You have no alerts.
    Header Background Image
    นิยายแปล แบ่งปัน สนุกขำขัน ได้ที่นี่ WhatANovel.com
    Chapter Index

    คืนธารา — ธาม (When Time Returns to the River) by S.J. Raventide

    ธามยังไม่แน่ใจว่ากระทงใบตองราคาใบละหนึ่งร้อยห้าสิบบาทควรมีอายุการใช้งานนานแค่ไหน

    แต่ของเขาอยู่ในมือมาเกือบสองชั่วโมงแล้ว

    กลีบดอกไม้ตรงขอบเริ่มช้ำ เทียนยังไม่ได้จุด และก้านธูปเอียงไปด้านหนึ่งราวกับกำลังหมดความอดทนแทนเจ้าของ

    ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กระทง อยู่ที่เจ้าของยังไม่รู้ว่าจะลอยมันไปพร้อมกับอะไร

    คำขอ?

    คำขมา?

    สิ่งที่อยากปล่อย?

    ธามไม่มีสักอย่างที่ชัดพอจะยอมเสียกระทงราคาเท่าข้าวสองมื้อให้กับมัน

    เขาจึงเดินวนอยู่ในงานลอยกระทงต่อไป

    รอบตัวเต็มไปด้วยผู้คน

    คู่รักกำลังผลัดกันถ่ายรูป

    เด็กชายคนหนึ่งงอแงอยากเป็นคนจุดธูปเอง

    กลุ่มวัยรุ่นเถียงกันว่าถ่ายแนวตั้งหรือแนวนอนดีกว่า

    กลิ่นธูปลอยปนกับหมึกย่าง ลูกชิ้นทอด และควันจากร้านอาหารจนแยกไม่ออกว่าอะไรคือกลิ่นของประเพณี อะไรคือกลิ่นของความหิว

    ชายคนหนึ่งถอยหลังเพื่อถ่ายรูปแฟนจนเกือบชนธาม

    ธามหลบ พร้อมยกกระทงขึ้นสูงโดยอัตโนมัติ

    หนึ่งร้อยห้าสิบบาท

    อย่างน้อยก็ต้องรักษากลีบดอกไม้ให้ครบก่อนถึงน้ำ

    เขากำลังคิดว่าจะซื้ออะไรกินเสียก่อน ก่อนจะไปทางท่าน้ำ

    ธามไม่ได้ตั้งใจมองป้าย แต่สุดท้ายก็มองอยู่ดี

    ลูกศรชี้ไปทางท่าน้ำติดอยู่สูงเกินระดับสายตา คนที่เดินมาจากอีกฝั่งต้องเลยจุดเลี้ยวไปเกือบสามก้าวถึงจะเห็น

    ด้านหน้ามีทางลาดทำใหม่

    กว้างพอ

    แต่ปลายทางมีถังขยะวางกินพื้นที่ไปเกือบครึ่ง

    เขาหยุด

    ขยับตัวหลบคนที่เดินตามหลัง

    แล้วมองอีกครั้ง

    ถังขยะไม่ได้หนัก

    แค่ไม่มีใครคิดว่ามันอยู่ผิดที่

    ธามหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

    ถ่ายรูป

    เก็บไว้

    ไม่ได้ตั้งใจจะร้องเรียนอะไรคืนนี้ เป็นนิสัยจากงานที่ติดมาด้วย

    เขาชอบเห็นจุดที่ทำให้คนต้องหยุด

    จุดที่ทำให้ต้องย้อน

    จุดที่คนออกแบบคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังบังคับให้ใครเลือกทางไหน

    ข้างหน้า คนกลุ่มหนึ่งยืนลังเลตรงทางแยก

    ป้ายหนึ่งชี้ไปท่าน้ำ

    อีกป้ายชี้ไปลานงาน

    ลูกศรหันเกือบชนกัน

    ธามมองอยู่สองวินาที

    จากนั้นเดินเข้าไปบอกทาง

    “ถ้าจะไปปล่อยกระทง เลี้ยวซ้ายครับ”

    คนกลุ่มนั้นขอบคุณ แล้วเดินไปตามทางที่เขาชี้

    ธามเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า

    แล้วเดินต่อไปทางท่าน้ำ ก่อนสายตาไปหยุดอยู่ตรงริมทางเดิน

    หญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น

    ตอนแรกธามไม่ได้มองเพราะเธอสวย

    ถึงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าสวยจริง

    ชุดไทยของเธอไม่ได้ฉูดฉาด สีของผ้าดูเปลี่ยนไปตามแสงจากเทียนและโคมไฟ บางมุมออกเงิน บางมุมออกฟ้าอ่อน

    แต่สิ่งที่ทำให้ธามหยุดคือผู้คนรอบตัวเธอ

    มีคนเข้ามาหาไม่ขาด

    “น้องนางนพมาศ ขอถ่ายรูปหน่อยค่ะ”

    เธอยิ้ม

    ยืนให้ถ่าย

    คนนั้นเดินไป

    อีกคนเข้ามาแทน

    “น้อง มองกล้องนี้หน่อยครับ”

    เธอยิ้มอีก

    แล้วคนก็จากไป

    คนแล้วคนเล่า

    ไม่มีช่วงไหนที่เธออยู่คนเดียวจริง ๆ

    แต่แปลก—

    ธามกลับรู้สึกว่าในงานทั้งงาน ไม่มีใครดูโดดเดี่ยวเท่าเธอ

    ในมือของหญิงสาวมีกระทงใบตองหนึ่งใบ

    ยังไม่ได้จุดเทียนเหมือนกัน

    ธามยืนมองอยู่นานกว่าที่ควร

    สุดท้ายเท้าก็พาเดินเข้าไปเอง

    หญิงสาวหันมามอง

    ธามเกือบพูดประโยคธรรมดา

    ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมครับ

    แต่พอเห็นสีหน้าของเธอใกล้ ๆ คำพูดกลับเปลี่ยน

    “เหตุใดเจ้าจึงยืนอยู่ลำพัง”

    หญิงสาวกะพริบตา

    จากนั้นเหลือบมองข้างหลังตัวเอง

    “เจ้าถามข้าหรือ”

    ธามมองตาม

    “ถ้าตรงนี้ไม่มีใครยืนอยู่ข้างหลังเจ้า ก็น่าจะใช่”

    เธอมองเขาอีกครั้ง

    “เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าข้าอยู่ลำพัง”

    ธามหันไปมองคนที่เพิ่งถ่ายรูปกับเธอแล้วเดินจากไป

    “ทุกคนมาหาเจ้า”

    เขาพูด

    “แต่ไม่มีใครอยู่กับเจ้าเลย”

    คราวนี้หญิงสาวเงียบไป

    รอยยิ้มที่ใช้กับกล้องหายไป

    ก่อนรอยยิ้มอีกแบบหนึ่งจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นแทน

    เล็กกว่า

    แต่จริงกว่า

    “เจ้าเป็นคนประหลาด”

    “ขอโทษ”

    “ข้ามิได้บอกว่าไม่ชอบ”

    ธามชะงัก

    หญิงสาวมองกระทงในมือเขา

    แล้วหัวเราะเบา ๆ

    ธามก้มตามสายตา

    กระทงหนึ่งร้อยห้าสิบบาทที่เขาถือวนมาสองชั่วโมง

    อย่างน้อยคืนนี้มันก็นำเขามาถึงบทสนทนาที่ดูคุ้มขึ้นมานิดหนึ่งแล้ว


    “แล้วเจ้าเล่า”

    หญิงสาวถาม

    “ยืนอยู่ลำพังเช่นกันมิใช่หรือ”

    ธามมองรอบตัว

    “ต่างกัน”

    “อย่างไร”

    “ไม่มีใครมาขอถ่ายรูปข้า”

    เธอหัวเราะ

    “นั่นเป็นเหตุผลหรือ”

    “ตอนนี้ก็เป็น”

    ธามมองเธอ

    “ทุกคนเรียกเจ้าว่านางนพมาศ”

    “พวกเขาเรียกเอง”

    “แล้วชื่อจริง?”

    หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อย

    “ชลลดา”

    ธามทวนชื่อในใจ

    “แล้วทำไมไม่บอกพวกเขา”

    “พวกเขามิได้ถาม”

    คำตอบง่ายเกินไป

    จนธามไม่มีอะไรจะโต้

    เขามองกระทงในมือเธอแทน

    “แล้วยังไม่ลอย?”

    ชลลดาก้มมองตาม

    “ยัง”

    “รออะไร”

    “ไม่รู้”

    เธอเงียบไปนิดหนึ่ง

    “ข้ายังไม่พร้อม”

    ธามยกกระทงตัวเองขึ้น

    “ของเจ้าก็ร้อยห้าสิบหรือ”

    ชลลดาหันมามอง

    “ข้ามิได้หมายถึงราคา”

    “อ้อ”

    “แล้วของเจ้าล่ะ”

    “หนึ่งร้อยห้าสิบจริง”

    เธอหลุดหัวเราะ

    “เจ้าประเมินค่าคำอธิษฐานด้วยราคากระทงหรือ”

    “ข้าแค่ประเมินความเสียดายด้วยราคา”

    ชลลดาส่ายหน้า

    “ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะขออะไร”

    “ยังคิดไม่ออก”

    “ถือมานานเท่าไรแล้ว”

    “นานพอที่คนขายน่าจะเริ่มสงสัยว่าข้าจะเอากลับบ้าน”

    ทั้งคู่เริ่มเดินไปตามทางโดยไม่มีใครชวน

    ชลลดามองผู้คนรอบตัวมากกว่ามองร้านค้า

    เธอหยุดดูคู่รักที่ถ่ายรูปกับกระทงก่อนปล่อยลงน้ำ

    “เหตุใดต้องถ่ายรูปก่อน”

    ธามมองตาม

    “ถ้าไม่ถ่ายก็เหมือนไม่ได้มา”

    “จำเป็นต้องมีหลักฐานหรือ”

    “เดี๋ยวนี้หลายอย่างต้องมี”

    “แล้วถ้าไม่มี?”

    “ก็ต้องอาศัยความจำ”

    ชลลดามองเขา

    “ฟังดูไม่น่าไว้ใจ”

    “ความจำ?”

    “มนุษย์”

    ธามหัวเราะ

    เดินต่อไม่กี่ก้าว ชลลดาก็ชะลอตรงร้านขนม

    “อยากกิน?”

    “เพียงดู”

    “นั่นเป็นขั้นแรกของคำว่าอยาก”

    เธอมองราคา

    ธามซื้อให้หนึ่งชิ้น

    ชลลดากัดคำแรกแล้วขมวดคิ้ว

    “หวาน”

    “ไม่ชอบ?”

    “มิได้บอกว่าไม่ชอบ”

    “พูดเหมือนเมื่อครู่เลย”

    เธอมองเขาเหมือนจะถามว่าเมื่อครู่ไหน ก่อนจะยิ้ม

    “เจ้าชื่ออะไร”

    “ธาม”

    “ธาม?”

    “อืม”

    “หมายความว่าอะไร”

    ธามคิด

    “ประมาณว่าสิ่งมีค่า ของล้ำค่า อะไรทำนองนั้น”

    ชลลดามองกระทงในมือเขา

    “เหมาะดี”

    “ตรงไหน”

    “แม้แต่ของหนึ่งร้อยห้าสิบ เจ้าก็ยังไม่ยอมปล่อย”

    ธามถอนหายใจ

    “นั่นเรียกเสียดาย ไม่ได้เรียกเห็นคุณค่า”

    เธอทวนชื่ออีกครั้ง

    “ธาม”

    แล้วจู่ ๆ ก็พูด

    “คล้ายคำว่าไทม์”

    “ภาษาอังกฤษ?”

    “อืม”

    “เวลา”

    ชลลดาพยักหน้า

    “ชื่อหนึ่งหมายถึงสิ่งมีค่า”

    เธอมองผู้คนที่เดินผ่าน

    “แต่อีกเสียงกลับหมายถึงสิ่งที่ไม่มีใครเก็บไว้ได้”

    ธามมองเธอ

    “คืนนี้จัดการเรื่องหนึ่งร้อยห้าสิบก่อน เรื่องเวลาค่อยว่ากัน”

    ชลลดาหัวเราะอีก

    แต่คราวนี้รอยยิ้มหายไปเร็วกว่าปกติ

    ธามไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิด

    ก่อนเขาจะถาม เธอก็หยุดเดิน

    “ธาม”

    “หืม”

    เธอยกกระทงขึ้น

    “หากเจ้าจะลอยของเจ้า”

    ชลลดามองเขา

    “ลอยพร้อมข้าได้หรือไม่”

    ธามมองกระทงของตัวเอง

    แล้วมองเธอ

    “ได้”

    เว้นหนึ่งจังหวะ

    “แต่ของข้าร้อยห้าสิบนะ”

    ชลลดาหัวเราะจนต้องหันหน้าหนี

    Sponsored Ads

    ปัญหาแรกคือเทียนไม่ยอมติด

    ธามจุดครั้งหนึ่ง

    ลมพัดดับ

    ครั้งที่สอง

    ดับอีก

    ครั้งที่สาม ชลลดายื่นมือเข้ามาบังลมให้

    เปลวไฟจึงยอมอยู่

    ธามมองมือเธอ

    “ต้องมีคนช่วยถึงจะยอม”

    ชลลดาเลิกคิ้ว

    “เจ้ากำลังพูดถึงกระทงหรือพูดถึงตัวเอง”

    “กระทง”

    “แน่หรือ”

    “คืนนี้ข้าไม่ตอบคำถามยาก”

    กระทงของชลลดาจุดติดง่ายกว่ามาก

    ทั้งคู่ประคองมันลงบนผิวน้ำพร้อมกัน

    ช่วงแรกกระทงสองใบลอยเคียงกัน

    เปลวเทียนสะท้อนยาวบนผิวน้ำ

    ธามยืนดูอย่างพอใจ

    จนกระแสน้ำเริ่มพากระทงของเขาออกด้านข้าง

    “เดี๋ยว”

    ธามคว้าไม้ยาวที่วางอยู่ข้างเสา จุดนั้นเป็นอุปกรณ์ที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ช่วยคนเขี่ยกระทงออกจากขอบตลิ่ง

    เขาใช้ปลายไม้ค่อย ๆ ดันกระทงตัวเองกลับไปใกล้ของชลลดา

    เธอมอง

    “เจ้าทำอะไร”

    “มันไปผิดทาง”

    ชลลดาหันไปมองแม่น้ำ

    “กระทงมีทางผิดด้วยหรือ”

    “ถ้าจัดได้ก็จัดหน่อย”

    “แม้แต่สายน้ำ?”

    ธามยกมือ

    “กระทงใบเดียว อย่าเพิ่งขยายประเด็น”

    เธอส่ายหน้า แต่ยิ้ม

    หลังจากนั้นทั้งคู่เดินต่อ

    กินของที่ไม่จำเป็นต้องซื้อ

    มองร้านที่ไม่จำเป็นต้องเข้า

    ชลลดายังคงชอบมองหน้าคนมากกว่าสิ่งของ

    ตรงจุดปล่อยกระทง เธอหยุดดูหญิงสูงวัยคนหนึ่งพนมมืออยู่นาน ก่อนปล่อยกระทงลงน้ำ

    “เจ้ารู้ไหมว่าเขาขออะไร”

    ธามถาม

    ชลลดาส่ายหน้า

    “บางคนมิได้มาขอสิ่งใด”

    “แล้วมาทำไม”

    เธอมองกระทงที่ลอยออกไป

    “เขาเพียงอยากวางบางอย่างลง”

    น้ำเสียงของเธอทำให้ธามอยากถามว่ารู้ได้อย่างไร

    แต่สุดท้ายไม่ได้ถาม

    โทรศัพท์สั่นในกระเป๋า

    ธามหยิบขึ้นมาดูเวลา

    ดึกกว่าที่คิดมาก

    เขามองชลลดาที่กำลังเดินอยู่ข้างหน้า

    ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างไม่มีที่มา

    ถ้าคืนนี้ยาวกว่านี้อีกหน่อยก็คงดี

    ไม่นานนัก ชลลดาก็หยุด

    “ใกล้แล้ว”

    “อะไร”

    เธอมองท้องฟ้า

    “ใกล้ถึงเวลา”

    ธามดูโทรศัพท์อีกครั้ง

    เกือบเช้า

    “เจ้ารู้ได้อย่างไร”

    ชลลดาไม่ตอบ

    เธอหันกลับไปทางแม่น้ำ

    ธามเดินตาม

    เมื่อถึงริมฝั่ง ลมเย็นขึ้นอย่างประหลาด

    เขาแตะมือเธอโดยไม่ตั้งใจ

    แล้วชะงัก

    เย็น

    เย็นกว่าที่ควรเป็น

    “มือเจ้า—”

    “ธาม”

    “หืม”

    ชลลดามองขอบฟ้า

    “หากอีกครู่หนึ่งข้าต้องไป…”

    “ก็เจอกันวันหลัง”

    เธอหันมองเขา

    “วันหลัง…”

    น้ำเสียงนั้นทำให้ธามรู้สึกไม่ดี

    “หมายความว่าอะไร”

    ชลลดาไม่ตอบทันที

    “เมื่อแสงแรกมา ข้าต้องกลับ”

    “กลับไปไหน”

    “ในที่ที่ข้าจากมา”

    ธามก้มมองผิวน้ำ

    เงาของพวกเขาอยู่เคียงกัน

    แล้วเขาก็เห็นบางอย่างผิดปกติ

    ตอนชลลดาขยับ

    เงาในน้ำขยับช้ากว่าเธอเพียงเสี้ยววินาที

    ธามเงยหน้าขึ้นทันที

    “ชลลดา?”

    เธอยังยืนอยู่

    แต่สีหน้าสงบผิดปกติ

    “ธาม”

    “ข้าอยู่นี่”

    ชลลดายิ้ม

    เขาก้มมองน้ำอีกครั้ง

    เงาของเธอหายไปแล้ว

    ธามคว้ามือเธอ

    เย็นจัด

    “เดี๋ยว—”

    น้ำหนักในมือเบาลง

    ไม่ได้ถูกดึงออก

    ไม่ได้สะบัด

    เพียงค่อย ๆ ไม่มีอะไรให้จับ

    ธามยกมือขึ้น

    ตรงหน้าเขาไม่มีชลลดาแล้ว

    ไม่มีแสงวาบ

    ไม่มีเสียง

    มีเพียงแม่น้ำที่ยังไหล

    กับมือของเขาที่ยังคงกำอากาศว่างเปล่า


    ธามลืมตาขึ้นพร้อมความรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดที่ผิดทาง

    ไม่ใช่เพราะสถานที่เปลี่ยนไป

    ตรงกันข้าม—

    ทุกอย่างเหมือนเดิมเกินไป

    เสียงเพลงจากเวทีดังมาจากทิศเดิม

    กลิ่นควันธูปปนของทอดลอยผ่านจมูก

    เด็กชายคนหนึ่งกำลังงอแงเพราะอยากเป็นคนจุดธูปเอง

    ชายอีกคนถอยหลังถ่ายรูปแฟนจนเกือบชนคนข้างหลัง

    และในมือของธาม—

    กระทงใบตองราคาใบละหนึ่งร้อยห้าสิบบาท

    เขาก้มมองมันอยู่นาน

    ดอกไม้ยังอยู่ตำแหน่งเดิม

    เทียนยังไม่ได้จุด

    ก้านธูปยังเอียงไปข้างหนึ่งเหมือนตอนซื้อมา

    ธามขมวดคิ้ว

    มีอะไรบางอย่างติดอยู่ในหัว

    ไม่ใช่ภาพ

    เป็นความรู้สึก

    เหมือนฝ่ามือเคยกำอะไรไว้แน่นมาก

    แล้วจู่ ๆ ก็เหลือแต่ความว่างเปล่า

    เขาพลิกมือตัวเองดู

    ไม่มีอะไร

    แต่ความเย็นยังติดอยู่ตรงกลางฝ่ามืออย่างไม่มีเหตุผล

    เสียงหัวเราะจากกลุ่มวัยรุ่นข้างหลังทำให้ธามสะดุ้ง

    เขาหันกลับไป

    ทุกอย่างยังดำเนินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    บางทีเขาอาจเหนื่อยเกินไป

    บางทีเมื่อคืน—

    ธามหยุดความคิด

    เมื่อคืน?

    เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองกลับบ้านเมื่อไร

    จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากระทงใบนี้เคยถูกปล่อยลงน้ำหรือยัง

    แต่พอคิดถึงแม่น้ำ ภาพหนึ่งกลับวาบขึ้นมา

    เปลวเทียนสั่นบนผิวน้ำ

    ปลายนิ้วเย็นจัด

    เงาของใครบางคนที่หายไปก่อนเจ้าของร่าง

    ธามหันไปทางริมแม่น้ำโดยไม่รู้ตัว

    แล้วเห็นเธอ

    หญิงสาวในชุดไทยยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนเหมือนเมื่อคืน—

    คำว่า เมื่อคืน ผุดขึ้นมาเองอีกครั้ง

    ผู้คนผลัดกันเข้าไปขอถ่ายรูป

    ใครบางคนเรียกเธอว่า “นางนพมาศ”

    เธอยิ้ม

    สุภาพ

    สวย

    และว่างเปล่าอย่างประหลาด

    ธามยืนมอง

    หัวใจเต้นแรงกว่าที่ควรจะเป็นเพียงเพราะเห็นคนแปลกหน้า

    จากนั้นหญิงสาวก็หันมา

    สายตาของทั้งคู่สบกัน

    บางอย่างในอกธามหายวูบ

    เธอเองก็นิ่งไปเล็กน้อย

    ไม่ถึงกับตกใจ

    เพียงเหมือนคนที่กำลังพยายามนึกว่าตัวเองเคยเห็นใบหน้านี้จากที่ไหน

    ธามเดินเข้าไปหา

    ยิ่งใกล้ ภาพในหัวก็ยิ่งแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    ริมฝั่ง

    แสงแรก

    มือที่เย็น

    เสียงของใครคนหนึ่งเรียกชื่อเขา

    แต่ไม่มีภาพไหนอยู่ได้นานพอให้จับความได้

    หญิงสาวมองเขา

    รอ

    ธามตั้งใจจะถามว่าเราเคยพบกันหรือไม่

    แต่ปากกลับพูดอีกประโยคออกไป

    “เหตุใดเจ้าจึงยืนอยู่ลำพัง”

    พอพูดจบ เขาก็ชะงัก

    ประโยคนี้

    เขาเคยพูด

    มั่นใจอย่างไม่มีเหตุผลว่าเคยพูด

    หญิงสาวเหลือบมองด้านหลังตัวเอง ก่อนหันกลับมา

    “เจ้าถามข้าหรือ”

    หัวใจของธามกระตุก

    แม้แต่ท่าทางนั้นก็เหมือนเคยเห็น

    คำตอบหนึ่งลอยขึ้นมาถึงริมฝีปาก

    ถ้าตรงนี้ไม่มีใครยืนอยู่ข้างหลังเจ้า ก็น่าจะใช่

    เขากลืนมันลงไป

    หญิงสาวเอียงหน้า

    “เป็นอะไรหรือ”

    “ไม่รู้”

    ธามตอบตามจริง

    “ข้ารู้สึกเหมือนเคยพูดประโยคนี้กับเจ้ามาก่อน”

    เธอนิ่ง

    ธามรอดูว่าจะมีความตกใจ หรืออย่างน้อยความระแวง

    แต่หญิงสาวกลับเพียงมองเขานานขึ้น

    “ข้าก็รู้สึกแปลก”

    “แปลกอย่างไร”

    เธอเม้มริมฝีปาก

    “เหมือน…ข้าไม่ควรปล่อยให้เจ้าจากไปง่าย ๆ”

    คำตอบนั้นทำให้ทั้งคู่เงียบพร้อมกัน

    หญิงสาวเองก็ดูเหมือนเพิ่งตกใจกับสิ่งที่พูดออกมา

    ธามหัวเราะเบา ๆ

    “ฟังดูน่ากลัวนิด ๆ”

    เธอหลุดยิ้ม

    รอยยิ้มนั้นมาเร็วกว่าที่ควรสำหรับคนที่เพิ่งพบกัน

    “เจ้าชื่ออะไร”

    “ชลลดา”

    ชื่อเดียวทำให้บางอย่างกระแทกกลับมาในหัว

    แสงบนผิวน้ำ

    มือเย็น

    เสียงหนึ่งเรียก—

    ธาม

    เขาเผลอกำกระทงในมือแน่น

    “ชลลดา…”

    เธอมองเขา

    “เจ้ารู้จักข้าหรือ”

    “ไม่รู้”

    ธามพูดช้า ๆ

    “แต่ชื่อของเจ้าฟังเหมือนสิ่งที่ข้าเคยกลัวว่าจะลืม”

    ชลลดานิ่งไป

    “แล้วเจ้าเล่า”

    “ธาม”

    เธอทวน

    “ธาม…”

    “มีอะไร”

    เธอส่ายหน้า

    “เพียงรู้สึกว่าชื่อนี้เหมาะกับเจ้า”

    “รู้ความหมายหรือ”

    “ไม่”

    เธอเว้นนิดหนึ่ง

    “แต่ฟังแล้วเหมือนสิ่งที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไปง่าย ๆ”

    ธามหัวเราะ

    “ถ้าเป็นเรื่องกระทง ข้าเห็นด้วย”

    ชลลดามองกระทงในมือ

    “ราคาเท่าไร”

    “หนึ่งร้อยห้าสิบ”

    เธอหัวเราะทันที

    ธามนิ่ง

    เสียงหัวเราะนั้น

    เขาเคยได้ยิน

    แน่ ๆ

    ภาพร้านขนมวาบขึ้นมา

    เสียงล้อเรื่องราคา

    มือสองคนบังลมให้เปลวเทียน

    แล้วทุกอย่างก็หายไปอีก

    “เจ้าหัวเราะอะไร”

    ชลลดายังคงยิ้ม

    “ข้าเองก็ไม่รู้”

    เธอชะงัก

    “เพียงรู้สึกว่าตรงนี้…ข้าควรหัวเราะ”

    ทั้งสองมองหน้ากัน

    คราวนี้ไม่มีใครพูดว่ามันแปลก

    พวกเขาเริ่มเดินไปด้วยกัน

    ธามไม่รู้ว่าทำไมเท้าตัวเองถึงเลี้ยวถูกทาง

    ร้านขนมอยู่ตรงนี้

    ร้านของทอดอยู่ถัดไป

    อีกไม่กี่ก้าวจะมีคนวิ่งตัดหน้า

    เสียงประกาศจะดังขึ้นหลังจากนั้น

    ทุกอย่างเกิดตามจังหวะที่เขารู้ล่วงหน้าเพียงเสี้ยววินาที

    ชลลดาเองก็มีบางช่วงที่หยุดโดยไม่มีเหตุผล

    มองร้านหนึ่งนานเกินไป

    ยกมือแตะข้อมือ

    หรือหันไปทางริมแม่น้ำราวกับได้ยินเสียงเรียก

    คืนค่อย ๆ ลึกขึ้น

    ผู้คนบางลง

    จนกระทั่งชลลดาหยุดเดิน

    เธอมองขอบฟ้า

    “ใกล้แล้ว”

    ธามหันไปหา

    “อะไรใกล้”

    ชลลดาไม่ตอบทันที

    มือที่ถือกระทงกระชับขึ้น

    “ข้าไม่รู้”

    เธอพูดเบามาก

    “แต่ข้าไม่อยากให้มันมาถึง”

    ประโยคนั้นทำให้บางอย่างในหัวธามแตกออก

    แสงแรก

    มือเย็นจัด

    เงาบนน้ำ

    เสียงของตัวเอง—

    ข้าอยู่นี่

    แล้วมือที่เคยอยู่ในมือก็หายไป

    ธามสูดหายใจแรง

    ก่อนชลลดาจะทันหันกลับ เขาก็คว้ามือเธอไว้

    “ธาม?”

    เขากำแน่นขึ้น

    “อย่าไป”

    ชลลดามองอย่างไม่เข้าใจ

    “ข้าจะไปที่ใด”

    “ข้าไม่รู้”

    ธามมองขอบฟ้า

    “แต่ข้ารู้ว่าเจ้าเคยไปแล้ว”

    เธอนิ่ง

    ธามรอให้เธอดึงมือกลับ

    แต่ชลลดาไม่ทำ

    นิ้วของเธอกลับค่อย ๆ กระชับมือเขา

    “แปลกเหลือเกิน”

    “อะไร”

    “ข้าควรรู้ว่าต้องเกิดอะไรขึ้นต่อ”

    “เจ้าจำได้หรือ”

    เธอส่ายหน้า

    “ไม่”

    เสียงเบาลง

    “แต่ข้ารู้สึกเหมือน…เคยจากเจ้าไปแล้วครั้งหนึ่ง”

    ชลลดามองมือที่จับกันอยู่

    “และข้าไม่อยากทำอีก”

    ทั้งคู่ยืนอยู่ข้างแม่น้ำ ท่ามกลางแสงสุดท้ายของคืน

    ชลลดาขยับเข้ามาใกล้

    “ธาม”

    “อืม”

    “ถ้ารุ่งเช้ามาถึงแล้วทุกอย่างเปลี่ยนไป…เราจำเป็นต้องปล่อยให้มันมาถึงหรือ”

    ธามมองเธอ

    นั่นไม่ใช่คำถามของคนที่รู้กฎโลก

    เป็นคำถามของคนที่กลัวการจากลา

    เหมือนเขา

    เขากำมือเธอแน่นขึ้น

    “ไม่รู้”

    แล้วพูดสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อ

    “แต่ถ้ามีทางให้คืนนี้ยาวกว่านี้อีกหน่อย…ข้าจะหาให้เจอ”

    ชลลดามองเขา

    มีทั้งความกลัว

    และความหวัง

    สุดท้ายเธอพยักหน้า

    เพียงครั้งเดียว

    ขอบฟ้าเริ่มซีด

    ธามกระชับมือเธอ

    ชลลดากระชับกลับ

    และในคืนนั้น—

    ไม่มีใครเป็นฝ่ายยอมคลายมือก่อน

    Sponsored Ads

    กระทงหนึ่งร้อยห้าสิบบาทกลับมาอยู่ในมือธามอีกครั้ง

    คราวนี้เขาไม่ได้ตกใจ

    เพียงเงยหน้าหาชลลดา

    เธอยืนอยู่ตรงนั้น

    ธามเดินตรงไปหา

    ก่อนเขาจะทันพูด ชลลดากลับเอ่ยขึ้นก่อน

    “เหตุใดเจ้าจึงยืนอยู่ลำพัง”

    ธามหยุด

    เธอเองก็ดูตกใจ

    “ข้า…เหตุใดข้าจึงพูดเช่นนั้น”

    ธามหัวเราะเบา ๆ

    “จำได้หรือ”

    “ไม่”

    เธอมองเขา

    “เพียงรู้สึกว่าข้าควรพูด”

    อย่างน้อยคืนนี้ไม่ได้มีเพียงเขาที่นำบางอย่างกลับมาจากคืนก่อน

    “ข้าชื่อธาม”

    “ธาม…”

    เธอขมวดคิ้ว

    “คล้ายคำว่าไทม์”

    ธามนิ่ง

    “เจ้าเคยพูดแบบนี้แล้ว”

    “จริงหรือ”

    “จริง”

    เธอพยายามนึก แต่สุดท้ายส่ายหน้า

    ธามยิ้ม

    “ไม่เป็นไร ประหยัดเวลาไปหนึ่งเรื่อง”

    ชลลดาหัวเราะ

    แต่ความยินดีของเขาอยู่ได้ไม่นาน

    เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นขอบฟ้า

    เวลา

    คืนก่อนทั้งคู่จับมือกันจนทุกอย่างหายไป

    คืนนี้ธามรู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น

    อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง

    และการรู้ทำให้ยืนเฉย ๆ ไม่ได้อีก

    “ไปกันเถอะ”

    “ไปไหน”

    ธามหันไปทางถนนที่ออกจากงาน

    “ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ตรงนี้”

    “เพราะรุ่งเช้าหรือ”

    “เจ้าจำได้?”

    ชลลดาแตะข้อมือ

    “จำไม่ได้”

    เธอเงียบไป

    “แต่พอเจ้าพูดว่าจะไป ข้ากลับรู้สึกว่าควรรีบตาม”

    ธามยื่นมือ

    ชลลดาวางมือลงมา

    ครั้งนี้ทั้งคู่เดินออกจากงานพร้อมกัน

    พวกเขาเดินไกลจากแม่น้ำกว่าทุกครั้ง

    ธามไม่หยุดแวะร้านขนม

    ไม่หยุดดูผู้คน

    ทุกครั้งที่ชลลดาชะลอ เขาจะบอก

    “อีกนิดเดียว”

    จนถึงถนนอีกฝั่งของวัด

    แม่น้ำมองไม่เห็นแล้ว

    เสียงงานเหลือเพียงไกล ๆ

    “คิดว่าจะช่วยหรือ”

    ชลลดาถาม

    “ไม่รู้”

    ธามมองย้อนกลับ

    “ต้องลอง”

    ทั้งคู่ยืนรอ

    ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนสี

    ปลายนิ้วของชลลดาเย็นขึ้น

    ธามกำมือเธอ

    “ยังอยู่ใช่ไหม”

    เธอพยักหน้า

    ไม่กี่อึดใจต่อมา มือในมือเขาก็เบาลง

    แล้วคืนก็เริ่มใหม่

    —

    คราวต่อมา ธามพาเธอเข้าไปในอาคารที่หน้าต่างน้อยที่สุดเท่าที่หาได้

    ปิดม่าน

    ปิดประตู

    ไม่ให้เห็นแม้แต่สีของขอบฟ้า

    “เจ้ากลัวแสงถึงเพียงนี้เชียวหรือ”

    “คืนนี้ลองกลัวแทนเจ้าดู”

    “ข้ามิได้กลัวแสง”

    “แต่ทุกครั้งที่มันมา เจ้าหายไป”

    ธามก้มดูโทรศัพท์

    เวลาใกล้เข้ามา

    ไม่มีแสงเช้าเข้ามาในห้อง

    เขาเกือบยิ้ม

    “ธาม”

    น้ำเสียงของชลลดาเบาจนเขารู้ทันที

    ปลายนิ้วเธอกำลังจาง

    “ไม่”

    ธามลุกขึ้น

    “ตรงนี้ไม่มีแสง”

    ชลลดามองเขา

    “แต่ข้างนอกมี”

    ไม่กี่อึดใจต่อมา—

    คืนก็เริ่มใหม่

    —

    หลังจากนั้น ธามเลิกนับว่าลองไปกี่ทาง

    ออกจากงานเร็วกว่าเดิม

    ออกช้ากว่าเดิม

    ไม่เข้าใกล้แม่น้ำ

    ไม่แตะกระทง

    เดินไปอีกทาง

    อยู่เฉย ๆ ในจุดเดิม

    สิ่งที่เปลี่ยนมีเพียงรายละเอียด

    จุดจบไม่เปลี่ยน

    และทุกครั้งที่คืนเริ่มใหม่ กระทงหนึ่งร้อยห้าสิบบาทก็กลับมาอยู่ในมือเขา

    ช่วงแรกธามยังจำทุกคืนได้

    หลังจากนั้นมันเริ่มทับกัน

    เขาจำไม่ได้ว่าในคืนไหนชลลดาเคยหัวเราะกับร้านขนม

    คืนไหนเธอเผลอหลับระหว่างนั่งรอ

    คืนไหนทั้งคู่ทะเลาะกันครั้งแรก

    แต่เขาจำได้แม่นว่าเส้นทางไหนใช้เวลาน้อยกว่า

    ประตูไหนล็อกหลังเวลาใด

    มุมไหนคนบางที่สุด

    รุ่งสางมาถึงช่วงใด

    คืนที่เคยเต็มไปด้วยเสียงคนและกลิ่นอาหาร ค่อย ๆ กลายเป็นชุดของตำแหน่งกับจังหวะเวลา

    ชลลดาเองก็เปลี่ยน

    ความทรงจำยังไม่ต่อกันเป็นเรื่อง

    แต่บางอย่างติดกลับมามากขึ้น

    ครั้งหนึ่งเมื่อผ่านร้านขนม เธอหยุด

    “เราเคยกินสิ่งนี้หรือไม่”

    ธามหันกลับทันที

    “จำได้?”

    “ไม่เห็นภาพ”

    เธอแตะริมฝีปาก

    “แต่รู้สึกว่าหวานเกินไป”

    ธามหัวเราะ

    “เจ้าเคยพูดแบบนั้น”

    เขาดีใจจนซื้อให้ทันที

    แล้วรีบบอกให้กินระหว่างเดิน

    เพราะใกล้ถึงเวลาแล้ว

    อีกคืนหนึ่ง ชลลดาจับมือเขาก่อน

    ธามมองอย่างมีความหวัง

    แต่เธอกลับขมวดคิ้ว

    “ข้าจำอะไรไม่ได้”

    เธอบอก

    “แต่ทุกครั้งที่จับมือเจ้า…ข้ารู้สึกกลัว”

    “กลัวข้าหรือ”

    เธอส่ายหน้า

    “กลัวว่ามือจะว่าง”

    ธามกระชับมือ

    “งั้นอย่าปล่อย”

    ชลลดามองมือที่ถูกจับแน่น

    แต่ไม่ได้ตอบ

    —

    คืนหนึ่งธามลากเธอผ่านทางเดินด้านข้างวัด

    เขารู้ว่าถ้าออกทางนี้ก่อนเสียงประกาศรอบสุดท้ายจะมีเวลามากขึ้น

    “เร็ว”

    ชลลดายังคงตาม

    แต่ช้าลง

    “ธาม”

    “อีกนิดเดียว”

    “ธาม”

    เขาหันกลับ

    เธอหยุดแล้ว

    “อะไร”

    “เรากำลังจะไปที่ใด”

    “ข้างหน้า”

    “ข้างหน้าที่ใด”

    “ยังไม่รู้ แต่ต้องออกจากตรงนี้ก่อน”

    “เพื่ออะไร”

    “ให้ทัน”

    “ทันอะไร”

    ธามอ้าปาก

    ไม่มีคำตอบ

    ชลลดามองเขา

    ไม่โกรธ

    เพียงเหนื่อย

    “เราเคยทำเช่นนี้หรือไม่”

    “ทำอะไร”

    “หนี”

    ธามไม่ตอบ

    “ข้าจำไม่ชัด”

    เธอก้มมองมือ

    “แต่รู้สึกเหมือนข้าเคยวิ่งตามเจ้ามาหลายครั้งแล้ว”

    ลมพัดผ่าน

    “เราทำเช่นนี้มากี่ครั้งแล้ว”

    ธามกำลังจะตอบ

    แต่พบว่าตอบไม่ได้

    สิบ?

    ยี่สิบ?

    มากกว่านั้น?

    “ไม่รู้”

    เขาพูดในที่สุด

    “ข้าเลิกนับไปแล้ว”

    “เหตุใด”

    คำถามง่าย ๆ กลับตอบยาก

    บางทีเพราะจำนวนไม่ช่วยอะไร

    บางทีเพราะการนับหมายความว่าเขาล้มเหลวเพิ่มอีกหนึ่งครั้ง

    หรือบางทีเพราะคืนที่อยู่กับชลลดากำลังกลายเป็นเพียงตัวเลข

    ธามมองเธอ

    นึกไม่ออกว่าครั้งสุดท้ายที่ทั้งคู่เดินโดยไม่รีบคือคืนไหน

    นึกไม่ออกว่าชลลดาชอบขนมร้านไหน

    แต่กลับจำได้ว่าเส้นทางตรงหน้าประหยัดเวลาได้เท่าไร

    ตลอดเวลาที่พยายามเก็บชลลดาไว้

    เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า—

    มีอะไรบางอย่างกำลังหลุดหายไปจากมือเขาแทน


    กระทงหนึ่งร้อยห้าสิบบาทกลับมาอีกครั้ง

    ทุกอย่างเริ่มตรงเวลา

    แต่ธามไม่ได้รีบขยับ

    คำถามจากคืนก่อนยังอยู่

    เราทำเช่นนี้มากี่ครั้งแล้ว

    เขาเงยหน้าหาชลลดา

    คืนนี้เธอดูเหนื่อยตั้งแต่แรก

    ยังยืนให้คนถ่ายรูป

    ยังตอบสุภาพ

    แต่รอยยิ้มกลับมาไม่ถึงดวงตา

    ธามเดินเข้าไปหา

    “ธาม”

    ครั้งนี้เธอเรียกชื่อได้ทันที

    “จำได้แล้วหรือ”

    “ไม่ทั้งหมด”

    “แค่ไหน”

    ชลลดามองเขา

    “พอจะรู้ว่าคืนนี้เราจะหนีอีกหรือไม่”

    ธามเงียบ

    เขายังมีอีกสองทางที่คิดว่ายังไม่เคยลอง

    “ข้ายังมี—”

    เสียงประกาศจากเวทีดังขึ้น

    แล้วสะดุด

    ประโยคเดิมย้อนกลับไปเริ่มใหม่

    คำเดียวกัน

    น้ำเสียงเดียวกัน

    จังหวะเดียวกัน

    ผู้คนรอบข้างไม่มีใครสนใจ

    “เมื่อครู่…”

    “ข้าได้ยิน”

    ชลลดาตอบ

    ทั้งคู่มองหน้ากัน

    “เราไปจากตรงนี้ก่อน”

    ธามคว้ามือเธอ

    ชลลดาไม่ขยับ

    “คืนนี้ข้าไม่อยากวิ่ง”

    “ชลลดา”

    “ข้าเหนื่อย”

    “อีกไม่นานก็จะ—”

    “ทุกคืนเจ้าพูดเช่นนั้น”

    ธามนิ่ง

    “เพียงอีกนิด”

    เธอพูดต่อ

    “อีกทาง”

    “อีกครั้ง”

    เหมือนคืนคำของเขากลับมา

    “แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร”

    “ข้าไม่รู้”

    “ถ้าไม่รู้ เราก็ต้องลอง”

    เขาดึงมือเธอ

    เธอเดินตามหนึ่งก้าว ก่อนหยุด

    “เราจะไม่ทัน”

    “ทันอะไร”

    ธามเม้มปาก

    “ก่อนรุ่งเช้า”

    “แล้วถ้าทันเล่า”

    “อย่างน้อยเจ้าก็จะไม่—”

    เขาหยุด

    “ไม่อะไร”

    ธามกำมือแน่น

    “ไม่หายไป”

    ชลลดาก้มมองมือ

    ธามตามสายตา

    ปลายนิ้วเธอซีด

    เขาคลายทันที

    “ข้าไม่ได้ตั้งใจ”

    “ข้ารู้”

    ชลลดาค่อย ๆ ถอนมือออก

    ไม่ได้หนี

    เพียงให้มือกลับเป็นของตัวเอง

    “ถ้าสิ่งที่เจ้าคิดว่าสำเร็จ คือการทำให้รุ่งเช้ามาถึงโดยที่ข้ายังอยู่กับเจ้า”

    เธอมองเขา

    “แล้วทุกครั้งที่ผ่านมา ข้ายังไม่หายไปหรือ”

    ธามไม่ตอบ

    เพราะคำตอบคือใช่

    “มันแปลว่ายังไม่สำเร็จ”

    “หรือบางที สิ่งที่เจ้ากำลังเรียกว่าสำเร็จอาจไม่เคยเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรก”

    ความหงุดหงิดแล่นขึ้นมา

    “เจ้ากำลังบอกให้ข้ายอมแพ้?”

    “ข้ามิได้พูดเช่นนั้น”

    “แต่ความหมายก็เหมือนกัน”

    “ไม่เหมือน”

    “ต่างกันอย่างไร”

    ชลลดาเงียบ

    ก่อนถาม

    “ธาม เจ้าจำคืนแรกของเราได้หรือไม่”

    “ได้”

    “เราไปที่ใดบ้าง”

    ธามอ้าปาก

    ร้านขนม

    ริมแม่น้ำ

    กระทง

    คำถาม

    เสียงหัวเราะ

    ทุกอย่างอยู่ตรงนั้น แต่ไม่เรียงกัน

    สิ่งที่ชัดที่สุดกลับเป็นเวลา

    ตำแหน่ง

    ทางหนี

    ประตู

    ชลลดามองสีหน้าเขาแล้วไม่ถามต่อ

    “ข้ายังจำเจ้าได้”

    “ข้ารู้”

    “งั้นก็พอแล้ว”

    เธอไม่ได้ตอบ

    —

    ทั้งคู่เดินไปทางแม่น้ำ

    เทียนในกระทงของใครบางคนดับเพราะลม

    แล้วเปลวไฟกลับติดขึ้นเอง

    ไม่มีใครแตะมัน

    ธามหยุด

    ชลลดาก็เห็น

    “มันไม่ควรเป็นแบบนี้”

    “อะไร”

    “คืนนี้”

    “เพราะมันซ้ำ?”

    เธอพยักหน้า

    “คืนหนึ่งควรผ่านไป”

    ธามหัวเราะสั้น ๆ

    “ถ้ารู้แค่นั้น ป่านนี้ข้าคงไม่ต้องลองมาทุกทาง”

    “ใช่”

    เขาหันมอง

    “เจ้าไม่รู้อะไรเลยหรือ”

    ชลลดาใช้เวลานานกว่าจะตอบ

    “ข้ารู้บางอย่างเกี่ยวกับตัวข้า”

    เธอเดินลงไปใกล้น้ำ

    “ข้ามิได้เกิดมาเช่นเจ้า”

    ธามขมวดคิ้ว

    “คืนเช่นนี้ เมื่อผู้คนมาหาสายน้ำ”

    “เพื่อขอขมา?”

    “เพื่อขอ”

    เธอเว้น

    “เพื่อขอบคุณ”

    แล้วอีกนิด

    “หรือบางครั้ง…เพื่อวางบางสิ่งที่เขาแบกไว้นานเกินไป”

    ธามนึกถึงคืนแรก

    ชลลดาแตะผิวน้ำ

    “คำบางคำที่เขาพูดกับน้ำ”

    เธอกระซิบ

    “ข้าได้ยิน”

    “ทุกคำ?”

    ชลลดานิ่ง

    ไม่ตอบ

    “แล้วเจ้าเป็นอะไร”

    เธอยิ้มจาง ๆ

    “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอย่างไร”

    “รู้เพียงว่าเมื่อถึงคืนเช่นนี้ ข้ามีร่างนี้”

    “แล้วตอนเช้า?”

    รอยยิ้มหาย

    “เมื่อแสงแรกมาถึง ข้าต้องกลับ”

    “กลับลงน้ำ?”

    “กลับไปในที่ที่ข้าจากมา”

    “แล้วทำไมคืนถึงย้อน”

    ชลลดาส่ายหน้า

    “ข้าไม่รู้”

    “เกี่ยวกับเจ้า?”

    “อาจ”

    “เกี่ยวกับข้า?”

    “อาจ”

    “หรือเราทั้งคู่?”

    เธอมองเขา

    “ข้าไม่รู้ ธาม”

    ไม่มีคำตอบที่เขาสามารถเอาไปทดลองในคืนถัดไป

    ธามถอนหายใจ

    “แล้วเราจะทำอย่างไร”

    “ข้าไม่รู้”

    “เจ้าพูดแต่ไม่รู้”

    “เพราะข้าไม่รู้จริง ๆ”

    ธามเกือบเดินหนี

    แต่ไม่มีที่ไหนให้เดินไปแล้ว

    ทุกทางเคยเป็นแผนของเขามาก่อน

    ชลลดาพูดเบา ๆ

    “ข้ารู้เพียงว่ามันไม่ควรเป็นเช่นนี้”

    “ตรงไหน”

    “คืนหนึ่งควรผ่านไป”

    “เจ้าพูดเหมือนยอมรับได้”

    “ข้ามิได้บอกว่าข้ายอมรับได้”

    “แล้วต่างกันอย่างไร”

    ชลลดาเงียบไป

    “ข้าเพียงเหนื่อยจะทำเหมือนว่าความจริงจะเปลี่ยน เพราะเรามิชอบมัน”

    ธามเบือนหน้าหนี

    เขานับสิ่งที่เคยลอง

    พาออกจากแม่น้ำ

    หลบแสง

    เปลี่ยนทาง

    ไม่เข้าใกล้น้ำ

    บางอย่างเขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเคยทำจริงหรือแค่คิด

    “ทุกครั้งก็เหมือนเดิม”

    “ใช่”

    “แล้วจะให้ทำอะไร”

    ชลลดายักไหล่

    “คืนนี้อาจไม่ต้องทำอะไร”

    “แล้วนั่งรอให้เจ้าหายไป?”

    ความเจ็บแวบผ่านแววตาเธอ

    ธามเสียใจทันที

    ชลลดามองแม่น้ำ

    “ข้ามิได้อยากหายไป”

    เธอพูดเบา ๆ

    “ข้าเคยอยากให้คืนนี้ไม่จบเช่นเดียวกับเจ้า”

    ธามนิ่ง

    “บางคืนข้าเองก็หวังว่า ถ้าเราไปอีกทางหนึ่ง หากจับมือกันแน่นขึ้น หากไม่มองฟ้า…บางทีรุ่งเช้าอาจลืมมาถึง”

    เธอหัวเราะบาง ๆ

    “ดูเหมือนรุ่งเช้าจะไม่ลืม”

    ธามไม่รู้จะพูดอะไร

    “แล้วตอนนี้เจ้าไม่อยากอยู่แล้วหรือ”

    ชลลดาหันมอง

    “อยาก”

    คำตอบมาเร็ว

    “ข้าอยากอยู่”

    เธอพูดซ้ำ

    “แต่ข้าไม่แน่ใจแล้วว่า สิ่งที่เราเรียกว่าอยู่ด้วยกันทุกคืนนี้ ยังเป็นสิ่งเดียวกับคืนแรกหรือไม่”

    ธามไม่มีคำตอบ

    “เจ้าไม่จำเป็นต้องคิดตอนนี้ก็ได้”

    “ถ้าไม่คิด แล้วจะทำอะไร”

    “ไม่รู้”

    คืนนี้เขาไม่มีแรงพอแม้แต่จะรำคาญคำตอบนั้น

    ทั้งคู่เดินกลับไปยังจุดปล่อยกระทง

    กระทงของใครบางคนสองใบลอยเคียงกัน

    กระแสน้ำเริ่มพาใบหนึ่งออกห่าง

    ไม้ยาวที่เจ้าหน้าที่วางไว้ข้างเสายังอยู่ตรงนั้น

    ธามมองมัน

    เขารู้ว่าต้องแตะตรงไหน

    ใช้แรงเท่าไร

    รีบเพียงใด

    มือขยับ

    แล้วหยุด

    ไม่ใช่เพราะเข้าใจอะไร

    เพียงเพราะเหนื่อย

    เหนื่อยเกินกว่าจะตามแก้ทุกอย่างที่กำลังเคลื่อนออกจากตำแหน่งที่เขาอยากให้มันอยู่

    กระทงสองใบค่อย ๆ แยกกัน

    ธามยืนดู

    เป็นครั้งแรกในหลายคืนที่บางอย่างเปลี่ยนไปต่อหน้า

    และเขาไม่ได้รีบทำอะไรกับมัน

    เพราะคืนนี้—

    เขาไม่รู้แล้วจริง ๆ ว่าต้องทำอะไรต่อ

    Sponsored Ads

    กระทงหนึ่งร้อยห้าสิบบาทกลับมาอยู่ในมือธามอีกครั้ง

    เสียงเพลงดัง

    เด็กชายคนเดิมขอจุดธูป

    ชายคนเดิมกำลังจะถอยหลังชนคนอื่น

    ทุกอย่างกลับมา

    อีกครั้ง

    ธามยืนดูชายคนนั้นชนคนกลุ่มเดิม

    เสียงขอโทษดังขึ้น

    เสียงหัวเราะตามมา

    ไม่มีอะไรพัง

    ไม่มีอะไรเปลี่ยน

    คำถามเดิมผุดขึ้น

    คืนนี้จะลองอะไร

    ไม่มีคำตอบ

    ธามถอนหายใจ

    แล้วเดินไปหาชลลดา

    ช้ากว่าทุกครั้ง

    ทันทีที่เห็นเขา สีหน้าของเธอเปลี่ยน

    เหมือนเห็นคนที่ควรมาถึงอยู่แล้ว

    “คืนนี้เจ้ามาช้า”

    “อืม”

    “มีแผนใหม่หรือ”

    ธามหัวเราะเบา ๆ

    “ไม่มีแล้ว”

    ชลลดารอประโยคต่อ

    แต่ไม่มี

    “แล้วเราจะไปที่ใด”

    ธามมองสถานที่รอบตัว

    ทุกแห่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของแผน

    “เจ้าอยากไปไหน”

    เธอกะพริบตา

    “ข้าหรือ”

    “อืม”

    “เหตุใด”

    “เพราะทุกคืนที่ผ่านมา ข้าเป็นคนเลือก”

    “แล้วคืนนี้?”

    ธามยักไหล่

    “คืนนี้ข้าไม่รู้แล้วว่าควรพาเจ้าไปทางไหน”

    ชลลดานิ่ง

    “เช่นนั้นก็ไม่ต้องไปที่ใดเป็นพิเศษ”

    “แล้วทำอะไร”

    “เดิน”

    “แค่นั้น?”

    “แค่นั้น”

    ธามเกือบถามว่ามันจะช่วยอะไร

    แต่ไม่ถาม

    เพราะไม่รู้แล้วว่าอยากให้มันช่วยอะไร

    —

    ทั้งคู่เดินโดยไม่มีจุดหมาย

    ชลลดาหยุดเมื่ออยากหยุด

    ธามก็หยุดตาม

    เธอแวะร้านขนมร้านเดิม

    “ห้าสิบ”

    ชลลดามองราคา

    “แพง”

    ธามมองอย่างเหลือเชื่อ

    “เจ้าจะพูดเรื่องราคา?”

    “เหตุใดจะไม่ได้”

    “กระทงของข้าร้อยห้าสิบ”

    “นั่นต่างกันอย่างไร”

    ธามคิด

    “ข้ายังหาคำตอบไม่ได้”

    ชลลดาหัวเราะ

    เขาซื้อให้หนึ่งชิ้น

    เธอกัดคำแรก

    “หวานเกินไป”

    ธามหลุดหัวเราะ

    “จำได้?”

    เธอหยุด

    “ข้าเคยพูด?”

    “อืม”

    “ข้าไม่เห็นภาพ”

    “ไม่เป็นไร”

    คราวนี้เขาไม่รีบอธิบาย

    ไม่ทดสอบว่าเธอจำอะไรได้บ้าง

    เพียงเดินต่อ

    “คืนนี้เจ้าไม่ดูเวลาเลย”

    ชลลดาพูด

    ธามเผลอแตะกระเป๋าโทรศัพท์ แล้วหยุด

    “ยังไม่อยากรู้”

    “เพราะเหตุใด”

    “รู้ไปก็ไม่ได้ทำให้มันเหลือมากขึ้น”

    เธอเงียบ

    ธามรีบเติม

    “แล้วช่วงหลังข้าดูมันมากจนรำคาญหน้าโทรศัพท์แล้วด้วย”

    ชลลดาหัวเราะ

    “ข้านึกว่าเจ้าจะพูดอะไรลึกซึ้ง”

    “อย่าคาดหวังมาก”

    พวกเขาเดินผ่านลานหน้าเวที

    ธามรู้ว่าท่อนต่อไปของเพลงคืออะไร

    รู้ว่าใครจะเดินผ่าน

    รู้ว่าร้านใดจะเริ่มเก็บของ

    แต่ความรู้เหล่านั้นอยู่เฉย ๆ ในหัว

    ไม่ได้ถูกใช้

    ช่วงหนึ่ง ชลลดาถาม

    “ธาม”

    “หืม”

    “เจ้าชอบช่วงเวลาใดของวัน”

    “ทำไมถาม”

    “วันนี้เราไม่มีแผนมิใช่หรือ”

    ธามคิด

    “ตอนเย็นมั้ง”

    “เหตุใด”

    “ทุกอย่างเริ่มช้าลง แต่ยังไม่จบ”

    “แล้วเจ้า?”

    ชลลดามองฟ้า

    “ก่อนรุ่ง”

    ธามชะงัก

    “ทั้งที่เป็นเวลาที่เจ้าต้องกลับ?”

    เธอพยักหน้า

    “เพราะมันยังมืดอยู่”

    ชลลดาพูด

    “แต่เรารู้แล้วว่าแสงกำลังมา”

    ธามอยากถามต่อ

    แต่ไม่ได้ถาม

    —

    ทั้งคู่กลับถึงริมแม่น้ำช้ากว่าที่ธามเคยอนุญาตให้ตัวเองมาถึงในหลายคืน

    กระทงยังอยู่ในมือ

    “คืนนี้จะลอยหรือไม่”

    ชลลดาถาม

    ธามมองกระทงหนึ่งร้อยห้าสิบ

    “ลอย”

    ทั้งคู่นั่งลง

    ธามจุดเทียน

    ลมพัดจนเปลวเกือบดับ

    ชลลดายื่นมือมาบังให้

    ภาพคืนแรกกลับมา

    ก่อนทุกอย่างจะกลายเป็นสิ่งที่ต้องแก้

    “มีอะไร”

    “ไม่มี”

    ทั้งคู่ประคองกระทงลงน้ำพร้อมกัน

    สองใบลอยเคียงกันอยู่พักหนึ่ง

    แล้วกระแสน้ำเริ่มแยก

    ธามมองไม้ยาวที่เจ้าหน้าที่วางไว้ข้างเสา

    มือขยับโดยอัตโนมัติ

    ชลลดาเห็น

    “ไม่ช่วยมันหรือ”

    ธามมองกระทง

    อยากทำ

    เพียงเอื้อมมือ

    ใช้ไม้เขี่ย

    ให้กลับมาอยู่ข้างกัน

    เหมือนคืนแรก

    ธามถอนหายใจ

    “วันนี้เหนื่อย”

    ชลลดาเงียบหนึ่งจังหวะ

    แล้วหัวเราะ

    เขาแค่ไม่อยากหยิบไม้

    กระทงสองใบค่อย ๆ ห่างกัน

    ช่วงหนึ่งธามรู้สึกเสียดายจริง ๆ

    อยากให้มันอยู่ด้วยกันอีกหน่อย

    แต่ความอยากนั้นผ่านไปโดยเขาไม่ได้ทำอะไร

    ไม่นานแสงทั้งสองก็ปะปนกับกระทงของคนอื่น

    แยกไม่ออกว่าใบไหนเป็นของใคร

    “เสียใจหรือไม่”

    ชลลดาถาม

    “ยังไม่รู้”

    เธอพยักหน้า

    เหมือนคำตอบนั้นเพียงพอ

    —

    ทั้งคู่กลับไปจุดที่พบกันครั้งแรก

    งานเกือบหมดคน

    “เรากลับมาที่เดิมอีกแล้ว”

    ชลลดาพูด

    ธามมองรอบตัว

    “อืม”

    “ครั้งนี้ไม่คิดว่าจะต้องทำอะไรหรือ”

    แผนทั้งหมดกลับมาในหัว

    ยังมีเวลา

    อาจลองอีกทาง

    บางทีสิ่งที่เกิดเมื่อคืนหมายความว่าเงื่อนไขเปลี่ยน

    บางที—

    ธามหลับตา

    เมื่อเปิดอีกครั้ง เขาส่ายหน้า

    “คืนนี้ไม่แล้ว”

    “แล้วคืนหน้าเล่า”

    ธามเงียบ

    ส่วนหนึ่งยังคงหวังว่าคืนหน้าจะมีคำตอบ

    “ไม่รู้”

    ชลลดาไม่ได้ถามซ้ำ

    ธามยื่นมือ

    เธอวางมือลงมา

    เขาจับ

    หลวมกว่าทุกครั้ง

    ไม่ได้ดึง

    ไม่ได้พาไปไหน

    เพียงถือไว้

    “ธาม”

    “อืม”

    “กลัวหรือ”

    เขารู้ทันทีว่าเธอหมายถึงอะไร

    “มาก”

    ชลลดากระชับมือเบา ๆ

    ไม่เหมือนการรั้ง

    เพียงเหมือนคนสองคนต่างรู้ว่าอีกฝ่ายยังอยู่ตรงนี้

    ธามมองขอบฟ้า

    ยังมืด

    แต่ไม่สนิทเท่าเดิม

    เขารู้ว่ามันกำลังมา

    และถึงตอนนั้น—

    ธามก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไร

    คืนนี้เขาเพียงหยุดพยายามหาคำตอบก่อนเวลาจะมาถึง

    แล้วอยู่ตรงนั้นกับชลลดา

    จนกว่าราตรีจะเป็นฝ่ายบอกเองว่า

    เวลาของมันหมดแล้ว


    ขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี

    เพียงเล็กน้อย

    แต่ธามรู้ทันที

    มือที่จับชลลดาอยู่กระชับขึ้นเอง

    ไม่มาก

    เพียงพอให้เธอหันมามอง

    เมื่อคืนที่ผ่านมาเขาหยุดวิ่งได้

    หยุดคิดถึงทางหนีได้

    หยุดมองเวลาได้

    แม้แต่ตอนกระทงสองใบลอยแยกจากกัน เขายังปล่อยให้มันไป

    แต่กระทงก็คือกระทง

    นี่คือชลลดา

    สีเทาบาง ๆ ที่ขอบฟ้าทำให้ทุกอย่างกลับมา

    เส้นทาง

    ประตู

    ห้องมืด

    สิ่งที่อาจยังไม่ได้ลอง

    บางทีถ้าไปตอนนี้—

    ธามหันไปมองทางเดิน

    ร่างกายพร้อมจะก้าวออกไปก่อนใจจะตัดสิน

    “ธาม”

    เสียงของชลลดาหยุดเขาไว้

    เขาหันกลับ

    เธอมองมือที่ถูกกำแน่น

    ธามคลายลงเล็กน้อย

    แต่ยังไม่ปล่อย

    “ขออีกนิด”

    คำพูดหลุดออกมาเอง

    ชลลดาเงียบ

    ธามเองก็นิ่ง

    อีกนิด

    เขาพูดคำนี้มากี่ครั้งแล้ว

    อีกนิดเดียว

    อีกทางหนึ่ง

    อีกครั้งหนึ่ง

    ทุกคืนเหมือนเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ แบบนี้

    ไม่มีใครตั้งใจให้เวลาหยุดตลอดไป

    เพียงอยากได้อีกนิด

    จนคำว่าอีกนิดไม่มีวันพอ

    ธามหลับตา

    เสียงน้ำ

    เสียงลม

    เสียงร้านค้าที่เหลือไม่กี่ร้าน

    มือของชลลดายังอยู่ในมือ

    เย็นเหมือนทุกครั้ง

    จริงเหมือนทุกครั้ง

    “กลัวหรือ”

    เธอถาม

    ธามหัวเราะเบา ๆ

    “มาก”

    ชลลดายิ้ม

    ไม่ใช่รอยยิ้มที่ใช้กับคนมาขอถ่ายรูป

    เป็นรอยยิ้มของชลลดา

    คนที่บ่นว่าขนมหวานเกินไป

    คนที่หัวเราะเรื่องกระทงหนึ่งร้อยห้าสิบบาท

    ธามมองเธอ

    “เจ้าอยากอยู่ไหม”

    ชลลดาตอบทันที

    “อยาก”

    หัวใจธามบีบแน่น

    “แล้วทำไม…”

    เขาหยุดเอง

    “ทำไมเราต้องทำเหมือนไม่อยาก”

    เธอส่ายหน้า

    “ข้าไม่เคยไม่อยาก”

    “แต่เจ้าก็ยอมให้มันมา”

    ชลลดามองแสงเหนือสายน้ำ

    “เพราะมันกำลังมาอยู่แล้ว”

    ธามอยากให้มีเหตุผลมากกว่านี้

    อยากมีศัตรูให้สู้

    คำสาป

    กฎ

    เงื่อนไข

    เพราะถ้ามี เขายังทำอะไรได้

    แต่ตรงหน้ามีเพียงรุ่งเช้า

    สิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกวัน

    และคนที่เขาไม่อยากเสียไป

    ธามก้มมองมือ

    จำมันได้หลายแบบ

    คืนแรกที่จับโดยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไร

    คืนที่ทั้งคู่กำไว้เพราะไม่อยากให้ราตรีจบ

    คืนต่อ ๆ มาที่เขาดึงเธอไปตามทางต่าง ๆ

    คืนที่กำแน่นจนปลายนิ้วซีด

    และเมื่อคืน—

    ที่เขาเพียงถือไว้

    ธามสูดลมหายใจ

    นิ้วคลายลงหนึ่งนิ้ว

    แล้วหยุด

    ชลลดาไม่ได้ดึงมือกลับ

    เพียงอยู่ตรงนั้น

    ธามคลายอีกนิ้ว

    “ถ้าข้าปล่อย”

    เขาพูด

    “ข้าไม่รู้ว่าจะเกิดอะไร”

    ชลลดาพยักหน้า

    “ข้าก็ไม่รู้”

    “เจ้าอาจไม่กลับมา”

    “อาจ”

    “อาจจำข้าไม่ได้”

    เธอเงียบ

    ธามหัวเราะแผ่ว

    “ช่วยโกหกสักอย่างไม่ได้หรือ”

    ชลลดยิ้ม

    “ข้าโกหกไม่เก่ง”

    “รู้แล้ว”

    เขาคลายนิ้วอีก

    เหลือเพียงปลายนิ้วแตะกัน

    ความคิดหนึ่งยังดัง

    ถ้าลองอีกครั้งล่ะ

    อาจมีทางที่เขาพลาด

    อาจมีบางอย่างที่ยังไม่ได้ลอง

    ธามมองชลลดา

    ภาพหลายคืนที่ผ่านมาไหลกลับมา

    ไม่ใช่ตอนเธอหายไป

    แต่ตอนเธอยังอยู่

    ตอนหัวเราะ

    ตอนกินขนม

    ตอนเดินช้าเพราะอยากมองร้าน

    ตอนนั่งในห้องมืดขณะที่เขามัวแต่มองเวลา

    ตอนวิ่งตามเขาโดยไม่รู้ว่าจะไปไหน

    ความกลัวที่จะเสียเธอเคยทำให้เขาใช้เวลาที่มีอยู่กับเธอน้อยลงเพียงใด

    ปลายนิ้วของเขาค่อย ๆ เลื่อนออก

    มือทั้งสองแยกจากกัน

    ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    ธามนิ่ง

    ชลลดาก็นิ่ง

    แม่น้ำยังไหล

    ความมืดยังอยู่

    ช่วงเวลาหนึ่งผ่านไป

    แล้วเสียงนกก็ดังขึ้นจากอีกฝั่ง

    ธามเงยหน้าทันที

    ชลลดาก็เช่นกัน

    เสียงธรรมดาที่เคยได้ยินมาตลอดชีวิต

    แต่เช้านี้ฟังเหมือนสิ่งใหม่ที่สุดในโลก

    ขอบฟ้าด้านตะวันออกเริ่มมีสี

    รุ่งเช้า

    ธามไม่รู้ว่าตัวเองยิ้มเมื่อไร

    “มาแล้ว”

    ชลลดาพยักหน้า

    ดวงตาเธอแดงเล็กน้อย

    แต่ยังยิ้ม

    แสงแรกแตะผิวน้ำ

    ธามก้มมอง

    เงาของเขายังอยู่

    เงาของชลลดาอยู่ข้างกันชั่วครู่

    จากนั้นค่อย ๆ บางลง

    เหมือนสายน้ำกำลังรับคืนสิ่งที่เคยให้ยืม

    ธามเงยหน้า

    ชลลดยังอยู่

    “ชลลดา”

    เธอมองเขา

    คำถามมากมายอยู่ในหัว

    จะได้พบกันอีกไหม

    เจ้าจะจำข้าได้หรือเปล่า

    คืนลอยกระทงครั้งหน้าจะกลับมาหรือไม่

    แต่ไม่มีคำถามไหนถูกพูด

    ชลลดาเองก็ไม่ได้กล่าวลา

    เพียงยิ้ม

    ลมพัดชายผ้าเบา ๆ

    แสงบนแม่น้ำกว้างขึ้น

    มือธามยกขึ้น

    โดยไม่ทันคิด

    สัญชาตญาณเดิมสั่งให้คว้า

    อีกครั้งเดียว

    เพียงแตะมือ

    เพียงขอให้อยู่ต่อ—

    มือหยุดกลางอากาศ

    ชลลดามองมัน

    แล้วมองหน้าเขา

    ธามค่อย ๆ ลดมือลง

    รอยยิ้มของเธอชัดขึ้นเล็กน้อย

    จากนั้นแสงแรกก็ผ่านตัวเธอ

    ไม่มีแสงวาบ

    ไม่มีเสียง

    ช่วงเวลาหนึ่ง เธอยังยืนอยู่ตรงนั้น

    อีกช่วงเวลาหนึ่ง—

    ตรงนั้นก็ว่างเปล่า

    ธามยืนมอง

    ไม่ได้เรียกชื่อเธออีก

    เขารอ

    หนึ่งอึดใจ

    สองอึดใจ

    สาม

    ไม่มีเสียงเพลงดังขึ้นใหม่

    ไม่มีเด็กชายกลับไปขอจุดธูป

    ไม่มีชายคนเดิมถอยหลังชนใคร

    ไม่มีความมืดหวนกลับ

    มีเพียงเสียงเก้าอี้จากร้านค้า

    แม่ค้ากำลังช่วยกันเก็บของ

    รถคันแรกแล่นผ่านถนนด้านนอก

    นกอีกตัวร้อง

    แล้วอีกตัว

    โลกเดินต่อ

    ธามก้มมองมือตัวเอง

    ว่างเปล่า

    มันยังเจ็บ

    การเป็นคนปล่อยเองไม่ได้ทำให้คิดถึงเธอน้อยลง

    ไม่ได้ทำให้เช้านี้ง่ายขึ้น

    แต่ไม่มีคืนใหม่ตามมา

    ธามยืนริมแม่น้ำต่ออีกพักหนึ่ง

    กระทงของเขากับชลลดาลอยหายจากสายตาไปนานแล้ว

    บนผิวน้ำยังมีกระทงของคนอื่นเหลือประปราย

    สองใบลอยอยู่ไม่ไกลกัน

    กระแสน้ำค่อย ๆ พาใบหนึ่งออกไปอีกทาง

    ธามมองตาม

    ไม้ยาวที่เจ้าหน้าที่วางไว้สำหรับช่วยเขี่ยกระทงยังพิงอยู่ข้างเสา

    เขารู้ดีว่าต้องใช้มันอย่างไร

    ต้องเขี่ยตรงไหน

    ต้องออกแรงเท่าไร

    ถึงจะพากระทงที่กำลังห่างกลับมาใกล้กัน

    ธามมองไม้อยู่ครู่หนึ่ง

    แล้วมองกลับไปยังแม่น้ำ

    กระทงสองใบยังคงลอยต่อ

    คนละทาง

    เขาไม่ได้แตะไม้

    เพียงมองจนแสงเล็ก ๆ ทั้งสองกลืนเข้าไปกับกระทงอื่นและแสงเช้า

    ธามสูดลมหายใจ

    แล้วหันหลังให้แม่น้ำ

    ทางเดินที่เมื่อคืนเต็มไปด้วยผู้คนกำลังถูกแสงเช้าแทนที่ทีละน้อย

    เขาก้าวออกไป

    ก้าวหนึ่ง

    แล้วอีกก้าว

    โดยไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร

    ธามเดินต่อ

    และไม่ได้หันกลับไป

    Sponsored Ads

    เรื่องนี้เกิดขึ้นจากอีกด้านหนึ่งของ “คืนธารา”
    
    ในเพลงเวอร์ชันของชลลดา
    เราได้ยินเสียงของคนที่รู้ตั้งแต่ต้นว่า
    เมื่อรุ่งสางมาถึง
    เธอจะต้องจากไป
    
    แต่ในฝั่งของธาม
    คำถามกลับต่างออกไป
    
    ถ้าคุณรู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้า
    จะหายไปพร้อมกับแสงแรก
    
    คุณจะพยายามรั้งเขาไว้ให้นานที่สุด
    
    หรือยอมรับว่า
    บางความรักไม่ได้มีไว้เพื่ออยู่ตลอดไป
    
    “คืนธารา — ธาม”
    จึงไม่ใช่การเล่าเรื่องเดิมซ้ำอีกครั้ง
    
    แต่มันคือเรื่องของคนที่อยู่ต่อ
    
    คนที่เคยเชื่อว่า
    ถ้ารักมากพอ
    ก็ควรรั้งสิ่งนั้นไว้ได้
    
    คนที่พยายามต่อรองกับเวลา
    พยายามยื้อราตรี
    และพยายามทำให้รุ่งสางมาถึงช้าที่สุด
    
    จนในที่สุดต้องยอมรับว่า
    
    การปล่อยมือ
    ไม่ได้ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างกัน
    มีความหมายน้อยลง
    
    และการที่คืนหนึ่งต้องจบ
    ไม่ได้หมายความว่า
    ความรักในคืนนั้นไม่เคยมีอยู่จริง
    
    เรื่องราวของธามจึงเริ่มต้น
    ตรงจุดที่เขาไม่อาจเก็บชลลดาไว้ได้
    
    และจบลง
    เมื่อเขายอมให้เช้าวันใหม่มาถึง
    
    🎧 ฟัง “คืนธารา — ธาม”
    YouTube Music • Spotify • Apple Music
    https://music.youtube.com/watch?v=XWPdfRHymCE
    
    https://music.apple.com/us/song/คืนธารา-ธาม/6816319269
    
    ──────────────────────────
    
    🌙 ฟังเรื่องราวจากมุมของชลลดา
    
    “คืนธารา — Return to the River”
    Nina Version
    
    ในเวอร์ชันนี้
    เรื่องราวถูกเล่าผ่านชลลดา
    ผู้ที่รู้ว่าเธอต้องกลับคืนสู่ธารา
    แต่ยังคงอยากเก็บช่วงเวลาสั้น ๆ
    กับคนที่เธอไม่อาจอยู่ด้วยได้ตลอดไป
    
    🎧 ฟัง “คืนธารา — Return to the River”
    YouTube Music • Spotify • Apple Music
    https://music.youtube.com/watch?v=FLtVEMKmq8U
    
    https://music.apple.com/us/song/คืนธารา/6814802796
    
    

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.

    Note