากอู่มาได้ไม่ถึงห้านาที

    เพิ่งออกครับ

    อีกฝ่ายอ่านทันที

    อ้าว

    อ้าวอะไรครับ

    นึกว่าออกมาตั้งแต่ก่อนบอกว่าเดี๋ยวผมไป

    ผมไม่ได้วาร์ปได้ครับ

    เสียดาย นึกว่าช่าง EV มีฟังก์ชันนี้

    เหมันต์หัวเราะ

    “กวนดีนะ”

    ขับมาได้อีกพักหนึ่ง ข้อความใหม่เด้งขึ้น

    อัปเดตค่ะ น้ำขึ้นมาถึงตีนทางลาดแล้ว

    ไม่กี่นาทีต่อมา

    เริ่มเข้าลานแล้วค่ะ แต่ยังห่างจากรถ

    เหมันต์กดโทรออก

    “ลานบ้านสูงกว่าถนนเยอะไหม”

    “ประมาณ…หลายขั้นบันไดค่ะ”

    “หลายขั้นนี่กี่ขั้น”

    “คุณเป็นช่างหรือผู้รับเหมาคะ”

    “ตอนนี้เป็นทุกอย่างครับ ขอข้อมูลก่อน”

    เมษาหัวเราะเบา ๆ

    “ลานสูงกว่าถนนพอสมควรค่ะ บ้านอยู่สูงขึ้นไปอีก”

    “โอเค ตัวรถยังแห้งอยู่ใช่ไหม”

    “ค่ะ”

    “งั้นไม่ต้องลงไปยุ่งกับรถ ขนของก่อน”

    “รับทราบค่ะ”

    “พ่ออยู่ชั้นบนแล้ว?”

    “อยู่ค่ะ”

    “เอกสาร?”

    “ขึ้นแล้ว”

    “โทรศัพท์?”

    “เต็ม”

    “โอเค”

    “แล้วคุณล่ะ”

    “อะไร”

    “ถึงไหนแล้วคะ”

    เหมันต์ถอนหายใจ

    “กำลังขับครับ”

    “ตรงไหน”

    เขามองถนน

    “แถวที่ฝนตก”

    ปลายสายเงียบ

    “ช่วยได้มากเลยค่ะ”

    “ยินดีครับ”

    “นี่คุณตั้งใจกวนใช่ไหม”

    “เริ่มจับทางได้แล้วนี่ครับ”

    เธอหัวเราะอีกครั้ง

    เสียงไม่ได้หวานอะไรเป็นพิเศษ

    แต่ฟังแล้วสบายอย่างประหลาด

    เหมันต์วางสายแล้วขับต่อ

    จากถนนที่ยังเป็นถนนปกติ รถเริ่มเคลื่อนตัวช้าลง

    ข้างทางมีรถจอดมากขึ้น

    คนขนของ

    คนพาเด็กกับสัตว์เลี้ยงออกมา

    รถกระบะคันหนึ่งสวนออกมาเต็มท้าย ทั้งคน กล่องพลาสติก และสุนัขสองตัว

    เหมันต์ลดกระจก

    “ข้างหน้าไปได้ไหมพี่”

    คนขับส่ายหน้า

    “รถเตี้ยอย่าเข้าเลย น้ำสูง”

    อีกไม่ไกลก็มีเจ้าหน้าที่ตั้งกรวยกั้นทาง

    เหมันต์จอดถาม

    “ถ้าจะไปทางนี้มีทางอ้อมไหมครับ”

    เจ้าหน้าที่ชี้ไปอีกทาง

    “มี แต่ไปได้ไม่ลึกมากนะพี่ ข้างในน้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ รถพี่เข้าไปมีสิทธิ์จอดตาย”

    เหมันต์มองแผนที่

    บ้านเมษายังอยู่อีกหลายกิโลเมตร

    โทรศัพท์สั่น

    ตอนนี้น้ำเข้าลานมาอีกหน่อยแล้วค่ะ ยังไม่ถึงรถ

    เขาโทรกลับทันที

    “เมษา”

    “คะ”

    “อย่าลงไปยุ่งกับรถนะ”

    “ค่ะ”

    “ถ้ามันขึ้นเร็วมากหรือมีอะไรผิดปกติ ก็ขึ้นบ้านเลย รถช่างมัน”

    “รับทราบค่ะคุณพ่อ”

    “ดีมาก”

    เขาเลี้ยวรถเข้าไปจอดในปั๊มที่พื้นที่สูงกว่าถนน

    เมษาถาม

    “แล้วคุณจะทำยังไงต่อ”

    เหมันต์มองน้ำตรงหน้า

    “คิดก่อน”

    “กลับก็ได้นะคะ”

    เขามองข้อความ

    ผมยังไม่ได้บอกว่าจะกลับเลย

    เหมันต์ดับเครื่อง

    หยิบกระเป๋าเครื่องมือ

    เปิดประตู

    ฝนสาดเข้ามาทันที

    เมษาโทรมา

    “คุณจะเดิน?”

    “เท่าที่เดินได้ครับ”

    “คุณพูดจริง?”

    “ผมพูดไปแล้วนี่”

    “ว่า?”

    เหมันต์ล็อกรถ

    “เดี๋ยวผมไป”

    แล้วก้าวลงไปในน้ำ

    —

    ช่วงแรกน้ำแค่หน้าแข้ง

    พอพ้นพื้นที่สูงของปั๊มก็ขึ้นมาเกือบถึงเข่า

    ยิ่งเดินลึกเข้าไป ระดับน้ำยิ่งสูง

    แต่สิ่งที่ทำให้เดินลำบากไม่ใช่แค่ความลึก

    มันคือแรงน้ำ

    ทุกก้าวเหมือนมีใครคอยดึงขากลับ

    กระเป๋าเครื่องมือที่ตอนอยู่บนบ่าหนักนิดหน่อย ผ่านไปไม่นานก็เหมือนมีใครแอบเอาเหล็กใส่เพิ่มเข้าไป

    เสียงเครื่องยนต์ดังมาจากด้านหลัง

    เหมันต์หันไปเห็นรถกระบะยกสูงกำลังคลานฝ่าน้ำเข้ามา

    เขายกมือ

    รถชะลอ

    “ไปไหนครับพี่”

    เหมันต์ยื่นโทรศัพท์ให้ดูพิกัด

    คนขับเลิกคิ้ว

    “อีกไกลนะ”

    “ครับ”

    “ขึ้นท้ายมาก่อน ผมไปได้ถึงแยกหน้า”

    เหมันต์ไม่เกรงใจแม้แต่วินาทีเดียว

    “ขอบคุณครับ”

    เขาปีนขึ้นท้ายกระบะพร้อมกระเป๋าเครื่องมือ

    ด้านหลังมีน้ำดื่มสองแพ็ก ถุงอาหาร และกรงแมวหนึ่งใบ

    แมวด้านในจ้องหน้าเขาอย่างไม่เป็นมิตร

    เหมันต์นั่งลงข้างกรง

    “ผมก็ไม่ได้อยากมาครับ”

    แมวหันหน้าหนี

    โทรศัพท์สั่น

    เมษาโทรมา

    “ได้ยินเสียงรถ”

    “ได้รถแล้วครับ”

    “คุณขับ?”

    “ไม่ได้ขับ”

    “งั้น?”

    “ติดรถคนอื่น”

    “รู้จักกัน?”

    “เพิ่งรู้จัก”

    เมษาเงียบไปครู่หนึ่ง

    “คุณนี่เก่งเรื่องฝากชีวิตกับคนแปลกหน้านะ”

    “วันนี้พัฒนาเร็วครับ”

    รถกระแทกหลุมใต้น้ำ

    เหมันต์เกือบล้มไปชนกรงแมว

    “โอ๊ย”

    “อะไร”

    “แมว”

    “คุณชนแมว?”

    “แมวชนผม”

    “หา?”

    “ไว้ค่อยเล่า”

    เมษาหัวเราะ

    เสียงหัวเราะนั้นทำให้การนั่งท้ายรถกลางฝนดูไม่แย่เท่าเดิม

    พอถึงแยก คนขับต้องเลี้ยวไปอีกทาง

    เหมันต์ขอบคุณแล้วลงจากรถ

    เดินต่อได้พักหนึ่งก็เจอเรือท้องแบนของชาวบ้านกำลังผ่าน

    เขายกมือ

    “พี่ครับ!”

    เรือชะลอ

    “ไปไหน”

    เหมันต์บอกทาง

    “ขึ้นมาได้แค่สี่แยกนะ”

    “ได้ครับ”

    หญิงสูงวัยที่นั่งอยู่ด้านหน้าเขยิบที่ให้

    “ไปไหนลูก”

    เหมันต์บอกชื่อซอย

    เธอหันมามองทันที

    “ไกลนะ”

    “ครับ”

    “ไปหาญาติ?”

    “ไม่ครับ”

    “แฟน?”

    เหมันต์ชะงัก

    เมษาที่อยู่ปลายสายก็เงียบไปด้วย

    “ไม่ใช่ครับ ไปดูรถ”

    คุณป้าพยักหน้าช้า ๆ

    “อ๋อ”

    หยุดไปนิดหนึ่ง

    “เริ่มต้นกันแปลกดี”

    คนบนเรือหัวเราะพร้อมกัน

    เสียงเมษาดังที่สุด

    “ได้ยินไหม”

    “ได้ยินครับ”

    “คุณป้าพูดถูกนะ”

    “ตรงไหน”

    “เริ่มต้นกันแปลกดี”

    เหมันต์มองน้ำข้างเรือ

    “ยังไม่ได้เริ่มอะไรเลยครับ”

    “อ๋อเหรอ”

    “ครับ”

    “งั้นเดี๋ยวฉันรอดู”

    เขาหันไปมองน้ำแทน

    ไม่ตอบ

    แต่ยิ้มอยู่คนเดียว

    Sponsored Ads

    พอหมดทางเรือ เขาก็ต้องกลับลงเดิน

    บางช่วงน้ำขึ้นมาถึงเอว

    ถนนธรรมดากลายเป็นทางน้ำกว้าง มีของสารพัดอย่างลอยผ่านไป

    ฟูก

    ตะกร้า

    ถังพลาสติก

    รองเท้าแตะข้างเดียว

    สิ่งของที่เมื่อวานยังอยู่ในบ้านของใครสักคน วันนี้ลอยผ่านกลางถนนเหมือนไม่เคยมีเจ้าของ

    แต่ภาพที่อยู่รอบตัวไม่ได้มีแต่ความเสียหาย

    วัยรุ่นสองคนช่วยพยุงคุณตาขึ้นเรือ

    ชายคนหนึ่งแบกอาหารสัตว์เดินสวนมา

    บ้านหนึ่งส่งน้ำดื่มให้บ้านข้าง ๆ

    เด็กสามคนนั่งอยู่ในกะละมังใบใหญ่ที่พ่อคอยดันจากด้านหลัง และยังหัวเราะกันเหมือนนี่เป็นเครื่องเล่นในสวนสนุก

    เหมันต์มองไปรอบตัว

    “จริง ๆ คนแถวนี้เก่งนะ”

    เมษาถาม

    “อะไร”

    “ช่วยกันหมดเลย”

    เธอเงียบไปนิดหนึ่ง

    “เมื่อเช้ายังเถียงกับบ้านข้าง ๆ เรื่องที่จอดรถอยู่เลย”

    “แล้วตอนนี้”

    “เมื่อกี้เขาเพิ่งช่วยยกตู้เย็นขึ้นชั้นสองให้”

    เหมันต์หัวเราะ

    “น้ำท่วมแก้ปัญหาที่จอดรถได้ด้วย”

    เมษาหัวเราะตาม

    “ถ้ามาถึง ฉันให้รางวัล”

    “อะไร”

    “กาแฟ”

    “ไฟมี?”

    เงียบ

    “ไม่มีแล้วค่ะ”

    “งั้นกาแฟเย็น”

    “ไม่มีน้ำแข็ง”

    “งั้นน้ำเปล่า”

    “มีค่ะ”

    “ตกลง”

    “คุณง่ายจัง”

    “ตอนนี้มีอะไรก็กินครับ”

    เขาเดินต่อ

    ไม่นานก็เห็นป้ายซอยอยู่ข้างหน้า

    50

    เหมันต์ชะลอ

    หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

    มองแผนที่

    ปลายทาง—

    22

    เขามองป้าย

    มองแผนที่

    แล้วมองป้ายอีกครั้ง

    “ไม่จริงมั้ง”

    เมษาถามทันที

    “อะไรคะ”

    “ไม่มีอะไร”

    “เสียงคุณเหมือนมีอะไร”

    “กำลังเช็กทาง”

    “ใกล้ถึงไหม”

    เหมันต์เงียบ

    เธอถามซ้ำ

    “ถึงไหนแล้วคะ”

    เขามองเลข 50

    “กำลังจะถึงครับ”

    “จริง?”

    “ครับ”

    “อีกกี่นาที”

    เหมันต์มองเส้นทางใหม่บนหน้าจอ

    “…ยังไม่คำนวณครับ”

    “เหมันต์”

    “ครับ”

    “คุณหลงใช่ไหม”

    เขาเงียบ

    เมษาเงียบตาม

    สองวินาทีต่อมาเสียงหัวเราะก็ดังลั่นสาย

    “คุณหลงจริงด้วย!”

    “อย่าเพิ่งดีใจครับ”

    “ฉันไม่ได้ดีใจ ฉันขำ”

    “ผมมาช่วยคุณนะ”

    “ค่ะ แล้วตอนนี้คนที่ต้องช่วยอาจเป็นคุณ”

    เหมันต์ถอนหายใจ

    “บ้านคุณซอย 22 แน่นะ”

    “แน่สิ!”

    “ไม่ได้เป็นคนเลือกเปิดเผยเลขซอยแบบมีลำดับใช่ไหม”

    “เหมันต์!”

    เขาหัวเราะ

    แล้วเริ่มเดินย้อนทาง

    —

    พอรู้ว่าตัวเองหลง ความเหนื่อยก็เหมือนพร้อมใจกันกลับมาในทันที

    ไหล่เริ่มชา

    ขาหนัก

    รองเท้าเสียดสีกับเท้าจนรู้สึกร้อนทั้งที่แช่อยู่ในน้ำ

    ฟ้าเริ่มมืด

    โทรศัพท์สั่น

    เหนื่อยไหม

    เขาพิมพ์

    นิดหน่อย

    นิดหน่อยของคุณเชื่อได้ไหม

    เหมันต์มองหน้าจอ

    ก่อนตอบตามจริง

    ไม่ได้ครับ

    เมษาโทรมาแทน

    “พักก่อน”

    “พักอยู่”

    “ตรงไหน”

    “เสาไฟ”

    “มีหลังคา?”

    “ไม่มี”

    “ฝนตก?”

    “ครับ”

    “งั้นไม่เรียกพักค่ะ”

    เหมันต์หัวเราะเบา ๆ

    “อย่างน้อยก็ไม่ได้เดิน”

    เธอเงียบไปนิดหนึ่ง

    ก่อนถาม

    “กินอะไรมาหรือยัง”

    “ตั้งแต่เที่ยง”

    “ตอนนี้จะหกโมงแล้วนะ”

    เหมันต์เหลือบมองเวลา

    เพิ่งรู้เหมือนกันว่าผ่านมานานขนาดนี้

    “เดี๋ยวถึงค่อยกิน”

    “เหมันต์”

    “ครับ”

    “กลับเถอะค่ะ”

    เขาหยุด

    ครั้งนี้น้ำเสียงเธอไม่มีมุก

    “ไม่ต้องมาแล้ว”

    เหมันต์มองถนนยาวข้างหน้า

    “รถล่ะ”

    “ช่างมัน”

    “เมื่อกี้ยังอยากให้ผมมาอยู่เลย”

    “ตอนนั้นไม่รู้ว่าคุณต้องเดินขนาดนี้”

    เธอเงียบไปครู่หนึ่ง

    “รถเสียก็ซ่อมได้ ฉันไม่อยากให้คนที่ไม่รู้จักกันต้องมาลำบากขนาดนี้”

    คนที่ไม่รู้จักกัน

    จริงด้วย

    พวกเขาเพิ่งคุยกันไม่กี่ชั่วโมง

    ยังไม่เคยเห็นหน้ากันจริง ๆ ด้วยซ้ำ

    ตอนนี้เขามีเหตุผลครบทุกอย่างที่จะหันกลับ

    ไม่มีใครว่าได้

    แม้แต่คนที่รออยู่ก็ยังเป็นฝ่ายบอกให้กลับ

    เหมันต์มองทางที่มา

    “โอเค”

    ปลายสายเงียบไปนิดหนึ่ง

    “จริงนะ”

    “ครับ”

    “ขอบคุณนะ ที่มาไกลขนาดนี้”

    ก่อนเธอจะวางสาย เสียงชายสูงวัยก็ดังแทรกเข้ามา

    “เขายังมาอยู่ไหมลูก”

    เงียบ

    เหมันต์ไม่ได้ตั้งใจฟัง

    แต่ก็ยังไม่ได้วาง

    เมษาตอบพ่อของเธอ

    “ไม่เป็นไรค่ะพ่อ”

    หยุดไปนิดหนึ่ง

    “เขากำลังมา”

    เหมันต์นิ่ง

    คำตอบนั้นไม่ตรงกับสิ่งที่เพิ่งคุยกันเลย

    เมษากลับมาที่สาย

    “งั้น…กลับดี ๆ นะ”

    “เมษา”

    “คะ”

    “เมื่อกี้คุณบอกพ่อว่าอะไร”

    เธอเงียบ

    “ไม่มีอะไรค่ะ”

    “บอกว่าผมกำลังมา”

    “พ่อเขากังวลเรื่องรถค่ะ ฉันไม่อยากให้เขาคิดมาก”

    “แล้วทำไมไม่บอกว่าผมกลับ”

    “ก็…”

    เธอถอนหายใจ

    “ช่างเถอะค่ะ กลับเถอะ”

    เหมันต์ยืนกลางน้ำอยู่พักใหญ่

    มองทางข้างหน้า

    จากนั้นมองทางที่เพิ่งเดินมา

    ก่อนถาม

    “ซอย 22 ใช่ไหม”

    “อะไรนะ”

    “บ้านคุณ”

    “ใช่ค่ะ แต่—”

    “คราวนี้แน่นะ”

    “แน่สิ!”

    เขาหัวเราะเบา ๆ

    “ดี”

    “ดีอะไร”

    เหมันต์ออกเดิน

    “ไปต่อ”

    “ฉันบอกให้กลับแล้วนะ”

    “ได้ยินครับ”

    “แล้วทำไมไม่กลับ”

    เขาคิดอยู่สองสามก้าว

    “ถ้ากลับตอนนี้ น่าจะหงุดหงิดตัวเองไปอีกนาน”

    เมษาไม่ตอบ

    เหมันต์พูดต่อ

    “เตรียมน้ำไว้สองขวดด้วย”

    “ยังจะเอาอีก?”

    “ค่าแรงครับ”

    “โลภ”

    “งั้นกลับละ”

    “เฮ้ย!”

    เหมันต์หัวเราะ

    เสียงเมษาหัวเราะตามมาตามสาย

    และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร

    เขาเริ่มไม่ได้เดินต่อเพราะรถแล้ว

    เขาอยากรู้จริง ๆ ว่า—

    ผู้หญิงปลายสายจะหน้าตาเป็นอย่างไรเวลาหัวเราะต่อหน้า

    Sponsored Ads

    จากนั้นเมษาก็กลายเป็นระบบนำทางส่วนตัวของเขา

    “ตรงไปก่อนค่ะ เดี๋ยวเจอสะพานเล็ก”

    “ตรงอย่างเดียว?”

    “ค่ะ”

    “แน่นะ”

    “แน่”

    “ซอย 22 แน่นะ”

    “เหมันต์!”

    เขาหัวเราะ

    บทสนทนาที่ตอนแรกมีไว้บอกตำแหน่ง ค่อย ๆ เปลี่ยนไปโดยไม่มีใครรู้ตัว

    “คุณทำอู่มานานหรือยัง”

    “หลายปีแล้วครับ”

    “ชอบรถมาตั้งแต่เด็ก?”

    “เปล่า”

    “อ้าว”

    “ตอนเด็กชอบคอม”

    “แล้วทำไมมาซ่อมรถ”

    “ชีวิตเลือกผิดทางมั้งครับ”

    “พูดเหมือนเสียใจ”

    “ไม่เสียใจ”

    “งั้น?”

    เหมันต์มองน้ำรอบตัว

    “แค่ไม่เคยคิดว่าจะลงเอยด้วยการเดินลุยน้ำไปหาคนชื่อเมษา”

    ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง

    “ฟังดูโรแมนติกอยู่นะ”

    “ตรงไหน”

    “มีฝน มีการเดินทาง มีคนรอ”

    “มีแมวด้วย”

    “ตัดแมวออก”

    “แมวสำคัญมากนะครับ”

    เธอหัวเราะ

    เหมันต์ถามกลับบ้าง

    เรื่องงาน

    เรื่องบ้าน

    เรื่องพ่อ

    พอรู้ว่าแม่ของเมษาเสียไปหลายปีแล้ว เขาก็ไม่ได้ถามต่อ

    เมษาเป็นฝ่ายถามแทน

    “แล้วคุณอยู่กับใคร”

    “คนเดียว”

    “จริง?”

    “ทำไมเสียงเหมือนไม่เชื่อ”

    “ฟังดูเหมือนคนที่ต้องมีคนคอยตามเก็บ”

    “หมายถึงอะไร”

    “คนที่โพสต์ว่าจะไปช่วยคนแล้วออกมาเดินลุยน้ำเนี่ยนะ”

    เหมันต์หัวเราะ

    “อย่างน้อยผมก็ยังกลับบ้านเองได้”

    เมษาเงียบไปครู่หนึ่ง

    “วันนี้ยังไม่แน่”

    เขาก็เงียบตาม

    เพราะจริง

    จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าถ้าไปถึงบ้านเธอแล้ว จะกลับออกมาอย่างไร

    “เหมันต์”

    “ครับ”

    “ถามจริง”

    “ว่า”

    “ทำไมยังมา”

    เขามองทางข้างหน้า

    “ก็ผมบอกว่าจะมา”

    “แค่นั้น?”

    “แค่นั้นยังไม่พออีกเหรอ”

    ปลายสายเงียบ

    “พอค่ะ”

    เสียงเธอเบาลง

    “แค่ถามดู”

    เหมันต์ยิ้ม

    “แล้วคุณล่ะ ถ้าผมไม่มา จะโกรธไหม”

    “ไม่”

    “โกหก”

    “ไม่โกรธจริง”

    “แล้ว?”

    เมษาเงียบไปครู่หนึ่ง

    “คงผิดหวังนิดหน่อย”

    “ในตัวผม?”

    “ในคำพูดมากกว่า”

    เหมันต์ชะลอฝีเท้า

    “ต่างกันยังไง”

    “ไม่รู้สิ”

    เธอหัวเราะเบา ๆ

    “เวลาใครพูดว่าจะมา เราก็คิดว่าเขาจะมา”

    ประโยคนั้นธรรมดามาก

    แต่เขาจำมันได้

    พักใหญ่ เมษาพูดขึ้นอีก

    “ถ้ามาถึงแล้วอย่าคาดหวังอะไรนะ”

    “คาดหวังอะไร”

    “ฉันไม่ได้แต่งหน้า”

    เหมันต์หลุดหัวเราะ

    “ผมกำลังเดินลุยน้ำอยู่นะครับ”

    “แล้วไง”

    “ผมเองก็ไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมถ่ายรูปเหมือนกัน”

    “งั้นเสมอกัน”

    “ครับ”

    “แต่ถ้าคุณเห็นฉันแล้วผิดหวัง—”

    “เมษา”

    “คะ”

    “ผมมาดูรถ”

    เงียบ

    สองวินาที

    สามวินาที

    “ค่ะ”

    น้ำเสียงเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

    เหมันต์กลั้นยิ้ม

    “แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว ค่อยดูอีกที”

    “เหมันต์!”

    เขาหัวเราะจนต้องหยุดเดิน

    —

    ในที่สุด ป้ายเลข 22 ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า

    เหมันต์หยุด

    มองป้าย

    มองแผนที่

    แล้วถอนหายใจเหมือนเพิ่งชนะการแข่งขันอะไรสักอย่าง

    “เมษา”

    “คะ”

    “ถึงซอยแล้ว”

    ปลายสายเงียบ

    “จริงเหรอ”

    “จริง”

    “ไม่ใช่ห้าสิบ?”

    “เลิกพูดเรื่องนั้นได้แล้วครับ”

    เมษาหัวเราะ

    จากนั้นบอกลักษณะบ้าน

    รั้วสีขาว

    ต้นโมก

    ทางลาดขึ้นลานจอดรถ

    รถสีขาวอยู่ด้านข้าง

    เหมันต์เดินลึกเข้าไป

    ถนนในซอยต่ำกว่าบ้านสองฝั่งอย่างชัดเจน น้ำบริเวณถนนขึ้นมาสูงเกือบเอวเขา แต่ลานบ้านแต่ละหลังถูกยกสูงเป็นขั้น ๆ น้ำจึงค่อย ๆ ตื้นลงเมื่อเข้าใกล้ทางลาด

    ตรงบันไดหน้าบ้านหลังหนึ่ง มีผู้หญิงยืนถือโทรศัพท์อยู่

    เสื้อยืดสีเทา

    กางเกงขาสั้น

    ผมรวบไว้อย่างลวก ๆ

    เธอหันมาทางเขาในจังหวะเดียวกัน

    ทั้งคู่ยังถือสายอยู่

    ทั้งที่มองเห็นกันแล้ว

    เมษาพูดผ่านโทรศัพท์

    “นั่นคุณเหรอ”

    เหมันต์มองสภาพตัวเอง

    เสื้อเปียก

    กางเกงเลอะ

    ผมยุ่ง

    รองเท้าข้างหนึ่งอยู่ในสภาพเหมือนพร้อมจะจากเขาไปตลอดกาล

    เขายกมือ

    “ถ้าแถวนี้ไม่มีคนอื่นถือกระเป๋าเครื่องมือ ก็น่าจะผมครับ”

    เมษามองเขานิ่ง ๆ

    แล้วพูด

    “คุณมาจริงด้วย”

    เหมันต์กดวางสาย

    ยิ้ม

    “ก็ผมบอกว่าจะมา”

    —

    ทั้งที่คุยกันมาตลอดหลายชั่วโมง พอมาอยู่ต่อหน้ากันจริง ๆ กลับไม่มีใครพูดอยู่ครู่หนึ่ง

    เหมันต์เป็นฝ่ายยกมือขึ้นนิด ๆ

    “สวัสดีครับ”

    เมษามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า

    “คุณดู…”

    “ว่า”

    เธอเม้มปากเหมือนกำลังเลือกคำ

    “แย่กว่ารูปโปรไฟล์นิดหนึ่งค่ะ”

    เหมันต์หัวเราะทันที

    “คุณก็เหมือนกันครับ”

    “หา?”

    “ในรูปดูเรียบร้อยกว่านี้”

    เมษาก้มมองตัวเอง

    เสื้อยืดเก่า

    กางเกงขาสั้น

    ผมยุ่งจากการขนของมาตลอดวัน

    เธอเงยหน้าขึ้น

    “ฉันน้ำท่วมบ้านนะคะ”

    “ผมก็เดินลุยมาหลายกิโลครับ เสมอกัน”

    เธอหลุดหัวเราะ

    “ตัวจริงกวนกว่าตอนโทรศัพท์อีก”

    “ขอบคุณครับ”

    “ไม่ได้ชม”

    “รับหมดครับตอนนี้”

    เมษาส่ายหน้า แล้วชี้ไปด้านข้างบ้าน

    “รถอยู่ตรงนั้น”

    เหมันต์หันตาม

    รถ EV สีขาวจอดอยู่บนลานข้างบ้านซึ่งยกสูงจากถนนเกือบเมตร ถึงอย่างนั้นน้ำก็ขึ้นมาถึงล้อแล้ว ราวหนึ่งในสามและยังค่อย ๆ สูงขึ้น

    ต่ำกว่าถนนด้านนอกมากก็จริง แต่ก็ยังไม่ใช่ระดับที่จะชะล่าใจได้

    ด้านในบ้าน ชั้นล่างมีน้ำเข้าแล้ว ของใช้หลายอย่างถูกยกขึ้นวางบนโต๊ะ บันได และชั้นสูง เห็นกล่องพลาสติกกองเรียงอยู่ตรงทางขึ้นชั้นสอง

    เหมันต์ไม่ได้เดินตรงเข้าไปที่รถทันที

    เขาหยุดดูระดับน้ำรอบลาน มองใต้ท้องรถ มองบริเวณตัวถัง แล้วหันกลับมาถาม

    “ตอนนี้รถปิดอยู่ใช่ไหม”

    “ค่ะ ไม่ได้เปิดตั้งแต่บ่าย”

    “ไม่ได้ลองขยับอีกเลย?”

    “ไม่ค่ะ คุณบอกไม่ให้ยุ่ง”

    “ดีมาก”

    เมษาเลิกคิ้ว

    “ชมเป็นด้วย?”

    “นาน ๆ ทีครับ”

    เขามองรอบรถอีกครั้ง น้ำยังอยู่ต่ำกว่าขอบประตู ไม่มีร่องรอยว่าขึ้นถึงห้องโดยสาร และไม่มีอะไรผิดปกติที่ทำให้เขาต้องถอยออกมา

    เมษายืนอยู่บนขั้นบันไดเหนือระดับน้ำ

    “ทำได้ไหม”

    เหมันต์พยักหน้า

    “สภาพนี้ยังพอจัดการส่วนที่ผมมาทำได้ครับ”

    “นึกว่าพอมาถึงก็ถอดเลย”

    เขาหันมอง

    “ผมเป็นช่างนะครับ ไม่ใช่พระเอกหนัง”

    “ตอนเดินลุยน้ำมาเหมือนอยู่นะ”

    “อันนั้นช่วยตัดออกจากประวัติผมด้วย”

    เธอหัวเราะ

    เหมันต์ยกกระเป๋าเครื่องมือขึ้นวางบนขั้นปูนข้างลานที่พ้นน้ำ แล้วมองมือตัวเอง

    “มีผ้าแห้งไหมครับ”

    “มีค่ะ รอแป๊บ”

    เมษาหันกลับไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กจากกองของที่ย้ายไว้บนบันได ก่อนยื่นให้เขา

    เหมันต์รับมา เช็ดมือ แขน และด้ามเครื่องมือจนแห้ง

    เมษามองอยู่ครู่หนึ่ง

    “ต้องขนาดนี้เลย?”

    “เรื่องไฟ ผมไม่เสี่ยงครับ”

    เขาวางผ้าลง แล้วรูดซิปกระเป๋าเครื่องมือ

    จากของทั้งหมดข้างใน เหมันต์หยิบประแจด้ามสั้นออกมาเพียงอันเดียว

    เมษาก้มมอง

    “พกมาแค่นั้น?”

    “สำหรับรถรุ่นนี้ เบอร์สิบก็พอแล้วครับ”

    “นี่ฉันให้คุณลุยน้ำมาตั้งไกล เพื่อประแจอันเดียวเนี่ยนะ”

    “อย่าเพิ่งดูถูกมันครับ วันนี้มันสำคัญกว่าผมอีก”

    เมษาหลุดหัวเราะ

    เหมันต์หันกลับไปที่รถ ตรวจสภาพเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเปิดฝากระโปรง จากนั้นจึงจัดการแยกระบบแบตเตอรี่สิบสองโวลต์ตามขั้นตอนของรถรุ่นนั้น ปลดขั้วลบและจัดสายให้อยู่ห่างจากจุดต่อเดิม

    ใช้เวลาไม่ถึงสองนาที

    เขาปิดฝากระโปรง

    “เรียบร้อย”

    เมษากะพริบตา

    “แค่นี้?”

    เหมันต์ค่อย ๆ หันกลับมา

    “อย่าพูดคำนั้น”

    “ทำไม”

    “ผมใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะมาถึง”

    เมษากลั้นหัวเราะ

    “ฉันนึกว่าต้องถอดแบตออกมาทั้งลูก”

    “ไม่ครับ”

    “งั้นคุณลุยน้ำมาครึ่งเมืองเพื่อทำงานไม่กี่นาที?”

    เหมันต์มองเธอนิ่ง ๆ

    “ถ้าคุณอยากให้ผมกลับตอนนี้ ก็พูดต่อได้เลยครับ”

    เมษาหลุดหัวเราะ

    “ขอโทษค่ะ”

    “ไม่ทันแล้วครับ”

    “แต่เสร็จจริง?”

    “ส่วนที่ผมมาทำ เสร็จครับ”

    เขาหันกลับไปมองรถ

    “หลังน้ำลดก็ต้องตรวจรถอีกทีนะครับ อย่าเพิ่งคิดว่าทำตรงนี้แล้วจะเอาไปใช้ได้ตามปกติ”

    “ค่ะ”

    “ดีครับ”

    เมษามองรถ แล้วหันกลับมามองเขา

    “แต่มันก็ยังเร็วอยู่ดี”

    เหมันต์หันขวับ

    เมษารีบยกสองมือ

    “ไม่ได้พูดว่าแค่นี้นะ!”

    เขาหรี่ตามอง

    เธอยังกลั้นหัวเราะอยู่

    เสียงชายสูงวัยดังลงมาจากชั้นสอง

    “เรียบร้อยไหมลูก”

    เมษาเงยหน้า

    “เรียบร้อยแล้วค่ะพ่อ”

    เหมันต์ยกมือไหว้

    ชายสูงวัยที่ยืนพิงไม้เท้าอยู่ตรงระเบียงยกมือรับ

    “ขอบใจมากนะ”

    “ไม่เป็นไรครับ”

    “ขึ้นมาก่อนสิ เปียกหมดแล้ว”

    เหมันต์ก้มมองตัวเอง

    ตั้งแต่เอวลงไปแทบไม่มีส่วนไหนแห้ง ช่วงบนก็เปียกทั้งจากฝนและเหงื่อจนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร

    เมษามองตาม

    “เดี๋ยวนะ”

    “อะไร”

    “คุณจะขึ้นมาทั้งอย่างนี้เลยเหรอ”

    “ก็เมื่อกี้คุณเพิ่งชวนขึ้น”

    “ฉันหมายถึงเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนค่ะ ไม่ใช่เดินหยดน้ำขึ้นชั้นสอง”

    “อ๋อ”

    “อ๋ออะไร”

    “นึกว่าเป็นการต้อนรับแบบบ้านน้ำท่วม”

    เมษากลอกตา

    “รอตรงนี้”

    เธอขึ้นบันไดไปชั้นสอง

    ครู่หนึ่งก็กลับมาพร้อมผ้าขนหนูผืนใหญ่ เสื้อยืด และกางเกงขาสั้นพับอยู่ในมือ

    “ของพ่อค่ะ”

    เหมันต์รับมา

    มองเสื้อ

    มองพ่อเธอที่อยู่ชั้นบน

    แล้วมองเสื้ออีกที

    “คุณพ่อใส่ไซซ์นี้จริงเหรอครับ”

    เมษาหลุดหัวเราะ

    “เมื่อก่อนค่ะ”

    “คำว่าเมื่อก่อนนี่กี่ปี”

    “ไม่รู้ค่ะ แต่ยังดีกว่าใส่ชุดเปียก”

    เขาคลี่กางเกงออก

    เงียบไปสองวินาที

    “นี่?”

    “กางเกงบอลของพ่อ”

    เหมันต์มองกางเกง

    มองเธอ

    “มีตัวเลือกอื่นไหมครับ”

    “มีค่ะ”

    “อะไร”

    “ชุดเดิมของคุณ”

    เขาพับกางเกงกลับทันที

    “ตัวนี้ดีมากครับ”


    ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา เหมันต์กลับออกมาในสภาพที่แห้งขึ้นมาก

    เสื้อยืดของพ่อเมษาหลวมกว่าตัวเขาเล็กน้อย

    แต่ปัญหาจริงอยู่ที่กางเกงบอล

    มันสั้นกว่าที่เขาคาด

    เมษาที่กำลังจัดของอยู่หันมาเห็นพอดี

    นิ่งไป

    แล้วรีบหันหน้าหนี

    ไหล่สั่น

    เหมันต์มองตัวเอง

    “หัวเราะออกมาเถอะครับ”

    “ไม่ได้หัวเราะค่ะ”

    “เสียงคุณออกแล้ว”

    เธอหันกลับมา

    หลุดหัวเราะจนต้องเอามือปิดปาก

    “ขอโทษ”

    “ไม่ทันแล้วครับ”

    พ่อของเมษาหัวเราะดังมาจากอีกฝั่ง

    “ตัวโปรดพ่อเลยนะ!”

    เหมันต์ยกมือไหว้

    “ขอบคุณครับพ่อ แต่ผมขอไม่ถามว่าใส่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”

    เมษายังหัวเราะอยู่

    “อย่างน้อยก็แห้ง”

    “ครับ”

    เขามองตัวเอง

    “แต่ผมว่าตอนเปียกยังดูน่าเชื่อถือกว่า”

    “ไม่จริงค่ะ”

    “จริง”

    “ตอนนี้เหมือนนักฟุตบอลเกษียณ”

    “คุณนี่ใจร้ายกว่าตอนโทรศัพท์อีกนะ”

    “เพิ่งเจอตัวจริงค่ะ ต้องรีบทำคะแนน”

    บนโต๊ะมีข้าวที่เหลือจากตอนกลางวัน ไข่เจียว ปลากระป๋อง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

    ไม่มีอะไรพิเศษ

    แต่หลังจากเดินลุยน้ำมาหลายชั่วโมง เหมันต์มองมันเหมือนโต๊ะอาหารโรงแรมห้าดาว

    พ่อของเมษาพยักหน้า

    “กินก่อนลูก เดี๋ยวเย็น”

    เหมันต์ยังไม่ทันตอบ

    ท้องก็ร้องขึ้นมาเสียก่อน

    เมษาหันมามอง

    “นิดหน่อย?”

    เหมันต์ถอนหายใจ

    “วันนี้คุณจะจำทุกคำเลยใช่ไหม”

    “ค่ะ”

    เธอเลื่อนน้ำสองขวดมาตรงหน้า

    “ตามสัญญา”

    เหมันต์มอง

    “สองจริงด้วย”

    “ฉันรักษาคำพูดค่ะ”

    เขาชะงักไปนิดหนึ่ง

    ก่อนยิ้ม

    “ครับ”

    แล้วนั่งลงกินข้าวกับครอบครัวของผู้หญิงที่เมื่อเช้ายังไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ

    —

    ความเหนื่อยทั้งหมดของวันไม่ได้หายไปไหน

    มันแค่รอให้เหมันต์นั่งลงเท่านั้นเอง

    พอลุกหลังอาหาร ขาทั้งสองข้างก็หนักเหมือนยืมมาจากคนอื่น

    เมษามองแล้วขมวดคิ้ว

    “ไหวไหม”

    “ไหวครับ”

    “ตอบอัตโนมัติอีกแล้ว”

    เขาชะงัก

    “งั้นไม่ไหวครับ”

    “ดีมาก เริ่มพูดความจริงเป็นแล้ว”

    เธอรับแก้วน้ำจากมือเขา

    “ไปนั่ง เดี๋ยวฉันเก็บเอง”

    “ผมช่วยได้”

    “รู้ค่ะ”

    เมษามองขาเขา

    “แต่วันนี้ช่วยคนอื่นมาเยอะแล้ว”

    เหมันต์ไม่ได้เถียง

    ฝนด้านนอกกลับมาตกหนักขึ้น

    ไฟดับทั้งละแวก เหลือเพียงโคมฉุกเฉินกับไฟฉายให้แสงอยู่บนชั้นสอง

    พ่อของเมษานั่งพิงหมอนบนโซฟา

    “เหมันต์”

    “ครับพ่อ”

    เขาตอบไปตามธรรมชาติ

    แล้วชะงัก

    เมษาหันขวับ

    พ่อของเธอหัวเราะ

    “เรียกพ่อเลยเหรอ”

    เหมันต์ยกมือทันที

    “ขอโทษครับ ติดปาก”

    “ไม่เป็นไร”

    ชายสูงวัยยิ้ม

    “เรียกไว้ก่อนก็ได้”

    “พ่อ!”

    เหมันต์หันหน้าหนีเพื่อซ่อนยิ้ม

    “ผมไม่เกี่ยวครับ”

    เมษาชี้หน้าเขา

    “คุณก็ด้วย”

    “ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย”

    “หน้าพูดหมดแล้ว”

    พ่อของเธอส่ายหน้า

    “สองคนนี้เพิ่งรู้จักกันจริงเหรอ”

    ทั้งคู่ตอบพร้อมกัน

    “จริงครับ”

    “จริงค่ะ”

    แล้วหันมามองกัน

    ก่อนหลุดหัวเราะ

    พ่อของเมษาส่ายหน้าอีกครั้ง

    “นึกว่ารู้จักกันมานาน”

    —

    เสียงเรือดังผ่านหน้าบ้าน

    เมษาลุกไปดู

    เหมันต์เดินตาม

    เรือลำเล็กกำลังรับคนจากบ้านฝั่งตรงข้าม มีชายสองคนช่วยกันยกกระเป๋า อีกคนอุ้มสุนัขขึ้นเรือ

    เมษาพูดเบา ๆ

    “ตอนบ่ายบ้านนั้นยังมีเด็กเล่นน้ำอยู่เลย”

    “ตอนนี้ย้ายออก?”

    “ยายเขาเริ่มไม่สบาย”

    ทั้งสองยืนมองจนเรือเคลื่อนออกไป

    เหมันต์ถาม

    “กลัวไหม”

    เมษาไม่ได้ตอบทันที

    “ตอนแรกไม่เท่าไร”

    “แล้วตอนนี้”

    “นิดหน่อย”

    เธอหันมามองเขา

    “ตอนน้ำเริ่มขึ้น ฉันคิดแค่ว่าต้องย้ายอะไร ต้องดูพ่อ ต้องโทรหาใครบ้าง ไม่มีเวลาคิดอย่างอื่น”

    “พอหยุดถึงเพิ่งรู้ว่ากลัว?”

    “ค่ะ”

    เหมันต์พยักหน้า

    “วันนี้ผมก็เป็น”

    “กลัวอะไร”

    เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง

    “กลัวไปไม่ถึงมั้ง”

    “เพราะรถ?”

    เหมันต์หัวเราะเบา ๆ

    “ตอนแรกใช่”

    “แล้วทีหลัง?”

    เขาหันไปมองเธอ

    “คำถามนี้แพงนะครับ”

    “คิดค่าแรงอีก?”

    “ครับ”

    “งั้นไม่ถามแล้ว”

    เธอเดินกลับไปนั่ง

    เขายิ้มแล้วเดินตาม

    Sponsored Ads

    ฝนยังตกหนักอยู่

    น้ำตรงถนนด้านล่างไม่ได้ลด

    เรือที่ผ่านไปเริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ

    พ่อของเมษามองออกไปแล้วพูด

    “คืนนี้ก็นอนนี่แหละ อย่าออกไปแล้ว”

    เหมันต์มองทางที่ตัวเองมา

    ขามายังมีแสง

    ยังมีรถกระบะ

    ยังมีเรือ

    ตอนนี้มืดสนิทแล้ว

    ต่อให้เขาอยากกลับ ก็ดูจะเป็นความคิดที่โง่กว่าเดินหลงไปซอยห้าสิบเสียอีก

    เมษากอดอก

    “ดูเหมือนลูกค้าต้องรับผิดชอบที่พักด้วยแล้วนะคะ”

    เหมันต์ถอนหายใจ

    “คิดค่าแรงเพิ่มได้ไหมครับ”

    “หักค่ากางเกงแล้วเหลือศูนย์”

    พ่อของเธอหัวเราะ

    คืนนั้น ชั้นสองของบ้านกลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทั้งสามคนอยู่ร่วมกัน

    กล่องเอกสาร

    ถุงเสื้อผ้า

    เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขนหนีน้ำ

    อาหารสำรอง

    ทุกอย่างกองอยู่เต็มมุมห้อง

    พ่อของเมษาถามเรื่องอู่

    เรื่องรถ

    เรื่องทางที่เหมันต์ผ่านมา

    พอเขาเล่าเรื่องท้ายกระบะ เรื่องเรือ และเรื่องแมว ชายสูงวัยหัวเราะจนต้องหยุดพัก

    “แมวมันไม่ชอบหน้าคุณมั้ง”

    เมษาพูด

    “ผมก็ไม่ได้ชอบมันก่อนครับ”

    “ไปโทษแมวอีก”

    “คุณอยู่ข้างใคร”

    “แมว”

    “ดีครับ”

    พ่อของเธอมองทั้งคู่

    “เพิ่งรู้จักกันจริง ๆ ใช่ไหม”

    เมษาหันไป

    “พ่อถามรอบที่สองแล้วนะ”

    “ก็ยังไม่ค่อยเชื่อ”

    —

    ดึกกว่านั้น เมษาเข้าไปหาฟูกเล็กจากห้องเก็บของ

    เสียงดัง ตุ้บ ลอยออกมา

    เหมันต์หันไป

    “อะไร”

    “ไม่มีอะไร!”

    เขาเดินไปดู

    เมษากำลังพยายามลากฟูกออกมาจากใต้กล่องหลายใบ

    กล่องด้านบนเริ่มเอียง

    เหมันต์รีบจับไว้

    “บอกว่าให้ช่วยไหม”

    “ไม่ต้อง”

    เขายกกล่องลงวางข้าง ๆ

    “ครับ เห็นเลย”

    เมษามองค้อน

    “คุณกวนแบบนี้ตลอดหรือไง”

    “เฉพาะคนที่เริ่มก่อน”

    “ฉันเริ่มตรงไหน”

    “‘พูดแล้วนะคะ’”

    เมษาหัวเราะ

    “ก็กลัวคุณไม่มา”

    คำตอบนั้นทำให้เขาชะงัก

    เธอเองก็ดูเหมือนเพิ่งรู้ว่าพูดอะไรออกมา

    จึงก้มหน้าลากฟูกต่อ

    “เอาไปปูตรงหน้าห้องนั่งเล่นก็ได้ค่ะ”

    “ครับ”

    ทั้งสองช่วยกันยกออกมา

    พอปูฟูกเสร็จ เมษาสังเกตเห็นรอยถลอกตรงมือเขา

    “เจ็บไหม”

    “ไม่ครับ”

    เธอเงยหน้ามอง

    “ตอบอัตโนมัติ?”

    เหมันต์มองมือตัวเอง

    “นิดหน่อย”

    “ดีขึ้น”

    เมษาหยิบกล่องปฐมพยาบาล

    “มือมา”

    “ไม่เป็นไร”

    “เหมันต์”

    เขายื่นมือให้โดยไม่เถียงต่อ

    เธอเช็ดรอยถลอกเล็ก ๆ ตรงข้อนิ้ว

    เหมันต์มองเธอก้มหน้าอยู่

    ผมบางส่วนหลุดจากที่รวบไว้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

    ไม่มีอะไรเหมือนรูปโปรไฟล์จริง ๆ

    แต่เขากลับคิดว่าแบบนี้ดูดีกว่า

    “มองอะไร”

    เมษาถามทั้งที่ยังไม่เงยหน้า

    เหมันต์หันหนี

    “ดูว่าทำถูกไหม”

    “ฉันไม่ได้ถอดแบตนะ”

    “ก็เลยต้องดู”

    เธอเงยหน้าขึ้น

    ระยะห่างใกล้กว่าที่ทั้งคู่ตั้งใจ

    เงียบไปครู่หนึ่ง

    เหมันต์เป็นฝ่ายขยับถอยเล็กน้อย

    “โอเคแล้วมั้งครับ”

    “ยัง”

    “แผลนิดเดียว”

    “คนเดินลุยน้ำมาตั้งหลายชั่วโมง แล้วจะมาทำเก่งตอนติดพลาสเตอร์เนี่ยนะ”

    เหมันต์มองกางเกงบอลตัวเอง

    “จริงด้วยครับ วันนี้ภาพลักษณ์ไม่น่าเหลืออะไรแล้ว”

    เมษาหลุดหัวเราะ

    —

    หลังจากนั้นทั้งสองออกมายืนตรงระเบียง

    ชุดเปียกของเหมันต์แขวนอยู่ใต้ชายคา

    ถนนด้านล่างยังเป็นผืนน้ำ

    บ้านฝั่งตรงข้ามส่งไฟฉายเป็นสัญญาณให้เรือที่ผ่านไป

    ไกลออกไปมีคนตะโกนบอกว่าบ้านท้ายซอยยังมีน้ำดื่มเหลือ

    อีกบ้านตอบกลับว่ามีข้าว ถ้าขาดให้มาเอา

    เมษามองภาพเหล่านั้น

    “แปลกเนอะ”

    “อะไร”

    “เมื่อวานยังแทบไม่คุยกัน พอน้ำมาก็รู้จักกันหมด”

    เหมันต์พยักหน้า

    “วันนี้ผมก็รู้จักคนเยอะ”

    “กี่คน”

    “คนขับกระบะหนึ่ง คนเรือสอง ป้าหนึ่ง แมวหนึ่ง”

    “แมวนับด้วย?”

    “สำคัญมาก”

    “แล้วอีกคน?”

    เขาหันมอง

    “อีกคนไหน”

    “คนที่โทรถามถึงไหนตลอดทางไง”

    เหมันต์ยิ้ม

    “คนนั้นเรื่องเยอะ ไม่นับ”

    เมษาตีแขนเขาเบา ๆ

    “โอ๊ย”

    “เจ็บ?”

    “มาก”

    “โกหก”

    เขาหันมามองเธอ

    “เริ่มรู้ทันแล้วนะ”

    “ไม่ยากค่ะ”

    ทั้งสองเงียบไปพักหนึ่ง

    ก่อนเมษาจะถาม

    “ตอนฉันบอกให้กลับ ทำไมไม่กลับจริง ๆ”

    คราวนี้ไม่มีโทรศัพท์คั่น

    ไม่มีเสียงน้ำดังจนต้องรีบตอบ

    เหมันต์มองถนนข้างหน้า

    “ตอนแรกผมก็ว่าจะกลับ”

    “แล้ว?”

    “ได้ยินคุณบอกพ่อว่าผมกำลังมา”

    “ฉันไม่อยากให้พ่อกังวล”

    “รู้”

    “งั้นก็ไม่เกี่ยวกับคุณนี่”

    เหมันต์ยักไหล่

    “ก็คงงั้น”

    เงียบ

    “แต่ผมคิดว่า ถ้ากลับจริง แล้วคุณต้องบอกเขาทีหลังว่าผมไม่มา…”

    เขาหยุด

    “ไม่รู้สิ”

    เมษาถอนหายใจ

    “อีกแล้ว”

    “ครับ”

    “ลองตอบง่าย ๆ ดู”

    เหมันต์คิด

    ก่อนพูด

    “ก็ผมบอกว่าจะมา”

    เมษามองเขานานขึ้น

    “เพราะแค่นั้นจริง ๆ?”

    เขาเกือบตอบว่าใช่

    คำตอบนั้นง่ายที่สุด

    ปลอดภัยที่สุด

    แต่สุดท้ายกลับพูดว่า

    “ตอนแรกครับ”

    เมษาเลิกคิ้ว

    “แล้วตอนหลัง?”

    เหมันต์หันมามองเธอ

    “ตอนหลังอยากรู้”

    “รู้อะไร”

    “ว่าคนที่โทรเร่งผมทั้งวัน หน้าตาเป็นยังไงตอนหัวเราะต่อหน้า”

    เมษาหลุดหัวเราะ

    “แค่นี้?”

    “แล้วก็อยากรู้ว่าเสียงเหมือนในโทรศัพท์ไหม”

    เสียงหัวเราะของเธอหยุดไปนิดหนึ่ง

    เหมันต์เองก็รู้ตัวช้าไปหนึ่งจังหวะว่าพูดตรงเกินไป

    เขาไอเบา ๆ

    “สรุปก็เหมือนครับ”

    เมษาก้มหน้า

    แต่ยังยิ้มอยู่

    ฝนเริ่มซาลง

    ลมเย็นพัดเข้ามา

    เมษากอดแขนตัวเอง

    เหมันต์ขยับไปยืนด้านที่ลมพัดเข้ามาโดยไม่ได้พูดอะไร

    เธอสังเกต

    แต่ก็ไม่ได้พูดเหมือนกัน

    พักหนึ่ง เมษาถาม

    “พรุ่งนี้น้ำลดแล้ว คุณจะกลับเลยไหม”

    “ก็ต้องกลับสิครับ”

    “อ๋อ”

    คำตอบสั้นผิดปกติ

    เหมันต์หันมอง

    “ทำไม”

    “เปล่า”

    “เสียงเหมือนมีอะไร”

    “ไม่มี”

    “โกหก”

    เมษาหันมาทันที

    “เริ่มรู้ทันแล้วเหรอ”

    “ครับ”

    เธอยิ้ม

    “ก็คิดว่าจะเลี้ยงกาแฟตามที่บอก”

    “อันนั้นวันนี้ก็ยังไม่ได้”

    “ไฟดับ จะให้ชงยังไง”

    “งั้นติดไว้”

    “กาแฟหนึ่งแก้ว?”

    “ครับ”

    เมษาพยักหน้า

    “ได้”

    เหมันต์มองเธอ

    “แต่คราวหน้าผมไม่ลุยน้ำมาแล้วนะ”

    “ใครจะให้ลุย”

    “งั้นดี”

    “ขับรถมาปกติค่ะ”

    เขาเงียบไปครู่หนึ่ง

    “อ๋อ”

    “อ๋ออะไร”

    “มีคราวหน้าด้วย?”

    เมษาชะงัก

    “ฉันหมายถึงถ้าคุณจะมากินกาแฟ”

    “นั่นแหละ”

    “เหมันต์”

    “ครับ”

    “ไปนอนได้แล้ว”

    เขาหัวเราะ

    —

    ก่อนแยกกัน เมษายื่นผ้าห่มให้

    “ถ้าหนาวมีอีกผืนนะ”

    เหมันต์รับมา

    “ชื่อเหมันต์ครับ”

    เธอมอง

    “ถ้ามุกนี้อีกครั้ง ฉันจะเอาผ้าห่มคืน”

    “โอเคครับ”

    เหมันต์นอนลงบนฟูก

    ไฟฉุกเฉินทิ้งเงาจาง ๆ อยู่บนเพดาน

    วันนี้เขาออกจากอู่ตั้งแต่บ่าย

    ขึ้นรถคนแปลกหน้า

    ลงเรือคนแปลกหน้า

    เดินหลง

    เดินย้อน

    เดินต่อ

    ทั้งหมดเพื่อทำงานที่ใช้เวลาไม่กี่นาที

    ถ้ามีใครเล่าให้ฟังเมื่อเช้า เขาคงหัวเราะ

    โทรศัพท์ข้างตัวสั่น

    ข้อความจากเมษา

    ทั้งที่ห้องของเธออยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตร

    ถึงไหนแล้วคะ

    เหมันต์มองอยู่สองวินาที

    ก่อนหัวเราะออกมา

    ถึงแล้วครับ

    ข้อความตอบกลับทันที

    ดีค่ะ

    แล้วอีกข้อความก็ตามมา

    คราวนี้ไม่ต้องไปไหนแล้วนะ

    เหมันต์มองมันอยู่นาน

    ก่อนพิมพ์

    ครับ

    คืนนี้ไม่ไปแล้ว

    —

    เช้าวันต่อมา ฝนหยุด

    ยังไม่มีแดด

    แต่แสงสีเทาที่ลอดผ่านเมฆลงมาก็เพียงพอให้ทั้งซอยดูเหมือนโลกกลับมาอีกครั้ง

    น้ำบนถนนยังสูง แต่กระแสเบาลง

    เหมันต์ตื่นเพราะเสียงคนเดินผ่านหน้าฟูก

    พอลืมตา สิ่งแรกที่เห็นคือกางเกงบอลของพ่อเมษาที่ยังอยู่บนตัว

    เขาหลับตากลับทันที

    หวังว่าตัวเองจะฝัน

    “ตื่นแล้วเหรอคะ”

    เสียงเมษาดังจากด้านข้าง

    เหมันต์ลืมตาอีกครั้ง

    เธอยืนถือแก้วอยู่สองใบ

    “อรุณสวัสดิ์ครับ”

    “เมื่อคืนหลับดีไหม”

    “ดีครับ”

    “กางเกงใส่สบายไหม”

    เหมันต์ดึงผ้าห่มขึ้นปิดขา

    “เราไม่พูดเรื่องนี้กันได้ไหม”

    เมษาหัวเราะ

    แล้วยื่นแก้วให้

    “กาแฟ”

    เหมันต์รับมา

    “ไฟมาแล้ว?”

    “ยังค่ะ”

    “แล้ว?”

    “กาแฟสำเร็จรูป น้ำจากกระติก”

    เขาจิบ

    เงียบ

    เมษาจ้องหน้า

    “เป็นไง”

    เหมันต์พยักหน้าอย่างคนพยายามรักษามารยาท

    “ดีครับ”

    “จริง?”

    “ครับ”

    “โกหก”

    เขาหัวเราะ

    “หวานไปนิด”

    “นิด?”

    “ข้อมูลมีการอัปเดตครับ หวานมาก”

    เมษาหัวเราะจนต้องนั่งลง

    “ฉันชงเอง”

    “รู้เลยครับ”

    “หมายความว่าไง”

    “ไม่มีอะไร”

    “เหมันต์”

    “อร่อยครับ”

    “ไม่ทันแล้ว”

    ทั้งสองนั่งดื่มกาแฟอยู่ข้างหน้าต่าง

    รถสีขาวยังจอดอยู่ที่เดิม

    เมษามองลงไป

    “รถจะเป็นอะไรไหม”

    เหมันต์ตอบตามตรง

    “ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ครับ หลังสถานการณ์ปกติต้องตรวจอีกที”

    “แปลว่าอาจเสีย?”

    “อาจ”

    เธอพยักหน้า

    ไม่ได้ดูร้อนรนเหมือนเมื่อวานอีกแล้ว

    “อย่างน้อยก็ทำเท่าที่ทำได้แล้ว”

    เหมันต์หันมอง

    “พูดเหมือนช่างเลย”

    “เมื่อคืนฟังมาทั้งวัน”

    “งั้นคิดค่าคอร์สด้วย”

    “แพงไหม”

    “กาแฟอีกแก้ว”

    เมษายกแก้วของตัวเองขึ้น

    “อันนี้ยังไม่หมดเลย”

    “งั้นติดไว้”

    เธอยิ้ม

    “ติดไว้อีกแล้ว”

    —

    สายหน่อย เรือของเพื่อนบ้านมารับคนออกไปยังถนนใหญ่

    เหมันต์เปลี่ยนกลับเป็นเสื้อผ้าตัวเดิมที่แห้งพอใส่ได้

    กางเกงบอลถูกพับคืนอย่างดี

    เมษารับไป

    มองอยู่ครู่หนึ่ง

    “ไม่เอาไว้เป็นที่ระลึกเหรอ”

    “เกรงใจครับ”

    “นึกว่าจะชอบ”

    “ชอบกาแฟมากกว่า”

    เธอเงยหน้ามอง

    “จำไว้แล้วค่ะ”

    ก่อนลงบันได พ่อของเมษายื่นมือมา

    เหมันต์รับไว้

    “ขอบใจมากนะ”

    “ไม่เป็นไรครับ”

    “รถเรียบร้อยแล้ว แวะมากินข้าวอีก”

    เมษารีบพูด

    “พ่อ”

    “อะไร”

    “เขามีบ้านเขา”

    “ก็รู้ จะชวนมากินข้าว ไม่ได้ชวนมาย้ายเข้า”

    เหมันต์พยายามไม่หัวเราะ

    เมษาหันมาทันที

    “คุณอย่าขำ”

    “ยังไม่ได้ขำครับ”

    “หน้าออกแล้ว”

    เธอยื่นถุงเล็ก ๆ ให้

    ข้างในมีน้ำหนึ่งขวด ขนมปังสองชิ้น และพลาสเตอร์อีกหลายแผ่น

    เหมันต์มอง

    “นี่อะไร”

    “เผื่อหิว”

    “ขากลับมีเรือแล้วนะ”

    “รู้ค่ะ”

    “กลัวผมหลงอีก?”

    “เผื่อไว้”

    เขารับมา

    “ขอบคุณครับ”

    ทั้งคู่ยืนมองกันอยู่ครู่หนึ่ง

    เมษาเป็นฝ่ายพูด

    “ถึงแล้วบอกด้วยนะ”

    เหมันต์เลิกคิ้ว

    “จะถามถึงไหนอีกหรือเปล่า”

    “ไม่ถามแล้วค่ะ”

    “จริง?”

    “ถ้าถึงแล้วไม่บอก ค่อยถาม”

    เขายิ้ม

    “โอเค”

    เรือออกจากหน้าบ้าน

    เมษายืนอยู่บนบันได

    เหมันต์นั่งท้ายเรือ

    ระยะห่างค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

    ก่อนเรือเลี้ยวพ้นหัวมุม เขาหันกลับไป

    เธอยังยืนอยู่ที่เดิม

    เหมันต์ยกมือ

    เมษายกมือตอบ

    แล้วบ้านก็หายไปจากสายตา

    —

    ตอนกลับถึงอู่ ลูกน้องสองคนมองเขาเหมือนคนหายกลับมาจากสงคราม

    คนแรกถาม

    “เป็นไงพี่”

    เหมันต์วางกระเป๋าเครื่องมือลง

    “เรียบร้อย”

    “รถ?”

    “ต้องตรวจอีกทีหลังน้ำลด”

    “แล้วพี่ไปทำอะไรมา”

    “จัดการส่วนที่ต้องทำ”

    “แค่นั้น?”

    เหมันต์หันขวับ

    “มึงอย่าพูดคำนี้”

    ทั้งอู่หัวเราะ

    อีกคนถาม

    “แล้วลูกค้าล่ะ”

    เหมันต์หยิบผ้าเช็ดมือ

    “ลูกค้าก็คือลูกค้า”

    “อ๋อ”

    น้ำเสียงลากยาวเกินไป

    “อ๋ออะไร”

    “ไม่มีครับ”

    เหมันต์โยนผ้าใส่หน้าอีกฝ่าย

    โทรศัพท์สั่น

    ข้อความจากเมษา

    ถึงหรือยังคะ

    เขามองแล้วหลุดยิ้ม

    ลูกน้องที่อยู่ใกล้ที่สุดเห็นพอดี

    “ลูกค้า?”

    “ทำงานไป”

    เหมันต์พิมพ์

    ถึงแล้วครับ

    ข้อความกลับมา

    ดีค่ะ

    ตามด้วยอีกข้อความ

    กาแฟยังติดอยู่หนึ่งแก้วนะ

    เขาตอบ

    จำได้ครับ

    เมษาส่งสติกเกอร์ยิ้มมา

    เรื่องวันนั้นจบลงตรงนั้น

    อย่างน้อยเขาก็คิดแบบนั้น

    —

    สามสัปดาห์ต่อมา

    น้ำลดไปหมดแล้ว

    ถนนกลับมาเป็นถนน

    รถที่ได้รับผลกระทบทยอยเข้าศูนย์ เข้าอู่ หรือขึ้นรถสไลด์ไปตามสภาพ

    ช่วงบ่ายวันหนึ่ง เหมันต์กำลังยืนทำงานอยู่ โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่น

    เมษา

    มีรูปแนบมาด้วย

    รถสีขาวคันเดิม

    สะอาด

    แห้ง

    จอดอยู่หน้าบ้าน

    รถกลับมาแล้วค่ะ

    เหมันต์มองรูปแล้วยิ้ม

    ดีเลยครับ เป็นไงบ้าง

    มีซ่อมหลายอย่าง แต่กลับมาแล้วค่ะ

    ถือว่าโชคดีครับ

    สามจุดขึ้น

    แต่มีปัญหา

    เหมันต์ขมวดคิ้ว

    อะไรครับ

    ฉันยังทำเรื่องแบตไม่เป็น

    เขาหัวเราะ

    ผมส่งคลิปให้แล้วนะ

    ดูแล้วค่ะ

    แล้ว?

    ไม่เข้าใจ

    คราวนี้มีเครื่องมือหรือยัง

    เว้นไปครู่หนึ่ง

    รูปกล่องเครื่องมือเล็ก ๆ ถูกส่งมา

    ซื้อแล้วค่ะ

    เหมันต์พิมพ์

    งั้นก็ดีเลย

    สามจุดขึ้น

    หายไป

    ขึ้นใหม่

    แต่ไม่อยากดูคลิปแล้ว

    เขาหยุดนิ้ว

    แล้วจะทำยังไง

    เงียบไปเกือบนาที

    จากนั้นข้อความหนึ่งปรากฏขึ้น

    มาสอนหน่อยค่ะ

    เหมันต์มองประโยคนั้น

    ยิ้มโดยไม่รู้ตัว

    อู่ผมมีบริการสอนถึงบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ

    ตั้งแต่เจ้าของอู่ชอบโพสต์อะไรไม่คิดค่ะ

    เขาหัวเราะ

    ไกลนะครับ

    รู้ค่ะ

    ไม่มีน้ำท่วมแล้วนะ

    ดีค่ะ

    ไม่มีเรือให้เกาะด้วย

    ยิ่งดี

    เหมันต์มองหน้าจออยู่พักหนึ่ง

    ก่อนพิมพ์

    ส่งพิกัดมา

    ข้อความกลับมาเร็วมาก

    จำไม่ได้เหรอคะ

    ครั้งนี้เขาไม่ต้องเปิดแผนที่

    ไม่ต้องซูมออก

    ไม่ต้องคิดว่ามันไกลแค่ไหน

    เหมันต์หยิบกุญแจรถจากโต๊ะ

    ลูกน้องเงยหน้าขึ้น

    “ไปไหนพี่”

    เขาเดินผ่าน

    “ไปหาลูกค้า”

    “คนไหน”

    โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง

    จะมาจริงไหมคะ

    เหมันต์พิมพ์ตอบระหว่างเดินออกจากอู่

    เดี๋ยวผมไป

    คราวนี้—

    เขารู้ดีว่าอยากไปทำไม

    Sponsored Ads

    หมายเหตุจากผู้เขียน
    
    
    เรื่องสั้น “เดี๋ยวผมไป” ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริงที่เล่าโดย กิ้งกือ EV Shop เกี่ยวกับการเดินทางเข้าไปช่วยผู้ใช้รถ EV ในพื้นที่น้ำท่วม
    
    
    
    ผู้เขียนได้รับอนุญาตจากเจ้าของเรื่องต้นทางให้นำแกนเหตุการณ์ดังกล่าวมาเป็นแรงบันดาลใจและดัดแปลงเป็นงานเขียนเชิงสร้างสรรค์
    
    
    
    ตัวละคร เหมันต์, เมษา, ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร บทสนทนา สถานที่ และเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องเป็นเรื่องสมมติ 
    มิได้มีเจตนาถ่ายทอดบุคคลหรือเหตุการณ์จริงแบบตรงตัว
    
    
    
    ขอขอบคุณ กิ้งกือ EV Shop สำหรับเรื่องเล่าต้นทาง และสำหรับคำธรรมดา ๆ อย่าง
    
    “เดี๋ยวไปช่วย”
    
    ที่ทำให้เกิดคำถามเล็ก ๆ ขึ้นมาว่า—
    
    บางครั้ง คำพูดเพียงประโยคเดียว  
    
    จะพาเราไปได้ไกลแค่ไหน
    
    

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.

    Note