103.5-Q4 / 1999
by S.J. Raventide
หลังเวทีมีกลิ่นสเปรย์ฉีดผม สายไฟร้อน ๆ แล้วก็กลิ่นของเงินที่พยายามทำตัวให้ดู effortless จนเกินไป
Sponsored Ads
ทีมงานเดินสวนกันไปมาในเสื้อดำ พร้อมบัตรแขวนคอที่แกว่งไปมาเหมือนใบอนุญาตราชการขนาดจิ๋วสำหรับ “การมีอารมณ์ร่วม” ใครบางคนตะโกนเรื่องคิวไฟอยู่ใกล้ทางขึ้นเวที อีกคนกำลังเถียงกับตัวแทนสปอนเซอร์ ว่าสีน้ำเงินบน backdrop มันดู “เหงาเกินไป” สำหรับแคมเปญส่งท้ายปีหรือเปล่า
RB51 มีกฎสำหรับทุกอย่าง
โดยเฉพาะ “ความเศร้า”
นีน่านั่งอยู่หน้ากระจก ขณะที่สไตลิสต์กำลังจัดแขนเสื้อชุดขึ้นเวทีสีขาวของเธอเป็นรอบที่สาม
“ยิ้มอีกนิดได้ไหมคะ”
สไตลิสต์เอียงหน้าเล็กน้อย
“เอาแบบเหงานิด ๆ แต่ยังมีความหวังนะคะ”
นีน่าเกือบหัวเราะออกมา ไม่ใช่เพราะมันตลก แต่เพราะดูเหมือนทุกคนในตึกนี้จะท่องประโยคเดียวกันมาหมดแล้ว
นอกห้องแต่งตัว เสียงคนดูดังลอดกำแพงเข้ามาเบา ๆ เหมือนสภาพอากาศที่ยังมาไม่ถึง
ยังไม่ดังพอจะรู้สึกว่า “จริง” แต่ก็มากพอจะเตือนทุกคน ว่าทำไมพวกเขาถึงพยายามแกล้งทำเป็นใจเย็นอยู่
บนโต๊ะข้างตัวเธอ มีกองเอกสารโปรโมตอัลบั้ม Balloon (1999) วางเรียงอยู่
งานพิมพ์สีฟ้าอ่อน เมฆสีขาว ฟอนต์มน ๆ แผนกดีไซน์ของ ศักดินาเรคคอร์ด คงประชุมกันไปราวสิบสี่รอบ กว่าจะตกลงได้ว่า “ความเหงาเฉดไหน” ขายดีที่สุดในช่วง Q4
สตาฟคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาในห้อง พร้อมคลิปบอร์ดในมือ
“พี่นีน่าคะ หลังเพลงที่สาม อย่าลืมพูดเรื่อง ‘ขอบคุณทุกคนที่ยังมองฟ้าไปด้วยกัน’ ด้วยนะคะ”
“อืม”
“Sponsor อยากได้ประโยคนี้ค่ะ”
แน่นอนอยู่แล้ว
สตาฟหายออกจากห้องไปอีกครั้ง ก่อนที่ความเงียบจะทันนั่งลงจริง ๆ เสียอีก
นีน่าเงยหน้ามองโทรทัศน์ที่ติดอยู่ใกล้เพดาน รายการสัมภาษณ์ก่อนขึ้นเวทีกำลังเล่นอยู่ เปิดเสียงเบาจนแทบไม่มีความหมาย
> “นีน่าคือเสียงของคนเมืองยุคใหม่”
> “เหงาแบบฟังง่าย”
> “อบอุ่น แต่ไม่หนักเกินไป”
ทุกประโยคฟังดูเหมือนผ่านการ approve มาแล้วอย่างน้อยสามแผนก มีคนเคาะประตูห้องที่เปิดค้างไว้ครึ่งหนึ่ง
“อีกสิบห้านาทีครับ”
นีน่าพยักหน้า
ประตูปิดลงอีกครั้ง ฝั่งตรงข้ามทางเดิน ทีมการตลาดรุ่นน้อง ยังเถียงกันไม่จบเรื่องลำดับเพลงสำหรับ live CD
“คืนนี้ยังมองฟ้า ต้องขึ้นก่อน encore”
“แต่ฝ่ายทีวีอยากเก็บไว้ช่วงดึก คนจะอินกว่า”
“ก็ใช่ แต่ถ้าเลย sponsor break ไปมากเกิน มัน drop นะ”
“งั้นตัด verse แรกออกไหม”
ความเงียบตกลงมาทันที
หลังจากนั้นก็มีเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ดังขึ้น เหมือนใครเผลอพูดจาดูหมิ่นสถาบันอะไรสักอย่างเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ล้อเล่น ๆ”
แต่ไม่มีใครฟังดูโล่งใจจริง ๆ
นีน่าก้มมองเนื้อเพลงบนตักตัวเอง
🎶 “ทุกครั้งที่มองฟ้า…” 🎶
เธอลูบผ่านประโยคนั้นหนึ่งครั้งด้วยนิ้วโป้ง
มุมกระดาษ lyric sheet เต็มไปด้วยรอยดินสอ เปลี่ยนคอร์ด จังหวะหายใจ แล้วก็โน้ตแก้ arrangement เล็ก ๆ ที่ดูเหมือนมีแค่เธอคนเดียวที่เข้าใจ
ทีมโปรดักชันของศักดินา เคยแก้ท่อน bridge ไปแล้วสองรอบ นีน่าก็เปลี่ยนมันกลับเหมือนเดิมทั้งสองครั้ง เงียบ ๆ เหมือนแก้ typo ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
เพลงนี้ไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย อาจเพราะแบบนั้น ทุกคนถึงชอบมัน ไม่มีการตะโกน ไม่มีการเอาคืน ไม่มี “ความจริง” แบบอันตราย มีแค่ความเหงานิดพอดี ให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว
แล้วก็ปลอดภัยพอสำหรับการออกอากาศทั่วประเทศช่วง 21:40 น. คั่นระหว่างโฆษณาแพ็กเกจโทรศัพท์กับความเหงาที่ผ่านการอนุมัติแล้วเรียบร้อย
ด้านนอก เสียงคนดูปะทุดังขึ้นกว่าเดิมทันที VTR เปิดงานคงเริ่มแล้ว แสงสีฟ้าลอดเข้ามาใต้ประตูห้องแต่งตัวจาง ๆ
ทีมงานแถวทางเดินยืนหลังตรงขึ้นพร้อมกันโดยอัตโนมัติ เหมือนความรักชาติเพิ่งเดินเข้าตึกมา
หนึ่งในผู้ช่วยโปรดิวเซอร์โผล่หน้าเข้ามาในห้อง
“พร้อมนะครับ”
นีน่ามองกระจกอีกครั้ง ผมสมบูรณ์แบบ แสงสมบูรณ์แบบ แล้วก็ปริมาณความเศร้าที่ “พอดี”
ที่ไหนสักแห่งด้านนอกนั่น ผู้คนนับพันกำลังรอฟังเพลงที่ฟังดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง และที่ไหนสักแห่งหลังเวที ผู้บริหารของศักดินาเรคคอร์ดก็คงกำลังคำนวณอยู่เงียบ ๆ ว่า “ความรู้สึกแบบนี้” จะขายผ่านฤดูหนาวได้อีกกี่ปี
Sponsored Ads
———————
บทวิจารณ์ที่มาถึงก่อนเพลง encore จะเริ่ม
ตอนที่ไฟในฮอลล์ค่อย ๆ ดับลง คอนเสิร์ตก็ทำหน้าที่ของมันไปเกือบหมดแล้ว นั่นแหละคือสิ่งที่ศักดินาเรคคอร์ด เก่ง
พวกเขาเข้าใจดีว่า เพลงหนึ่งเพลงไม่จำเป็นต้องเริ่มบนเวที
มันเริ่มได้ตั้งแต่สามสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ในคอลัมน์นิตยสาร ใน teaser ตามวิทยุ ในโปสเตอร์ตามห้าง แล้วก็ในรายการสัมภาษณ์โทรทัศน์ที่สุภาพเกินจริงรายการหนึ่ง รายการที่นีน่าถูกถามว่า “ความเหงา เป็นสีที่โตขึ้นสำหรับเธอหรือเปล่า”
เธอก็ยิ้ม อย่างธรรมชาติ
พอถึง Q4 ของปี 1999 การ “ยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ” ก็กลายเป็นทักษะในวงการไปแล้ว
แสงในฮอลล์เปลี่ยนเป็นสีฟ้าตามคิวทันที ไม่ใช่ฟ้าน้ำเงินเข้ม ไม่ใช่ฟ้าแบบเศร้า แต่เป็น “สีฟ้าที่ขายได้” ฟ้าแบบที่ขึ้นโปสเตอร์แล้วสวย ออกกล้องโทรทัศน์แล้วดูแพง แล้วก็เหมาะพอดีกับแคมเปญ “คิดถึงปลายปี” ที่ผ่านการ approve จากทั้งสปอนเซอร์และฝ่ายการตลาดเรียบร้อยแล้ว
หลังจากนั้น เสียงเปียโนก็ดังขึ้น นุ่มพอจะดูจริงใจ แล้วก็ clean พอจะยืนยันงบประมาณ
🎶 “ทุกครั้งที่มองฟ้า…” 🎶
คนดูร้องต่อแทบจะทันที ไม่ดัง แต่ “ตรงจังหวะ” อย่างแม่นยำ นั่นต่างหากคือสิ่งที่น่าสังเกต เพลงป๊อปที่ประสบความสำเร็จจริง ๆ ไม่ได้แค่ทำให้คนรู้สึก แต่มันสอนคนฟังว่า “ควรรู้สึกตอนไหน”
แถวหน้าสุดยกลูกโป่งสีฟ้าจากชุด sponsor package ที่แจกตรงทางเข้า มันเป็นภาพที่น่าประทับใจดี ถ้าไม่ได้เห็นการ์ดคำแนะนำที่สอดไว้ใต้เก้าอี้ทุกตัวมาก่อน ถึงอย่างนั้น ภาพมันก็ยังได้ผลอยู่ดี ลูกโป่งสีฟ้านับพันลอยขยับอยู่ใต้แสงเวที แล้วชั่วขณะหนึ่ง ทั้งฮอลล์ก็ดูเหมือน “ความเหงา” ที่ผ่านการประชุมโปรดักชันมาเรียบร้อยแล้ว และพร้อมออกกล้องเต็มรูปแบบ
🎶 “ยังเผลอคิดถึงเธอ…” 🎶
นีน่ายืนอยู่กลางเวที เธอไม่ได้ร้องเกิน ซึ่งนั่นสำคัญมาก เพราะ Balloon ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับ “ความเศร้า” มันถูกออกแบบมาสำหรับ “การจดจำตัวเอง” อารมณ์ที่ปลอดภัยกว่า เงียบกว่า อารมณ์แบบที่ทำให้คนฟังพูดกับตัวเองได้ว่า ใช่… นั่นมันเรา โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ด้านหลังเธอ วงดนตรีค่อย ๆ เข้ามาอย่างระวังจังหวะ เปียโนถอยไปอยู่ด้านหลัง กีตาร์ค่อย ๆ พาเพลงเดินต่อ ส่วนกลองก็ประพฤติตัวเรียบร้อยตลอดทั้งเพลง ต่างจากผู้บริหารบางคนแถว VIP ที่ยังตีจังหวะผิดอยู่แม้เพลงจะยังไม่จบ
ช่วงก่อนเข้าฮุก ดนตรีกลับถอยพื้นที่ให้ความเงียบ แทนที่จะพยายามดันอารมณ์ขึ้น เป็นการตัดสินใจเล็ก ๆ แล้วก็เป็นการตัดสินใจที่ดี อาจเป็นไอเดียของเธอ
หรืออาจถูกปล่อยให้ไม่มีเครดิต เพราะวงการนี้ชอบเรียกมันว่า “ความลึกลับ” เวลางานเอกสารเริ่มยุ่งยากเกินไป
🎶 “ฉันไม่เหลืออะไร นอกจากใจที่เหงา…” 🎶
คนดูร้องตามดังขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะประโยคมันซับซ้อน แต่เพราะมันไม่ซับซ้อนต่างหาก
ศักดินา เข้าใจเรื่องนี้มาตลอด ความรู้สึกที่ยาก มักเดินทางได้ไกลกว่า ถ้าห่อมันไว้ด้วยคำง่าย ๆ พอถึงประโยคที่สอง ทั้งฮอลล์ก็ร้องไปพร้อมกับเธอแล้ว
🎶 “ได้แต่มองฟ้า แล้วปล่อยมันผ่านไป…” 🎶
มีบางช่วงในคอนเสิร์ต ที่คนดูทั้งฮอลล์เริ่มทำตัวเหมือน “สถาบันสาธารณะ” คนสองหมื่นคน ที่พร้อมใจกันรู้สึกสิ่งเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน ภายใต้แสงไฟที่จัดไว้อย่างเหมาะสม และไม่มีความวุ่นวายใด ๆ ให้เห็น เจ้าหน้าที่ RB51 น่าจะชอบภาพแบบนี้ พวกเขาชอบอารมณ์ความรู้สึกที่ถูกจัดระเบียบเรียบร้อยแล้ว นั่งประจำที่ มีบัตรเข้า แล้วก็มีสปอนเซอร์
🎶 “ถ้าเขาทำให้เธอ ยิ้มได้ดีกว่า…” 🎶
นีน่ากดสายตาลงครึ่งจังหวะ ไม่มากพอจะกลายเป็นดราม่า แต่มากพอให้กล้องแถวหน้าจับทัน คนดูทั้งฮอลล์อ่อนลงไปพร้อมเธอ
ที่ไหนสักแห่งหลัง mixing console คงมีใครบางคนกำลัง mark ช่วงนี้ไว้สำหรับ live VCD edit อยู่
🎶 “ฉันก็ยอมให้เธอไป…กับเขา” 🎶
ประโยคสุดท้ายลงอย่างสะอาด ไม่มีเสียงแตก ไม่มีน้ำตา ไม่มีอะไรหลุดออกมาจากระบบเลยสักอย่าง มีแค่ “การยอมปล่อย” ที่ถูกขัดจนเรียบพอสำหรับออกอากาศก่อนข่าวดึก เสียงปรบมือดังขึ้นในอีกวินาทีถัดมา ดังมาก แล้วก็เต็มไปด้วยความโล่งใจ เหมือนทั้งฮอลล์กำลังรอ “สัญญาณอนุญาต” ให้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง
ใกล้โซน VIP ผู้บริหารของศักดินาคนหนึ่งเอนตัวไปพูดกับอีกคน เหมือนกำลังชมไวน์ราคาแพง
“เพลงนี้อยู่ได้อีกหลายปี”
เขาอาจพูดถูก นั่นแหละที่น่ากลัว
Sponsored Ads
———————
หลังเสียงฮุกจางลง
เสียงปรบมือดังต่ออยู่นานเกินความจำเป็นเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคอนเสิร์ตขนาดนี้
ผู้คนชอบอยู่ในความรู้สึกเดิมต่ออีกสักไม่กี่วินาที แม้มันจะจบไปแล้วก็ตาม ศักดินาเข้าใจเรื่องนั้นดีเหมือนกัน ถึงขั้นออกแบบแสงไว้รองรับมันโดยเฉพาะ คงไฟเวทีให้สลัว ปล่อยเสียงเปียโนค้างไว้ อย่าเพิ่งรีบเปลี่ยนช่วงปล่อยให้คนดูเข้าใจ “ความหน่วง” ว่าเป็น “อารมณ์”
ทันทีที่กล้องตัดไป wide shot หลังเวทีก็กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง เสียง headset แตกพร่าอยู่ทั่วทางเดิน มีคนตะโกนหาน้ำ แล้วก็มีอีกคนตะโกนเสียงดังกว่าเดิม เพราะขวดน้ำนั้นหันฉลากผิดมุมกล้อง
มืออาชีพแบบ RB51
นีน่าเดินลงจากเวทีผ่านทางเดินที่เต็มไปด้วยทีมงานซึ่งเคลื่อนตัวสวนกันไปมาแทบไม่หยุด แทบไม่มีใครสบตาเธอตรง ๆ ไม่ใช่เพราะไม่ให้เกียรติ แต่เหมือนเป็นตรงกันข้ามมากกว่า ในระบบบันเทิงขนาดใหญ่ พองบขึ้นถึงระดับหนึ่ง การสบตาจะเริ่มถูกมองว่าเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลามากเกินความจำเป็น
“ดีมากครับ”
“Hook เข้าเต็มเลย”
“คนดูร้องกลับเร็วมาก”
“Q1 น่าจะต่อได้”
คำชมถูกแบ่งส่งมาตามสายงาน
เรื่องภาพรวมการแสดง
เรื่องการเก็บคนดูให้อยู่จนจบ
เรื่องศักยภาพในการขายข้ามฤดูกาล
แต่ยังไม่มีใครพูดถึง “เพลง” จริง ๆ เลยสักคน
หนึ่งในผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ยื่นผ้าให้นีน่าระหว่างเดินไปด้วยกัน
“Bridge วันนี้นิ่งมากครับ”
“อืม”
“เวอร์ชันนี้ดีกว่า demo เดิมเยอะเลย”
นั่นทำให้เธอเงยหน้าขึ้นเป็นครั้งแรก
“เหรอ”
โปรดิวเซอร์ยิ้มแบบมืออาชีพ รอยยิ้มประเภทที่ไม่ยืนยันอะไรตรง ๆ เผื่อต้องปฏิเสธภายหลัง
“ก็มันฟังง่ายขึ้นครับ”
แน่นอน
ง่ายขึ้น
คำนี้อีกแล้ว
โทรทัศน์ตรงทางเดินกำลัง replay ไฮไลต์เมื่อสามสิบวินาทีก่อน
นีน่าบนเวทีใต้แสงสีฟ้า คนดูร้องฮุกกลับมา แล้วก็ subtitle สีขาวที่เตรียมไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วสำหรับการออกอากาศย้อนหลัง
> EVERY TIME I LOOK AT THE SKY
คำบรรยายภาษาอังกฤษสำหรับการจัดจำหน่ายในอนาคต RB51 เป็นประเทศที่จัดการเรื่อง “ความรู้สึก” ได้รวดเร็วเสมอ ทีมประสานงานสื่อคนหนึ่งรีบเดินผ่านไป พร้อมเอกสารคิวรายการกองหนาในมือ
“เดี๋ยวช่วงสัมภาษณ์หลัง encore ขอเลี่ยงคำว่า ‘เศร้า’ นะคะ Sponsor อยากให้ mood ไปทาง hopeful มากกว่า”
ไม่มีใครตั้งคำถามกับเรื่องนี้
ความเศร้าใน RB51 เป็นเรื่องยอมรับได้
แต่ต้องเป็น “ความเศร้าแบบที่ยังสร้างประโยชน์ได้” เท่านั้น
นีน่านั่งลงข้างโต๊ะเล็ก ๆ แล้วเอื้อมมือไปหยิบเครื่องเล่นคาสเซ็ตต์ข้างกระเป๋า เทปเดโมต้นฉบับยังอยู่ข้างใน ป้ายเขียนมือ หมึกสีน้ำเงิน ชื่อเพลงที่เอียงนิด ๆ เหมือนรีบเขียนตอนดึก คืนนี้ยังมองฟ้า ตอนนั้นมันยังไม่มี branding ยังไม่มีโทนสีที่ผ่านการ approve จาก sponsor มีแค่เพลงหนึ่งเพลง ที่ถูกเขียนในคืนดึกพอ จนไม่มีใครอยู่แถวนั้นเพื่อช่วย “ทำให้มันเข้าใจง่ายขึ้น”
เธอกด play แค่ครึ่งวินาที เดโม acoustic หยาบ ๆ รั่วออกมาจากลำโพงเล็กจิ๋วเบา ๆ บางกว่า ไม่เนี้ยบเท่า แล้วก็ปล่อยความเงียบระหว่างประโยคไว้นานกว่าเดิม มีพื้นที่ให้ลังเลมากกว่า
ทันใดนั้น สตาฟคนหนึ่งก็โผล่หน้าเข้ามาในห้องอีกครั้ง
“อีกห้านาทีขึ้น encore นะครับ”
นีน่ากด stop
ด้านนอก คนดูเริ่มปรบมือเป็นจังหวะรอเธอกลับขึ้นเวทีแล้ว timing สมบูรณ์แบบอีกตามเคย
เทปคาสเซ็ตต์ดัง click เบา ๆ อยู่ในมือเธอ แล้วชั่วขณะหนึ่ง แค่ชั่วขณะเดียวจริง ๆ เธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ผู้คนจะยังรักเพลงนี้มากขนาดเดิมไหม ถ้าได้ฟังเวอร์ชันก่อนที่ทุกคนจะพยายาม “ช่วย” มัน
Sponsored Ads
———————
ส่วนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ช่วง encore จบลงตรงเวลาพอดี ไม่เร็วพอจะทำให้ใครผิดหวัง แล้วก็ไม่ยาวพอจะกระทบการจราจรรอบฮอลล์หลังงานเลิก
ความเป็นมืออาชีพคือเรื่องสำคัญใน RB51 โดยเฉพาะ “ความเป็นมืออาชีพทางอารมณ์”
คนดูยังฮัมท่อนฮุกกันเบา ๆ ระหว่างค่อย ๆ ไหลออกไปทางประตู ลูกโป่งสีฟ้าลอยวนอย่างอ่อนแรงอยู่ใต้ไฟฟลูออเรสเซนต์ตามทางเดิน
ส่วนตรงบูธขายของที่ระลึก ทีมงานก็เริ่มเปลี่ยนป้าย “SOLD OUT” แบบเขียนมือ ออกเป็นเวอร์ชันพิมพ์สำเร็จที่เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว
ประเทศที่เตรียมทุกอย่างไว้ล่วงหน้าได้เก่งจริง ๆ
หลังเวที คอนเสิร์ตกำลังค่อย ๆ หายไปทีละส่วน สายเคเบิลถูกม้วนเก็บ ป้าย sponsor ถูกถอดลง
ใครบางคนกำลังยกขวดน้ำแร่ที่ยังไม่ได้เปิดเรียงใส่ลังพลาสติก เหมือนค่ำคืนนี้เป็นแค่หมวด inventory อีกหมวดหนึ่งเท่านั้น
“คืนนี้ยังมองฟ้า” ยังลอยแผ่ว ๆ มาจากลำโพงในฮอลล์ด้านนอก เบาจนแทบกลืนไปกับเสียงเก็บงานหลังเวทีแล้ว แต่ก็ยังชัดพอจะเตือนทุกคน ว่าอะไรคือสิ่งที่ชนะไปทั้งคืน
“Hook เข้าเร็วมาก”
“ช่วง Q1 น่าจะต่อวิทยุได้อีก”
“Live VCD ต้องรีบตัดก่อนปีใหม่”
บทสนทนาเหล่านั้นลอยผ่านรอบตัวนีน่า โดยไม่เคยมาถึงเธอจริง ๆ
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยในบริษัทใหญ่ ๆ พอถึงจุดหนึ่ง ผู้คนจะเลิกคุย “กับ” ศิลปิน แล้วเริ่มคุยวนอยู่รอบ ๆ รายได้ที่ติดมากับตัวพวกเขาแทน
นีน่านั่งอยู่หน้าโต๊ะกระจกในห้องแต่งตัว โดยมีเครื่องเล่นคาสเซ็ตต์วางหลวม ๆ อยู่ในมือ เทปเดโมต้นฉบับดัง click เบา ๆ ระหว่างหมุน เปียโน เบา ๆ ช่องว่างระหว่างประโยคหายใจ แล้วก็ความเงียบ ที่ยังไม่มีใครตัดแต่งมัน
🎶 “ทุกครั้งที่มองฟ้า…” 🎶
เวอร์ชันหยาบ ๆ นี้ฟังดูเล็กกว่า
ลังเลกว่า
แล้วก็เป็น “ของเธอ” มากกว่า
นอกห้อง มีคนหัวเราะเสียงดังเกินจำเป็นให้กับมุกของ sponsor คนหนึ่ง สตาฟอีกคนรีบเดินผ่านไป พร้อมเอกสารตารางงานเบื้องต้นของ quarter ถัดไปหนีบอยู่ใต้แขน ดูเหมือนอนาคตจะมาถึงก่อนที่คอนเสิร์ตคืนนี้จะเก็บฉากตัวเองเสร็จเสียอีก
นีน่ากดหยุดเทประหว่างท่อน verse แล้วชั่วขณะหนึ่ง ห้องทั้งห้องก็เงียบพอจะได้ยินเสียงแอร์ครางเบา ๆ อยู่เหนือกระจกไฟแต่งหน้า
หลังจากนั้น ก็มีคนเคาะประตูที่เปิดค้างไว้ครึ่งหนึ่งเบา ๆ
“พี่นีน่าคะ”
“คะ”
“ฝ่ายผู้ใหญ่ฝากมาบอกว่า…ปีหน้าคงเหนื่อยอีกยาวเลยค่ะ”
นีน่ายิ้มออกไปโดยอัตโนมัติ
รอยยิ้มประเภทที่อยู่ในวงการนานพอ จนเริ่มไม่ใช่ของคนที่กำลังใช้มันอยู่ทั้งหมดอีกต่อไป
“อืม”
สตาฟยิ้มกลับมาอย่างโล่งอกแบบเห็นได้ชัด ก่อนจะรีบหายไปตามทางเดินอีกครั้ง
ด้านนอก คนดูยังร้องท่อน chorus กันเป็นช่วง ๆ ระหว่างเดินไปลานจอดรถ ผู้คนนับพันกำลังพาเมโลดี้เดียวกันกลับบ้านไปพร้อมกัน
คอนเสิร์ตที่ประสบความสำเร็จ
ไตรมาสที่ประสบความสำเร็จ
แล้วก็ “ความรู้สึก” ที่ประสบความสำเร็จ
ที่ไหนสักแห่งลึกเข้าไปในตึก ผู้บริหารของศักดินาคงเริ่มประชุมเรื่องตารางปล่อยงานถัดไปกันแล้ว แต่ในห้องแต่งตัว เทปเดโมที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ยังค้างอยู่ในมือนีน่านานเกินความจำเป็นอีกนิด เหมือนเป็นเศษชิ้นสุดท้ายของบางอย่าง ที่เกือบจะรอดพ้นจากการถูก “ช่วยปรับให้ดีขึ้น” ไปได้แล้ว
แค่เกือบ
Sponsored Ads
0 Comments