You have no alerts.
    Header Background Image
    นิยายแปล แบ่งปัน สนุกขำขัน ได้ที่นี่ WhatANovel.com
    Chapter Index

    ชายคนหนึ่งพลาดรถเที่ยวสุดท้าย เขาเลยต้องเดินกลับบ้าน
    ระหว่างทางเขาเจอผู้หญิงคนหนึ่ง ทั้งสองเดินไปด้วยกัน คุยกัน แล้วแยกจากกันตอนเช้า
    ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่ง
    แต่ถ้าเราเริ่มเล่าจากคำถามของตำรวจแทนล่ะ

    “คุณเป็นคนสุดท้ายที่เห็นเธอใช่ไหม?”

    หรือถ้าเราให้คนดูรู้ตั้งแต่ต้นว่า ผู้หญิงคนนั้นกำลังถูกใครบางคนตามอยู่

    หรือถ้าไม่มีอันตราย ไม่มีคดี ไม่มีความลับ มีแค่คนสองคนที่บังเอิญใช้เวลาร่วมกันในคืนหนึ่ง

    เหตุการณ์หลักแทบไม่ได้เปลี่ยน

    แต่ความรู้สึกของเรื่องเปลี่ยนไปหมด

    ตรงนี้เองที่คำว่า Story กับ Plot เริ่มแยกออกจากกัน

    Plot vs Story ต่างกันอย่างไรแบบง่าย ๆ?

    ถ้าจะอธิบายแบบไม่อ้อมมาก Story คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่อง ส่วน Plot คือการเลือก เชื่อม และจัดเหตุการณ์เหล่านั้นให้ทำงานร่วมกัน

    Story บอกเราว่าเกิดอะไรขึ้น

    Plot ทำให้เราเริ่มถามต่อว่า

    ทำไมมันถึงเกิดขึ้น
    สิ่งนี้พาไปสู่อะไร
    และเราควรรู้เรื่องทั้งหมดนี้ในลำดับไหน

    StoryPlot
    มองอะไรสิ่งที่เกิดขึ้นความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์
    คำถามหลักเกิดอะไรขึ้น?เพราะอะไร และจะนำไปสู่อะไร?
    ลำดับเหตุการณ์ในโลกของเรื่องสามารถเลือกจัดและเปิดเผยใหม่ได้
    หน้าที่เป็นฐานของเรื่องราวทำให้เรื่องเดินและสร้างความคาดหวัง
    เปลี่ยนได้ไหมเหตุการณ์หลักอาจคงเดิมเรื่องเดียวกันสร้าง Plot ได้หลายแบบ

    ถ้าอยากลงลึกเรื่อง Plot โดยตรงก่อน สามารถอ่านต่อได้ที่ Plot คืออะไร?

    Sponsored Ads

    Story คือ “สิ่งที่เกิดขึ้น”

    กลับมาที่ชายพลาดรถคนนั้นอีกครั้ง

    ถ้าเราเขียนเหตุการณ์ตามที่มันเกิดขึ้น ก็อาจได้ประมาณนี้

    • พลาดรถเที่ยวสุดท้าย
    • เดินกลับบ้าน
    • พบผู้หญิงคนหนึ่ง
    • เดินไปด้วยกัน
    • แยกจากกันตอนเช้า

    นี่คือแกนของ Story

    มันบอกเราว่า ในโลกของเรื่อง มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

    ใครพบใคร
    ใครไปที่ไหน
    อะไรเกิดก่อน
    อะไรเกิดทีหลัง

    ในระดับนี้ เราอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องควรให้ความรู้สึกแบบไหน

    มันอาจเป็นรัก
    ลึกลับ
    เศร้า
    หรือระทึกขวัญก็ได้

    เหตุการณ์ยังเปิดกว้างอยู่

    Plot เริ่มขึ้นเมื่อเหตุการณ์ไม่ใช่แค่ “เกิดต่อกัน”

    ลองเพิ่มความสัมพันธ์เข้าไป

    ชายคนหนึ่งพลาดรถเที่ยวสุดท้าย
    เพราะพลาดรถ เขาจึงต้องเดินกลับบ้าน
    เพราะเลือกเดินผ่านตรอกลัด เขาจึงพบผู้หญิงคนหนึ่ง
    เพราะตัดสินใจช่วยเธอ เขาจึงเข้าไปพัวพันกับปัญหาที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองตั้งแต่แรก

    แค่นี้เรื่องก็เปลี่ยนแล้ว

    ไม่ใช่เพราะเราเพิ่มเหตุการณ์มากขึ้น แต่เพราะเหตุการณ์เริ่มผลักกันไปข้างหน้า

    สิ่งหนึ่งทำให้เกิดอีกสิ่งหนึ่ง
    การตัดสินใจหนึ่งสร้างผลตามมา
    ผลนั้นบังคับให้ตัวละครต้องตัดสินใจต่อ

    Plot จึงไม่ได้อยู่แค่ในคำถามว่า

    “มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?”

    แต่อยู่ในคำถามว่า

    “สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ทำให้สิ่งต่อไปเกิดขึ้นอย่างไร?”

    Sponsored Ads

    Plot ไม่ใช่แค่ลำดับเหตุการณ์

    คำว่า Plot มักถูกอธิบายว่า “ลำดับเหตุการณ์” แต่ถ้ามีแค่ลำดับอย่างเดียว บางครั้งก็ยังไม่พอ เช่น

    ต้นตื่นนอน
    ต้นกินข้าว
    ต้นออกจากบ้าน
    ต้นขึ้นรถ
    ต้นไปทำงาน

    ทุกอย่างเรียงลำดับถูกต้อง แต่เรายังไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรดึงเราไปข้างหน้า

    ลองเปลี่ยนอีกนิด

    ต้นตื่นสาย เพราะโทรศัพท์แบตหมดและนาฬิกาปลุกไม่ดัง
    เขารีบออกจากบ้าน
    บนรถเมล์ เขาพบกระเป๋าใบหนึ่งตกอยู่
    ในกระเป๋ามีเงินจำนวนมาก
    และมีบัตรพนักงานของบริษัทเดียวกับที่เขากำลังจะไปสัมภาษณ์งาน

    ตอนนี้เรื่องเริ่มมีแรง

    ไม่ใช่เพราะมีเหตุการณ์เพิ่มขึ้นเยอะ แต่เพราะแต่ละอย่างเริ่มมีผลต่อสิ่งถัดไป คนอ่านเริ่มมีคำถามเองโดยไม่ต้องบอกให้ถาม

    เขาจะคืนกระเป๋าไหม
    เจ้าของคือใคร
    เรื่องนี้จะเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานหรือเปล่า

    ตรงนี้แหละ Plot เริ่มทำงาน

    เรื่องเดียวกัน สามารถมี Plot ต่างกันได้

    ลองใช้ Story เดิม

    ชายคนหนึ่งพลาดรถเที่ยวสุดท้าย
    พบผู้หญิงคนหนึ่ง
    ทั้งสองเดินกลับด้วยกัน
    แล้วแยกจากกันตอนเช้า

    แค่เปลี่ยนจุดที่เราเริ่มเล่า เรื่องก็ต่างแล้ว

    ถ้าเป็น Romance

    เราเริ่มจากคืนที่เขาพลาดรถ เขาอารมณ์เสีย

    เธอก็ไม่ได้ดูเหมือนคนที่จะอยากคุยกับใคร

    แต่สุดท้ายทั้งสองต้องเดินทางเดียวกัน

    ระหว่างทางเริ่มคุยกัน
    เริ่มรู้จักกัน
    เริ่มไม่อยากให้ถึงบ้านเร็วเกินไป

    เหตุการณ์เดิมไม่ได้มีอะไรใหญ่โต

    แต่ Plot ดันความสัมพันธ์ขึ้นมาเป็นศูนย์กลาง

    ถ้าเป็น Mystery

    เราเริ่มด้วยห้องสอบสวน ตำรวจถามว่า

    “คุณเป็นคนสุดท้ายที่เห็นเธอใช่ไหม?”

    แล้วค่อยย้อนกลับไปคืนก่อน

    ชายพลาดรถ
    พบผู้หญิง
    เดินไปด้วยกัน
    แยกกันตอนเช้า

    ทันทีที่เราเปลี่ยนจุดเริ่มต้น เหตุการณ์ธรรมดาก็เริ่มมีเงาอะไรบางอย่าง

    ตอนนี้คำถามไม่ใช่แค่ “สองคนนี้จะไปถึงไหน”

    แต่เป็น “เกิดอะไรขึ้นกับเธอหลังจากนั้น”

    Story พื้นฐานยังใกล้เดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือวิธีจัดข้อมูล

    ถ้าเป็น Thriller

    เราให้คนดูรู้ก่อนว่า ผู้หญิงกำลังหนีใครบางคน จากนั้นค่อยตัดไปที่ชายที่เพิ่งพลาดรถเที่ยวสุดท้าย

    เขาไม่รู้อะไรเลย เขาแค่คิดว่าตัวเองกำลังช่วยคนแปลกหน้า

    แต่ตอนที่เขาตัดสินใจเดินไปกับเธอ คนที่ตามเธออยู่ก็เห็นเขาด้วย

    เรื่องเดิมเริ่มมีแรงกดดันทันที

    แค่เปลี่ยนว่า

    ใครรู้อะไร
    รู้เมื่อไร
    และเหตุการณ์ถูกเชื่อมแบบไหน

    Plot ก็เปลี่ยนแล้ว

    Story เดียวกัน ไม่ได้ให้ประสบการณ์แบบเดียวกันเสมอไป

    นี่เป็นจุดที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้ เพราะบางครั้งคนดูสองคนอาจรู้ “Story” เดียวกัน

    รู้ว่าใครทำอะไร
    ใครตาย
    ใครรอด
    เรื่องจบแบบไหน

    แต่ยังรู้สึกกับมันต่างกันมาก ถ้าได้รับข้อมูลคนละลำดับ

    เช่น เรื่องหนึ่งอาจเปิดด้วยการฆาตกรรม

    อีกเรื่องอาจเปิดด้วยชีวิตธรรมดาของคนฆ่า

    อีกเรื่องอาจเปิดด้วยผลที่เกิดขึ้นสิบปีให้หลัง

    เหตุการณ์พื้นฐานอาจเป็นชุดเดียวกัน แต่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นตอนดูไม่เหมือนกันเลย

    Sponsored Ads

    ถ้า Story เหมือนกัน ทำไมความรู้สึกถึงต่างกัน?

    เพราะคนดูไม่ได้รับรู้ทุกอย่างพร้อมกัน นักเล่าเรื่องเลือกได้ว่า

    จะให้เราเห็นอะไรตอนนี้
    อะไรยังไม่ให้เห็น
    ใครรู้มากกว่าใคร
    ใครเข้าใจผิด
    และอะไรควรถูกเก็บไว้จนถึงช่วงหลัง

    ลองคิดถึงเหตุการณ์นี้

    ตัวละคร A ฆ่าตัวละคร B
    จากนั้นหนีออกจากเมือง
    สิบปีต่อมา A กลับมา

    ถ้าเล่าตามลำดับ เรารู้ทุกอย่างตั้งแต่ต้น แต่ถ้าเปิดเรื่องด้วยชายคนหนึ่งกลับเข้ามาในเมืองหลังหายไปสิบปี

    แล้วค่อยให้คนดูสงสัยว่า

    ทำไมทุกคนถึงมองเขาแบบนั้น
    ทำไมเขาไม่ยอมเดินผ่านบ้านหลังหนึ่ง
    ทำไมตำรวจเก่าคนหนึ่งถึงจำเขาได้

    Story เดิม แต่ความรู้สึกเปลี่ยนไปแล้ว

    ตรงนี้เริ่มเข้าเขตของ Narrative และ Storytelling ด้วย เพราะไม่ได้มีแค่สิ่งที่เกิดขึ้น แต่รวมถึงวิธีที่เราได้รับรู้สิ่งนั้น

    สามารถอ่านต่อได้ที่ Narrative คืออะไร? และ Storytelling คืออะไร?

    Plot ทำให้คนอ่านเริ่มคาดเดา

    Story บอกว่า ตัวละครทำอะไร

    Plot เริ่มทำให้เรารอว่า แล้วมันจะย้อนกลับมาหาเขาเมื่อไร

    สมมติว่าตัวละครโกหกหนึ่งครั้ง

    ถ้าคำโกหกนั้นไม่มีผลต่ออะไรเลย มันก็เป็นแค่เหตุการณ์หนึ่ง

    แต่ถ้าคำโกหกนั้นทำให้เขาต้องโกหกต่อ
    ทำให้คนอีกคนตัดสินใจผิด
    ทำให้ปัญหาขยาย
    และสุดท้ายย้อนกลับมาทำลายสิ่งที่เขาพยายามรักษา

    ตอนนั้นคำโกหกไม่ได้เป็นแค่ “เหตุการณ์”

    มันกลายเป็นกลไกของ Plot คนอ่านจึงไม่ได้ตามเพียงว่า

    “เกิดอะไรขึ้นต่อ”

    แต่เริ่มตามว่า

    “สิ่งที่เกิดไปแล้ว จะเอาคืนเมื่อไร”

    Sponsored Ads

    แล้ว Plot ต่างจาก Story Structure อย่างไร?

    พอเข้าใจ Plot แล้ว คำถัดไปที่มักโผล่มาคือ Story Structure สองคำนี้เกี่ยวกันมาก แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน Plot คือเหตุการณ์ที่เชื่อมกัน ส่วน Story Structure มองกว้างขึ้นว่า

    เหตุการณ์เหล่านั้นถูกวางอยู่ตรงไหนในทั้งเรื่อง

    ช่วงไหนเป็นการเริ่มต้น
    ช่วงไหนทำให้ปัญหาโตขึ้น
    ช่วงไหนคือจุดเปลี่ยน
    ช่วงไหนคือการเผชิญหน้า
    ช่วงไหนคือจุดสูงสุด
    แล้วเรื่องคลี่คลายอย่างไร

    ถ้า Plot คือเส้นทางที่เหตุการณ์ผลักกันไป

    Story Structure ก็คือการมองเส้นทางนั้นทั้งเส้นจากข้างบน

    แล้ว Story Shape คืออะไร?

    พอถอยออกมาไกลกว่า Structure อีกหน่อย เราจะเริ่มเห็นสิ่งที่เรียกว่า Story Shape

    Story Shape ไม่ได้สนใจแค่ว่า

    เหตุการณ์ไหนอยู่ Act ไหน
    หรือ Turning Point อยู่ตรงไหน

    แต่มองว่าเรื่องเคลื่อนขึ้นหรือลงอย่างไรในภาพรวม

    ตัวละครอาจเริ่มจากสถานะปกติ
    ตกลงไปในปัญหา
    แล้วค่อยปีนกลับขึ้นมา

    หรืออาจเริ่มดี
    ดีขึ้นอีก
    ก่อนทุกอย่างจะพังลงเรื่อย ๆ

    พอมองแบบนี้ เราจึงเริ่มเข้าใจว่าทำไม Story Shape อย่าง

    Man in Hole
    Boy Meets Girl
    From Bad to Worse

    ถึงใช้กับเรื่องที่มีรายละเอียดแตกต่างกันมากได้

    รายละเอียดไม่เหมือนกัน แต่ “รูปการเคลื่อนของเรื่อง” คล้ายกัน

    Plot กับ Story อะไรสำคัญกว่ากัน?

    คำถามนี้ฟังเหมือนต้องเลือก

    แต่จริง ๆ ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไร

    Story ที่น่าสนใจมาก แต่เหตุการณ์ไม่ค่อยส่งผลต่อกัน อาจทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องมีของ แต่ไม่ค่อยเดิน

    Plot ที่แน่นมาก แต่ตัวละครกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรให้อยากสนใจ ก็อาจกลายเป็นกลไกที่ทำงานดี แต่ไม่มีอะไรค้างอยู่หลังอ่านจบ

    สิ่งที่น่าดูกว่าคือ สองอย่างนี้ช่วยกันหรือเปล่า

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีน้ำหนักพอไหม และ Plot ทำให้สิ่งเหล่านั้นส่งผลต่อกันจริงไหม

    ถ้าทำได้ เรื่องมักเริ่มมีแรงของมันเอง

    สรุปสั้นๆ Plot vs Story

    ถ้าต้องจำแบบสั้นที่สุด

    Story คือสิ่งที่เกิดขึ้น

    Plot คือวิธีที่เหตุการณ์เหล่านั้นถูกเลือก เชื่อม และจัดให้ทำงานร่วมกัน

    Story อาจบอกว่า

    ชายคนหนึ่งพลาดรถ
    พบผู้หญิง
    เดินกลับด้วยกัน
    แล้วแยกจากกัน

    แต่ Plot ตัดสินได้ว่า

    นี่คือคืนที่เขาได้พบรัก
    คืนที่เขากลายเป็นผู้ต้องสงสัย
    หรือคืนที่ทำให้เขาถูกลากเข้าไปในอันตราย

    เหตุการณ์คล้ายเดิม

    ความหมายไม่เหมือนเดิม

    และเมื่อเริ่มเห็นความต่างตรงนี้ คำถามถัดไปก็คือ

    ถ้า Plot คือเส้นที่เชื่อมเหตุการณ์เข้าหากัน
    เราจะจัดเส้นทั้งหมดนั้นให้เป็นโครงสร้างของเรื่องได้อย่างไร

    ตรงนั้นคือเรื่องของ Story Structure

    Sponsored Ads


    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.

    Note