You have no alerts.
    Header Background Image
    นิยายแปล แบ่งปัน สนุกขำขัน ได้ที่นี่ WhatANovel.com
    Chapter Index

    ฉันไปถึงหน้าตึกแถวหลังมื้อกลางวันพอดี บ่ายแบบกรุงเทพ อภิวัฒน์ ที่แดดไม่ได้แค่ส่องคุณ แต่มันส่งบิลมาพร้อมค่าบริการเพิ่ม บานประตูเหล็กก็ยังฝุ่นจับเหมือนเดิม สีผนังซีดเหมือนเดิม แต่คราวนี้ฉันมีปากกาในกระเป๋า กับตัวเลขในหัว

    Sponsored Ads

    คุณแหม่มยืนรออยู่แล้ว ครึ่งตัวอยู่ในร่ม อีกครึ่งอยู่ในอารมณ์ที่บอกว่ามีอีกสามนัดต่อจากนี้  และไม่มีนัดไหนที่เกี่ยวกับความอดทน แฟ้มพลาสติกอยู่ในมือหนึ่ง พวงกุญแจอยู่ในอีกมือ เหมือนยืนเฝ้าประตูอาณาจักรที่มีปัญหาท่อน้ำ

    “มาพอดีเลยนะค่ะ น้องกรณ์” เธอว่า พลางไขกุญแจด้วยท่าทีที่บอกว่าเคยทำมาพันรอบ 

    “ดูอีกรอบให้ชัวร์นะจ๊ะ จะได้ไม่มาบ่นพี่ทีหลัง”

    ฉันก้าวเข้าไปข้างใน กลิ่นอับอุ่นกับฝุ่นต้อนรับเหมือนเดิม แต่เพิ่มกลิ่นบางอย่างที่เหมือนจิ้งจกเพิ่งแตกแถวหนีใครสักคน (ฉันไม่ได้ถามนะ แต่มันก็บอกกลิ่นมาเอง) รอยร้าวตรงผนังหน้ากว้างขึ้น พื้นก็ยังส่งเสียงเอี๊ยดเหมือนส่งรหัสมอร์สเตือนรองเท้าฉันอยู่

    ตรงบานเลื่อนยังมีสติกเกอร์ AIWA ติดอยู่ สีซีดลงจนอยู่กึ่งกลางระหว่างยาสีฟันเก่า กับเงาวิญญาณดื้อ ๆ  ครึ่งหนึ่งลอกออก อีกครึ่งยังเกาะแน่นเหมือนยังต้องปกป้องใบรับประกัน มันดูเป็นความภูมิใจที่รอดมาได้สามเจ้าของกับการเปลี่ยนรูปแบบฟอร์แมต

    “ผมชัวร์ครับ” ฉันตอบ ทั้งที่ไม่มีอะไรในนี้สมควรได้รับความมั่นใจ 

    คำพูดมันเหมือนการเซ็นคบหากับปลวกแบบระยะไกล

    คุณแหม่มดึงฟอร์มใหม่จากแฟ้ม เป็นงานพิมพ์สองภาษา ไทยอยู่บน อังกฤษอยู่ล่าง และเงาของเทมเพลตสัญญาสหรัฐฯ ที่แปลไม่หมด ซ่อนอยู่ข้างใต้ 

    “ขอชื่อเต็ม–นามสกุล แล้วก็เลขบัตรประชาชนด้วยค่ะ น้องกรณ์”

    ฉันหยิบบัตรเก่าเคลือบลามิเนตออกมา รูปถ่ายเหมือนเพิ่งโดนจับข้อหาเดินเตร่อยู่ริมถนน 

    “ธนากร สิริพงษ์ชัย” ฉันตอบ

    เธอเขียนลงในช่อง

    First Name: THANAKORN 

    Middle Name: — (ขีดฆ่าด้วยเส้นแข็ง ๆ เหมือนตั้งใจลบให้ตาย) 

    Last Name: SIRIPONGCHAI 

    แบบฟอร์มมีช่องกรอก “สถานะการพำนัก” เธอเขียนว่า “51” และขีดเส้นใต้สองครั้ง

    คุณแหม่มกางสัญญาบนโต๊ะพับ ที่วางอยู่บนกระดาษแข็งโปรโมชันบัตรโทรศัพท์ปี 1998

    “ตรงนี้นะ เริ่มวันนี้เลยนะค่ะ ง่ายดี ไม่ต้องมานั่งคิดเศษ ๆ” 

    เงื่อนไขชัดเจน

    ค่าเช่า: ฿8,500 ต่อเดือน (ชำระล่วงหน้า 3 เดือน + มัดจำ 1 เดือน) 

    สิทธิซื้อขาด: ฿1,850,000 ภายใน 2 ปีนับจากวันนี้ (ราคาตายตัว ไม่รวมค่าโอน)

    “ถ้าฝรั่งเขาก็คิดโปรเรตครึ่งเดือน” เธอพูดไป ขณะเขียนตัวเลข 

    “ของเราก็คิดครึ่งเดือนนะ…แต่บวกเก็บล่วงหน้า บวกมัดจำ บวกค่าอากรแสตมป์ บวกค่าทำสัญญา — ครบ จบ ในวันเดียว”

    ฉันก้มดูยอดรวมบนกระดาษ: ฿48,500

    หรือถ้าแปลเป็นภาษากรุงเทพฯ ก็คือ “ราคาซื้อรถมอเตอร์ไซด์ + ค่าเบียร์เปิดร้าน 3 คืน”  ในหัวฉันคิดเป็นภาษาอังกฤษว่าWelcome to the 51st state — pay like America, live like Bangkok.’

    เธอเซ็นชื่อย่อทุกหน้าแบบไม่หยุดพัก คล้าย ๆ กับกลองรัวที่ไม่มีคนฟังแต่ก็ต้องเล่นให้จบ ฉันหันไปมองสติกเกอร์ AIWA อีกที มันยังอยู่ที่เดิม ดื้อเงียบเหมือนเดิม เหมือนมองดูดีลนี้เกิดขึ้น แล้วพนันเงียบ ๆ ว่าฉันคงไม่รอดครบสัญญาเช่า

    ถนนข้างนอกมีเพลงประกอบของมันเอง เพลงลูกทุ่งจากวิทยุเสียงแหลม เสียงเบรกมอเตอร์ไซค์ดังเอี๊ยด แล้วก็เสียงคนตะโกนราคามะม่วงดังพอจะบันทึกลงในสัญญาได้ พอเสร็จทุกอย่าง ฝุ่นในลำแสงแดดดูเหมือนเกล็ดทองคำในวิสกี้ราคาถูก

    ฉันเซ็นชื่อ สองครั้ง ครั้งหนึ่งสำหรับสัญญาเช่า อีกครั้งสำหรับทุกสิ่งที่เมืองนี้กำลังจะคิดบิลต่อไป

    Sponsored Ads

    ———————

    ถอน 3 รอบ โลกไม่พอใจ

    ใบเสร็จบอกว่า “ยินดีด้วย” ยอดเงินในบัญชีบอกว่า “พยายามได้ดีนะ”

    ฉันเดินออกจากตึกแถว มือหนึ่งถือสัญญา อีกมือหนึ่งถือความรู้สึกเสียดายที่โตขึ้นเรื่อย ๆ  กับสีหน้าของคนที่เพิ่งนึกได้ว่ายังต้องไปจัดการกับเงินสดของจริง

    “พี่ไปรอที่ร้านกาแฟเซย์นะ” คุณแหม่มว่า 

    ปิดแฟ้มดัง แปะ แบบเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่เคยเห็นเรื่องแย่กว่านี้มาแล้ว 

    “ข้าง ๆ ซอยนี้ เดินไม่ไกล เดี๋ยวนั่งรอกาแฟเพลิน ๆ”

    ฉันพยักหน้า ใน RB51 นั่นเท่ากับการทำสัญญาด้วยวาจา แนบสำเนาบัตรสองใบ และประกาศความตั้งใจในการเสียภาษี

    ตู้เอทีเอ็มที่ใกล้ที่สุดอยู่ระหว่างร้านขายยาลดราคา กับร้านไก่ทอดที่มีกลิ่นปี 1997 จอ CRT กระพริบด้วยสีของไฟล์สเปรดชีตที่ถูกลืม กับรหัส PIN ที่ไม่มีใครจำได้แล้ว

    รอบแรก: ฿20,000 

    ตู้ทำเสียงวืด ๆ เหมือนกำลังพิมพ์พันธบัตร ช่องจ่ายเงินคายธนบัตรลงถาดพลาสติก แล้วฉันเกือบได้ยินมันถอนหายใจ

    รอบสอง: ฿20,000 

    มันถามว่า ต้องการพิมพ์ใบเสร็จหรือไม่? ฉันกด ไม่ แต่มันพิมพ์ให้เองอยู่ดี แถมพิมพ์มาให้สองใบ ทั้งคู่เขียนว่า Thank you” แต่ฟังแล้วเหมือนหมายถึง อย่ากลับมาอีกนะ

    รอบสาม: ฿9,000 

    ไม่ใช่ว่าฉันต้องการขนาดนั้น แต่เพราะตู้ไม่มีแบงก์ร้อยหรือห้าร้อย ถอนขั้นต่ำ = เสียดสีขั้นสูงสุด ตอนนี้ฉันมีอยู่ ฿49,000 ยัดลงซองเอกสารสีน้ำตาลที่เคยใส่เรซูเม่เก่า พร้อมเศษสุดท้ายของความเชื่อใจในระบบ

    การเดินฝ่าการจราจรยามบ่ายของกรุงเทพฯ พร้อมซองเงินตุง ๆ มันให้ความรู้สึกเหมือนฉากที่โดนลบออกจากหนังปล้นธนาคาร  วินมอเตอร์ไซค์ชะลอเข้ามาใกล้

    “ไปไหนครับพี่?”

    “ไปจ่ายกรรมครับ” ฉันตอบ 

    เขาพยักหน้า สีหน้าของคนที่รู้ว่าแววตานั้นหมายถึงอะไร

    แม่ค้าลอตเตอรี่เหลือบตามามอง แล้วว่า  “วันนี้ราศีจับนะพี่… ซื้อลอตเตอรี่ไว้มั้ย?”

    ฉันยิ้มแบบคนที่เคยเห็นโชคชะตาตัวเองแล้ว และมันถูกพิมพ์ออกมาเป็นรายการบัญชี

    คาเฟ่เซย์ยังอยู่ที่เดิมเหมือนปีที่แล้ว ถูกหนีบไว้เหมือนลมหายใจระหว่างสองร้านที่พยายามหนักกว่า กระดิ่งเล็กเหนือประตูส่งเสียง กริ๊ง เบา ๆ เหมือนถูกฝึกมาให้ขออนุญาตก่อนจะดัง

    ข้างในมีกลิ่นส้ม ผงขัดพื้น และความทะเยอทะยานหลังมื้อกลางวัน โต๊ะไม้เป็นไม้จริง ต้นไม้ก็เป็นของจริง ไม่ได้จัดมาให้ขำ เพลงแจ๊สเปิดคลอเบา ๆ เหมือนคนกำลังคิดเพลงอยู่ในหัวมากกว่ากำลังเล่นจริง

    คุณแหม่มนั่งมุมร้าน เปิดสมุดตารางงานเหมือนข้างในมีความลับของเทศบาล ซองสีน้ำตาลวางอยู่ระหว่างแก้วกาแฟกับปากกาที่ดูแพงเกินสิ่งที่มันกำลังทำ

    ฉันยังไม่ได้ยื่นให้  ไม่ใช่ว่าฉันเปลี่ยนใจ แต่เพราะคาเฟ่นี้ กับแสงจริง ๆ และมุมที่ไม่ขัดเงา เป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ที่ผู้ชายไม่ต้องทำตัวเหมือนรู้ทุกคำตอบของชีวิต

    ฉันเลยรอ 

    อีกสักพัก ปล่อยให้เมืองนี้เดินต่อไปโดยไม่มีฉัน… อีกหนึ่งลมหายใจ

    Sponsored Ads

    ———————

    เสียงที่ไม่ต้องพูด

    ซองสีน้ำตาลวางอยู่บนโต๊ะเหมือนแมวที่กินมากจนเกินอิ่ม อุ่น อ้วน และเงียบจนน่าสงสัย

    คุณแหม่มไม่มองมัน เธอกำลังคนกาแฟเหมือนมันเพิ่งพูดอะไรที่ไม่เข้าหู

    ฉันดันซองไปให้  ฿48,500 ธนบัตร 1,000 ใหม่เอี่ยม 48 ใบ กับธนบัตร 500 อีก 1 ใบ ที่เต็มไปด้วยความกังวล เงินสดมากที่สุดที่ฉันเคยถือในชีวิต แต่พอมาวางบนโต๊ะไม้กลับดูเหมือนเศษตังค์

    เธอยิ้มพอเป็นพิธี

    “เดี๋ยวพี่ค่อยนับก็ได้ค่ะ… แววตาน้องไม่ใช่คนที่มาเช่าแล้วหนี”

    เรานั่งกันเงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง เสียงเพลงแจ๊สลอยวนเหมือนคนที่ตกงานแต่ยังอยากช่วยงานอยู่

    แล้วเธอก็ถามขึ้น เหมือนไม่ได้ตั้งใจ

    “น้องเคยเขียนอะไรตีพิมพ์ไหม?”

    ฉันกระพริบตา

    “…ทำไมเหรอครับ?”

    “ไม่มีอะไรค่ะ พี่แค่เห็นว่าน้องมีสมุดติดตัวตลอด แล้วจดอะไรเร็วดี”

    ฉันยักไหล่แบบไม่ออกความเห็น ภาษากลางสากลของ ไม่ถาม = ไม่โกหก = ไม่เสียเวลา

    แล้วฉันก็เห็นอะไรบางอย่างแอบอยู่ตรงขอบสมุดตารางงานของเธอ  สติกเกอร์พิมพ์สีซีดที่มุมลอก และถูกถ้วยกาแฟบังไปครึ่งนึง

    Greypaper Press – fiction worth squinting for…

    ฟอนต์เอียงนิด ๆ เหมือนถูกแปลโดยคนที่รักวรรณกรรมมากกว่าการจัดหน้า เป็นภาษาอังกฤษแบบที่ชอบโผล่อยู่ในคาเฟ่ RB51 กวีพอให้ฝรั่งงง และกว้างพอให้ผ่านเซ็นเซอร์

    ใต้สติกเกอร์นั้นมีลายมือเขียนไว้ว่า
    [–] ส่งชุด ‘เสียงระหว่างซอย’ ไป Oregon 
    [–] เคลียร์สต๊อก GreyPaper แปลไทย 
    [–] พิมพ์รอบใหม่ “เทียนกลางแสงแดด”

    ชื่อนั้นกระตุกอะไรบางอย่างในหัวฉัน  เทียนกลางแสงแดด  เหมือนเคยเห็นมาก่อน หรืออะไรทำนองนี้  RB51 ชอบตั้งชื่อแนวกวีบำบัดแบบนี้

    ทุกต้องเป็นอย่างใดอย่างนึงใน “เสียงในช่องว่าง”, “ภาพในแผลเก่า” หรือ “ความเงียบที่พูดไม่ได้แต่ต้องเข้าใจ”

    ฉันเคยเห็นซีนกวีที่ใช้ชื่อ “ลมหายใจของคนที่ไม่อยู่” แล้วเนื้อในกลับเป็นเรื่องนมถั่วเหลือง

    “เอาจริง ๆ พี่ก็ไม่ได้อ่านทุกเรื่องหรอกนะคะ” 

    เธอว่า 

    “แต่บางที… พี่ก็ชอบดูชื่อคนเขียนแบบสุ่ม ๆ แล้วเดาว่าเขาอยู่ตรงไหนของเมือง”

    “แล้วเดาถูกไหมครับ?”

    เธอยิ้ม 

    “บางคนอยู่ในซอกตึก บางคนอยู่ในห้องเก็บเสียง บางคนอยู่ในคำว่า ‘ยังไม่พร้อม’ ”

    คาเฟ่กลับมาเงียบอีกครั้ง 

    เสียงบีบแตรจากรถบรรทุกข้างนอกดังเหมือนมีคนจ้างมาให้ขัดจังหวะความจริงใจ

    คุณแหม่มแตะซองสีน้ำตาล

    “ขอบคุณนะคะ… ไม่ใช่แค่เรื่องเงินหรอก” 

    เธอว่าก่อนจะลุกขึ้น

    “เรื่องอะไรครับ?”

    “ที่น้องยังอยู่ในเมืองนี้ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้ชวนน่าอยู่เท่าไรแล้ว”

    เธอออกไปก่อนที่ฉันจะตัดสินใจได้ว่านั่นคือคำชม  หรือแค่คำพูดของคนกรุงเทพฯ ที่ลืมไปแล้วว่าความหมายจริงมันเป็นยังไง

    Sponsored Ads

    ———————

    แปลน กับ แสงที่พูดแทน

    แสงจากหน้าต่างเปลี่ยนไปแล้ว ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ และไม่สอพลอ มันตกลงบนโต๊ะเหมือนกำลังลงเวลาเลิกงานก่อนกำหนด

    ฉันยังนั่งอยู่ 

    ครึ่งหนึ่งเพราะยังไม่อยากเดินออกไปเจอแดด อีกครึ่งเพราะคาเฟ่นี้ไม่ขอหลักฐานการทำงาน ซึ่งในกรุงเทพฯ แบบนี้หาได้ยากกว่าความรักเสียอีก

    ฉันหยิบสมุดโน้ตออกมา ซึ่งเป็นแบบถูก ๆ ที่มีรูปการ์ฟิลด์ซีด ๆ อยู่บนปก ไม่ใช่ของก็อปแต่อย่างใด แค่เป็นของที่โลกนี้ลืมไปแล้ว

    บรรทัดแรก:
    “ชั้นล่าง – ห้องอัด?”

    ฉันวงไว้ แล้วขีดฆ่าเครื่องหมายคำถาม แล้ววงกลับอีกที ก่อนจะเขียนข้างใต้ว่า

    “ไว้รอดูโปรช่างเดือนหน้า”

    ในกรุงเทพฯ คำว่า “เดือนหน้า” คือผู้รับเหมาที่ตรงเวลาที่สุดของเมือง

    บรรทัดที่สอง:
    “ทุบห้องน้ำทำใหม่ หรือจะกลั้นใจใช้เดิมไปก่อน?”

    บรรทัดที่สาม:
    “ติดแอร์ – สองตัว? หรือให้ลาเต้เลือก?”

    แม้ลาเต้จะไม่ได้อยู่ที่นี่ ฉันก็เว้นช่องสี่เหลี่ยมไว้ในแปลน 

    ติดป้ายว่า “โซนหลับที่ต่อรองไม่ได้ (เขาเลือกเอง)”

    บรรทัดถัดมา ฉันขีดคำว่า: 
    “เพดานสูง = จุดบวก (ถ้าไม่เลี้ยงค้างคาว)” 

    และวงไว้ตรงบนสุดของแปลน
    “ดาดฟ้า พิจารณาทำเป็นระเบียงซักผ้า / จุดลี้ภัยเวลาอยากหนีคน” (แล้ววงอีกครั้งแบบที่รู้ว่าจะไม่ได้ทำ)

    การออกแบบเพื่อแมวที่ไม่เคยเข้าประชุม คือการได้ผู้จัดการโปรเจกต์คนใหม่ ส่วนที่จอดรถ ไม่มีที่จอดอยู่แล้วล่ะ ในแปลนก็ไม่มี ในชีวิตจริงยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตัวตึกแนบฟุตบาทเหมือนเด็กเกาะขอบสระน้ำ ใครที่ถามหา “มีที่จอดไหม” คงยังไม่รู้ว่าที่จอดในกรุงเทพฯ คือร้านผัดไทใกล้วัดที่จอดรถได้ 2 คันแต่มีโต๊ะ 40 ตัว

    ฉันพลิกไปหน้าถัดไปแล้วเริ่มร่างแปลน มันดูเหมือนแผงวงจรมากกว่าตึก ห้องน้ำเป็นสี่เหลี่ยมต้องสงสัยอยู่มุมหนึ่ง  ห้องนอนชั้นบนไม่มีประตู  และอินเทอร์เน็ตคือวงก้นหอยเล็ก ๆ ที่เขียนว่า 

    ADSL? หรือเรียกวิญญาณ?”

    ในย่านนี้ การติด ADSL เหมือนการยื่นขอสัญชาติปี 2541 วิญญาณที่ตอบกลับมามีแค่เสียงซ่าและเสียงสัญญาณต่อสาย

    เสียงแจ๊สยังไม่หยุด แต่ตอนนี้มันฟังเหมือนกำลังพิงผนังดูฉันทำงาน

    ฉันขีดเขียนว่า
    “ระบบไฟใหม่ อย่าลืมเอาสายลำโพงเก่าไปเทียบ”

    แล้วต่อด้วย
    “เขียนมุมกาแฟเผื่ออนาคต ถ้าต้องทำงานกับคนอื่น”

    และข้างล่างสุด เกือบจะซ่อนในขอบกระดาษ
    “ถ้าเขาจะมาอยู่ด้วย… ต้องมีมุมพัดลมไว้ให้เขาทับ ไม่งั้นเขาจะประท้วง”

    ฉันเช็กวันที่อีกครั้ง 

    16 พฤษภาคม 2544 แปลว่ามีเวลา 15 วัน ในการเคลียร์ห้องเก่า หักลบปัญหาลมแดด ความไม่แน่ใจ และไฟฟ้าดับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เหลือเวลาจริง ๆ อาจแค่ 3 วันทำการ

    ลมอ่อน ๆ พัดกองกระดาษทิชชู่  แผ่นหนึ่งปลิวจากเคาน์เตอร์มาหยุดที่เท้าฉัน ฉันก้มเก็บ  ด้านหลังมีคนวาดห้องสี่เหลี่ยมมีชั้นหนังสือ พร้อมคำว่า quiet stage”

    ฉันเงยหน้ามอง ไม่มีใครขยับ  คาเฟ่กลับไปเป็นห้องที่ไม่มีพยานอีกครั้ง

    ฉันลากปากกาทับแปลนอีกครั้ง นี่มันยังไม่ใช่สตูดิโอ ไม่ใช่ตอนนี้ มันยังเป็นแค่ลิสต์ค่าใช้จ่ายที่แปะด้วยความหวัง ในกรุงเทพฯ แบบนี้ก็เรียกว่า ‘ความทะเยอทะยาน’ ได้แล้ว

    ฉันเก็บสมุดโน้ต แล้วสอดกระดาษทิชชู่ไว้ข้างใน ระหว่างเดินออก เสียงกระดิ่งเหนือประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง

    ไม่ใช่เพื่อต้อนรับฉัน แต่อย่างน้อยก็ดีที่ยังมีอะไรสักอย่างดังขึ้นตอนคุณเดินจากไป

    Sponsored Ads

    หมายเหตุประเทศไทย เวอร์ชัน RB51:
    “ตู้ ATM เมืองนี้กดได้ทีละ 20,000 บาท และมักจะจำกัดแค่สามครั้งต่อวัน ไม่ใช่เพราะคุณจน แต่เพราะระบบมันกลัวคุณรวยกว่ามัน”

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.

    Note