You have no alerts.
    Header Background Image
    นิยายแปล แบ่งปัน สนุกขำขัน ได้ที่นี่ WhatANovel.com
    Chapter Index

    บางเรื่องตกแล้วฟื้น บางเรื่องดีขึ้นก่อนพังลง และบางเรื่องแย่ลงเรื่อย ๆ จนจบ Story Shape คือวิธีถอยออกมามอง “รูปการเคลื่อน” ของเรื่องทั้งเส้น

    ลองวางเรื่องสองเรื่องไว้ข้างกัน เรื่องแรกอาจเป็นหนังรักของคนสองคนในเมืองใหญ่ ส่วนอีกเรื่องเป็นแฟนตาซีที่ตัวเอกต้องเอาชีวิตรอดจากโลกที่กำลังพัง

    ตัวละครไม่เหมือนกัน
    โลกไม่เหมือนกัน
    ปัญหาก็คนละเรื่อง

    แต่ถ้าเราถอยออกมาไกลพอ อาจพบว่าเรื่องทั้งสองเคลื่อนคล้ายกันอย่างประหลาด

    ตัวละครเริ่มจากชีวิตปกติ
    จากนั้นบางอย่างพังลง
    สถานการณ์แย่ขึ้น
    เขาพยายามแก้
    และสุดท้ายกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง

    รายละเอียดต่างกันหมด แต่ “รูป” ของการเคลื่อนกลับคล้ายกัน ตรงนี้คือสิ่งที่เรียกว่า Story Shape

    Story Shape คืออะไรแบบสั้น ๆ?

    Story Shape คือรูปแบบการเคลื่อนขึ้นลงของสถานการณ์ โชคชะตา ความสัมพันธ์ หรือสภาวะของตัวละครตลอดทั้งเรื่อง เมื่อถอยออกมามองเรื่องเป็นเส้นเดียว

    บางเรื่องเคลื่อนแบบ

    ปกติ → แย่ลง → ฟื้นกลับมา

    บางเรื่อง:

    ดีขึ้น → ดีขึ้นอีก → พังลง

    บางเรื่อง:

    แย่ → แย่กว่าเดิม → แย่ลงอีก

    และบางเรื่องขึ้นลงหลายครั้งกว่าจะถึงตอนจบ

    ถ้า Plot สนใจว่าเหตุการณ์เชื่อมกันอย่างไร และ Story Structure สนใจว่าเหตุการณ์สำคัญถูกวางไว้ตรงไหน Story Shape จะถามอีกแบบว่า

    เมื่อมองทั้งเรื่องจากระยะไกล เส้นของมันกำลังขึ้นหรือลงอย่างไร?

    Conceptเรากำลังมองอะไร
    Storyเกิดอะไรขึ้น
    Plotเหตุการณ์ต่าง ๆ เชื่อมกันอย่างไร
    Story Structureเหตุการณ์สำคัญอยู่ตรงไหนและทำหน้าที่อะไร
    Story Shapeเรื่องโดยรวมเคลื่อนขึ้น ลง หรือเปลี่ยนทิศแบบไหน

    ถ้ายังไม่ชัดเรื่อง Structure สามารถย้อนอ่าน Story Structure คืออะไร? ก่อนได้

    Sponsored Ads

    Story Shape ไม่ใช่ Story Structure

    สองคำนี้อยู่ใกล้กันมากจนเผลอใช้แทนกันได้ง่าย ลองกลับไปหาเรื่องเดิมจากบทก่อนหน้า

    ชายคนหนึ่งพลาดรถเที่ยวสุดท้าย
    เขาต้องเดินกลับบ้าน
    ระหว่างทางพบผู้หญิงคนหนึ่ง
    ต่อมารู้ว่าเธอกำลังหนีใครบางคน
    เขาตัดสินใจช่วย
    ทั้งสองถูกไล่ตาม
    ก่อนต้องเผชิญหน้ากับคนที่ตามเธอมา

    ถ้ามองเป็น Story Structure เราอาจเห็นว่า

    • Beginning อยู่ตรงไหน
    • Turning Point เกิดเมื่อไร
    • ช่วง Escalation เริ่มตรงไหน
    • Climax อยู่ตรงไหน
    • Resolution ทำหน้าที่อย่างไร

    แต่พอเปลี่ยนมาเป็น Story Shape เราไม่ได้สนใจตำแหน่งเหล่านั้นเป็นหลัก เรากำลังมองว่า “สภาพของตัวละคร” เคลื่อนไปแบบไหน

    ตัวอย่างเช่น

    ชีวิตปกติ

    พลาดรถ — แย่ลงนิดหนึ่ง

    พบคนร่วมทาง — ดีขึ้น

    รู้ว่าเธอกำลังถูกตาม — แย่ลง
    ↓↓
    ถูกลากเข้าไปในอันตราย — แย่ลงหนัก

    ผ่านเหตุการณ์มาได้ — ฟื้นกลับขึ้น

    เหตุการณ์ชุดเดียวกัน แต่เรากำลังใช้คนละเลนส์มองมัน

    Structure มอง ตำแหน่งและหน้าที่

    Shape มอง ทิศทางของการเปลี่ยนแปลง

    แล้ว Story Shape วัด “อะไร” กันแน่?

    ตรงนี้น่าสนใจ เพราะคำว่า “ขึ้น” กับ “ลง” ฟังเหมือนเรากำลังวัดความสุข แต่จริง ๆ ไม่จำเป็น

    สิ่งที่เราใช้เป็นแกนของ Story Shape อาจเป็น

    • โชคชะตา
    • ความปลอดภัย
    • อำนาจ
    • ความหวัง
    • ความสัมพันธ์
    • สถานะทางสังคม
    • การควบคุมชีวิตตัวเอง
    • สภาวะทางอารมณ์

    เรื่องรักอาจใช้ “ความใกล้ชิดของความสัมพันธ์” เป็นแกน

    เรื่องสงครามอาจมอง “โอกาสรอด”

    เรื่องการเมืองอาจมอง “อำนาจ”

    เรื่อง coming-of-age อาจมอง “ความเข้าใจตัวเอง”

    จึงไม่ควรมอง Story Shape เป็นกราฟคณิตศาสตร์ที่บอกค่าได้แน่นอน

    มันเป็น แบบจำลอง

    เรากำลังย่อเรื่องที่ซับซ้อนมากให้เหลือเส้นง่าย ๆ เพื่อเห็น pattern ที่ปกติซ่อนอยู่ในรายละเอียด

    แนวคิดเรื่อง Story Shape มาจากไหน?

    แนวคิดที่คนพูดถึงกันบ่อยมากมาจาก Kurt Vonnegut ซึ่งเคยเสนอว่ารูปของเรื่องสามารถวาดเป็นกราฟได้ โดยให้แกนนอนแทนเวลา และแกนตั้งแทนสภาพที่ดีหรือแย่ของตัวละคร

    เขาใช้รูปง่าย ๆ อย่าง Man in Hole เพื่อแสดงเรื่องที่ตัวละครตกลงไปเจอปัญหา ก่อนค่อยกลับขึ้นมา และใช้เรื่อง Cinderella เป็นอีกตัวอย่างของเส้นที่ขึ้นลงหลายครั้ง แนวคิดเรื่อง “รูปร่างของเรื่อง” ของ Vonnegut เชื่อมโยงกับงานวิทยานิพนธ์ด้านมานุษยวิทยาที่ University of Chicago ซึ่งถูกปฏิเสธในตอนแรก ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะมอบปริญญาให้เขาในภายหลังจากผลงานอื่นของเขา

    หลายสิบปีต่อมา งานวิจัยเชิงคำนวณของ Reagan และคณะวิเคราะห์เรื่องแต่งจาก Project Gutenberg จำนวน 1,327 เรื่อง และพบ emotional arcs หลักหกรูปแบบในชุดข้อมูลนั้น งานนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่า “ทุกเรื่องในโลกมีแค่หกแบบ” แต่แสดงให้เห็นว่าแนวคิดเรื่องรูปการเคลื่อนทางอารมณ์สามารถนำไปวิเคราะห์เชิงข้อมูลได้จริง

    Sponsored Ads

    ลองดู Story Shape จากเรื่องเดียวกัน

    กลับมาที่ชายพลาดรถอีกครั้ง ถ้าเราเขียนแบบเหตุการณ์

    พลาดรถ → เดินกลับ → พบหญิง → รู้ว่าเธอถูกตาม → ช่วย → ถูกไล่ → เผชิญหน้า → รอด

    นี่คือ Plot ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเขียนเป็น Shape

    ปกติ

    แย่ลง

    ดีขึ้น

    แย่ลง

    แย่ลงหนัก

    ฟื้น

    ทันทีที่แปลงแบบนี้ รายละเอียดของฉากเริ่มหายไป สิ่งที่เหลือคือจังหวะการขึ้นลง และตรงนั้นทำให้เราเริ่มเปรียบเทียบเรื่องที่หน้าตาไม่เหมือนกันได้

    หนังรักหนึ่งเรื่อง
    นิยายแฟนตาซีหนึ่งเรื่อง
    เกมหนึ่งเกม

    อาจใช้ world, character และ genre คนละแบบ แต่ Shape คล้ายกัน

    Story Shape มีแบบไหนบ้าง?

    มีหลายวิธีในการจัดกลุ่ม Story Shape และชื่อเรียกอาจต่างกันตามคนอธิบาย

    สำหรับ What A Novel เราจะใช้ชื่อที่ช่วยให้เห็น “ทิศทาง” ของเรื่องก่อน ไม่ถือว่าเป็นกฎตายตัว

    Man in Hole

    ตัวละครเริ่มจากสถานะค่อนข้างปกติ จากนั้นตกลงไปในปัญหา แล้วพยายามกลับขึ้นมา

    ปกติ → ตก → ฟื้น

    มันไม่จำเป็นต้องมี “หลุม” จริง ๆ

    หลุมอาจเป็นหนี้
    คดี
    ความสัมพันธ์
    ความผิดพลาด
    หรือชีวิตที่พังลงชั่วคราว

    อ่านต่อ: Man in Hole

    Boy Meets Girl

    ชื่อฟังเหมือนเรื่องรัก แต่แนวคิดกว้างกว่านั้น ตัวละครได้บางอย่างที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น จากนั้นสูญเสียมัน แล้วพยายามได้มันกลับมา

    ได้ → เสีย → กลับคืน

    สิ่งที่ “ได้” ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรัก

    อาจเป็นมิตรภาพ
    โอกาส
    อิสรภาพ
    หรือสิ่งที่ตัวละครให้คุณค่า

    อ่านต่อ: Boy Meets Girl

    From Bad to Worse

    ไม่มีช่วงฟื้นที่ชัดเจน เรื่องเริ่มจากปัญหา แล้วค่อย ๆ แย่ลง

    จากเสียเปรียบ
    ไปอันตราย
    ไปสูญเสีย
    และอาจจบต่ำกว่าจุดเริ่มมาก

    แย่ → แย่กว่า → แย่ลงอีก

    เรื่องแบบนี้น่าสนใจตรงที่ คนดูยังตามต่อทั้งที่แทบไม่มีความหวังว่าจะดีขึ้นง่าย ๆ

    อ่านต่อ: From Bad to Worse

    Cinderella

    เส้นขึ้นลงหลายครั้ง

    ตัวละครอาจเริ่มต่ำ
    ได้รับโอกาส
    ขึ้นสูง
    เสียทุกอย่าง
    แล้วกลับขึ้นอีกครั้ง

    จึงมีความรู้สึกของทั้ง “การได้มา” และ “การสูญเสีย” อยู่ในเส้นเดียวกัน

    Icarus

    เรื่องขึ้นก่อนตก

    ตัวละครได้สิ่งที่ต้องการ
    สูงขึ้น
    ไปได้ไกลขึ้น

    จนบางอย่างทำให้ทุกอย่างพลิกกลับ

    ขึ้น → สูงขึ้น → ตก

    ความน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่ว่าตัวละครตก แต่อยู่ตรงที่การขึ้นสูงก่อนหน้า ทำให้การตกมีน้ำหนัก

    Oedipus

    โดยทั่วไปมองเป็นเส้นที่ตัวละครเริ่มจากสถานะดี ก่อนค่อย ๆ ถูกความจริงและผลของการกระทำดึงลง

    เรื่องแบบนี้มักไม่ได้ตกเพราะเหตุการณ์เดียว

    แต่เพราะสิ่งที่ตัวละครคิดว่าเข้าใจ เริ่มเปลี่ยนความหมายไปเรื่อย ๆ

    Story Shape ไม่ใช่ Genre

    Man in Hole ไม่ได้แปลว่า comedy

    From Bad to Worse ก็ไม่ได้แปลว่า horror

    Shape เดียวกันสามารถอยู่ในหลาย genre ได้

    Man in Hole อาจเป็น

    • comedy
    • romance
    • thriller
    • drama
    • science fiction

    สิ่งที่ Shape บอกคือ “การเคลื่อน”

    ไม่ใช่โลกของเรื่อง
    ไม่ใช่อารมณ์ทั้งหมด
    และไม่ใช่ประเภทของงาน

    เรื่องตลกกับเรื่องระทึกขวัญสามารถตกลงไปในหลุมเดียวกันทางโครงสร้างได้ เพียงแต่สิ่งที่รออยู่ในหลุมนั้นต่างกัน

    Story Shape ก็ไม่ได้บอกว่าตอนจบ “ต้อง” เป็นแบบไหน

    พอเห็นกราฟ เราอาจเผลอคิดว่าเป็นสูตร

    ถ้าเป็น Man in Hole ก็ต้องฟื้น
    ถ้าเป็น Icarus ก็ต้องตก

    แต่ตอนเขียนจริง เรื่องอาจผสม Shape ได้ เส้นหนึ่งอาจเริ่มเป็น Man in Hole ขึ้นมาได้ครึ่งทาง แล้วเปลี่ยนเป็น From Bad to Worse หรือเรื่องหนึ่งอาจมี Shape ใหญ่แบบหนึ่ง แต่แต่ละช่วงข้างในมีเส้นย่อยอีกหลายแบบ

    กราฟมีไว้ช่วยมอง ไม่ใช่มีไว้บังคับเรื่องให้เชื่อฟังมัน

    Vonnegut เองก็เคยใช้ Hamlet เป็นตัวอย่างว่าบางเรื่องไม่ยอมให้เราตัดสินได้ง่าย ๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น “ข่าวดี” หรือ “ข่าวร้าย” ซึ่งเป็นข้อเตือนที่ดีมากว่า Story Shape เป็น abstraction ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดของเรื่อง

    เรื่องเดียวกัน อาจมีมากกว่าหนึ่ง Story Shape

    ลองมีตัวละครสองคน ตัวเอกเริ่มจากชีวิตที่พัง จากนั้นค่อย ๆ ฟื้น เส้นของเขาอาจเป็น

    ลง → ขึ้น

    แต่ตัวละครอีกคนเริ่มมีอำนาจ ขึ้นสูงกว่าเดิม ก่อนสูญเสียทุกอย่าง เส้นของเขาอาจเป็น

    ขึ้น → ลง

    อยู่ในเรื่องเดียวกัน ถ้ามองความสัมพันธ์ระหว่างสองคน อาจได้เส้นอีกแบบ

    ใกล้กัน → แตกกัน → กลับมาเข้าใจกัน

    นี่คือเหตุผลที่ถามว่า

    “เรื่องนี้มี Story Shape อะไร?”

    บางครั้งคำตอบไม่ได้มีแค่เส้นเดียว ต้องถามต่อด้วยว่า

    “เรากำลังวัดเส้นของใคร หรือวัดอะไรอยู่?”

    Sponsored Ads

    Story Shape กับ Emotional Arc เหมือนกันไหม?

    ใกล้กัน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นคำเดียวกันเสมอ

    Emotional Arc มักเน้นการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์หรือ emotional valence ตลอดเรื่อง

    Story Shape อาจใช้สิ่งอื่นเป็นแกนก็ได้

    เช่น

    ตัวละครอาจอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ

    มีเงินมากขึ้น
    มีอำนาจมากขึ้น
    ชนะมากขึ้น

    แต่ภายในกลับโดดเดี่ยวและทุกข์ขึ้นเรื่อย ๆ

    ถ้าวัด “สถานการณ์ภายนอก” เส้นอาจขึ้น

    ถ้าวัด “สภาพภายใน” เส้นอาจลง

    สองเส้นเกิดพร้อมกันได้

    แล้ว Story Arc ต่างจาก Story Shape อย่างไร?

    คำว่า Story Arc ใช้กว้างกว่า

    บางครั้งหมายถึงเส้นการพัฒนาของ Plot
    บางครั้งหมายถึง Character Arc
    บางครั้งหมายถึงเส้นเรื่องหนึ่งภายในซีรีส์

    Story Shape แคบกว่าในแง่วิธีมอง มันพยายามลดการเคลื่อนของเรื่องให้เป็น “รูป”

    ขึ้นตรงไหน
    ลงตรงไหน
    กลับทิศตรงไหน

    ดังนั้นเวลาใช้คำสองคำนี้ ควรดูบริบทมากกว่าพยายามสร้างเส้นแบ่งที่ตายตัวเกินไป

    Story Shape ใช้ตอนเขียนเรื่องได้อย่างไร?

    ประโยชน์ของ Story Shape ไม่ได้อยู่ที่การเลือกกราฟสวย ๆ ก่อนเริ่มเขียน มันมีประโยชน์มากตอนเรามีเรื่องอยู่แล้ว แล้วรู้สึกว่าอะไรบางอย่างแบน ลองถาม

    ช่วงกลางมีอะไรเปลี่ยนจริงไหม?

    ตัวละครเจอสถานการณ์ที่ต่างจากเดิม หรือแค่เจอปัญหาแบบเดิมซ้ำ?

    หลังจุดตกต่ำ เขาฟื้นด้วยอะไร?

    ถ้าเรื่องกำลังแย่ลงเรื่อย ๆ เราตั้งใจให้เป็นแบบนั้น หรือพลาดสร้างช่วงฟื้น?

    ตอนจบอยู่สูงหรือต่ำกว่าตอนเริ่ม?

    คำถามพวกนี้ทำให้เราเห็นเรื่องจากอีกระยะหนึ่ง

    บางครั้ง scene ทุกฉากอาจใช้ได้ Plot ก็ไม่ผิด Structure ก็มี Turning Point ครบ แต่เส้นทั้งเรื่องแทบไม่ขยับ

    นั่นเป็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง

    Story Shape ไม่จำเป็นต้องเรียบ

    เรื่องจริง ๆ แทบไม่มีใครเดินเป็นเส้นสวย ๆ

    ขึ้นหนึ่งครั้ง
    ลงหนึ่งครั้ง
    แล้วจบ

    เรื่องยาวอาจมีเส้นเล็กซ้อนอยู่ในเส้นใหญ่ เช่น

    ขึ้น → ลง → ขึ้น → ลงแรง → ฟื้นเล็กน้อย → ตกอีกครั้ง → จบสูงขึ้น

    พอวาดละเอียดมากขึ้น มันก็เริ่มดูยุ่ง และนั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ทำให้เรื่องเข้ากับกราฟ

    เป้าหมายคือใช้กราฟช่วยให้เราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรื่องชัดขึ้น

    ถ้ากราฟไม่ช่วย ก็วางมันลงได้

    ถ้า Story Structure คือ “ทางเดิน” Story Shape คือ “ระดับความสูง”

    ลองนึกถึงการเดินเขา Story Structure บอกว่า

    จุดเริ่มอยู่ตรงไหน
    ตรงไหนเลี้ยว
    ตรงไหนต้องปีน
    ตรงไหนถึงยอด
    และตรงไหนเดินลง

    Story Shape ไม่สนใจชื่อจุดมากเท่านั้น มันมองเส้นระดับความสูง

    ขึ้น
    ลง
    ขึ้นอีก
    ตกแรง
    แล้วค่อยฟื้น

    เราเดินบนเส้นทางเดียวกัน แต่กำลังดูแผนที่คนละแบบ ตรงนี้คือความต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างสองคำนี้

    Story Shape มีไว้ให้เราเห็น pattern ไม่ใช่กำจัดความซับซ้อน

    ความสนุกของเรื่องไม่ได้เกิดจาก Shape เพียงอย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างนั้น เราคงอ่าน Man in Hole แค่เรื่องเดียวแล้วเลิกอ่านเรื่องอื่นได้ สิ่งที่ทำให้เรื่องต่างกันคือ

    ใครตกลงไป
    ตกเพราะอะไร
    เสียอะไร
    พยายามกลับขึ้นมาอย่างไร
    และกลับขึ้นมาแล้วกลายเป็นคนเดิมหรือไม่

    Shape บอกเราได้ว่าเส้นเคลื่อนอย่างไร แต่รายละเอียดระหว่างจุดเหล่านั้นต่างหากที่ทำให้เรื่องหนึ่งเป็นเรื่องนั้น

    สรุป Story Shape คืออะไร?

    Story Shape คือวิธีมองการเปลี่ยนแปลงของเรื่องทั้งเส้น แทนที่จะถามว่า “เหตุการณ์ไหนอยู่ตรงไหน” เราถามว่า

    สถานการณ์ดีขึ้นหรือแย่ลง?
    ใครกำลังขึ้น?
    ใครกำลังตก?
    อะไรเปลี่ยนทิศ?
    และตอนจบอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับตอนเริ่ม?

    เมื่อย่อเรื่องออกมา เราอาจเห็นรูปแบบอย่าง

    ตก → ฟื้น

    ได้ → เสีย → ได้คืน

    ขึ้น → ตก

    หรือ

    แย่ → แย่กว่า → แย่ลงอีก

    แต่ Story Shape ไม่ใช่สูตร

    มันเป็นเลนส์

    และเมื่อรู้ว่าเลนส์นี้กำลังมองอะไร บทอย่าง Man in Hole, Boy Meets Girl, From Bad to Worse, Cinderella หรือ Icarus จะเริ่มมีความหมายมากกว่าชื่อแปลก ๆ ของกราฟ

    ถ้าอยากอ่านต่อเรื่อง “รูปแบบ” ที่เรื่องต่าง ๆ ใช้ร่วมกัน

    ถ้าอยากลงลึกกว่ากราฟ Story Shape และดูว่าทำไมเรื่องจำนวนมากถึงมีโครงสร้างและการเคลื่อนคล้ายกัน Into the Woods ของ John Yorke เป็นเล่มที่เหมาะกับการอ่านต่อ เพราะเน้นว่าทำไมรูปแบบของเรื่องถึงเกิดซ้ำ มากกว่าการให้สูตรสำเร็จอย่างเดียว

    หมายเหตุ: ลิงก์บางรายการในบทความนี้อาจเป็น Affiliate Link หากมีการสั่งซื้อผ่านลิงก์ What A Novel อาจได้รับค่าคอมมิชชัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับผู้อ่าน

    Sponsored Ads


    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.

    Note