Narrative กับ Storytelling ต่างกันอย่างไร? เรื่องเล่ากับการเล่าเรื่องไม่ใช่คำเดียวกัน
by What
เรื่องเล่า (Narrative) กับ การเล่าเรื่อง (Storytelling) มีความหมายเกี่ยวข้องกันมาก แต่ไม่ได้หมายถึงสิ่งเดียวกันทุกบริบท
ถ้าจะเริ่มจากความต่างแบบใช้งานง่าย
Narrative สนใจว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ถูกเลือก จัด เชื่อม และนำเสนอจนกลายเป็น “เรื่องที่เราได้รับ” อย่างไร
Storytelling สนใจกิจกรรมและกระบวนการที่ใช้ถ่ายทอดเรื่องนั้นไปยังผู้อ่าน ผู้ฟัง หรือผู้ชม
Cambridge Dictionary ให้นิยาม Narrative ได้ทั้งในความหมายของ เรื่องหรือคำบรรยายชุดเหตุการณ์ และในความหมายที่กว้างขึ้นว่าเป็น วิธีหนึ่งในการอธิบายหรือทำความเข้าใจเหตุการณ์ ขณะที่ Storytelling หมายถึงกิจกรรมหรือศิลปะของการเขียน การเล่า หรือการอ่านเรื่อง
แต่ความต่างนี้ ไม่ควรถูกลดเหลือ
Narrative = Content
Storytelling = Style
เพราะ Narrative เองมีทั้งลำดับเวลา ผู้เล่า มุมมอง การเลือกข้อมูล และโครงสร้าง ซึ่งล้วนมีผลต่อ “วิธีที่เรื่องถูกนำเสนอ” เช่นกัน The Open University ชี้ว่าการเลือก ใครเป็นผู้เล่า และ เรื่องถูกเล่าอย่างไร เป็นการตัดสินใจพื้นฐานของ Narrative
ความต่างจึงอยู่ที่ จุดเน้น มากกว่าการแบ่งโลกออกเป็นสองกล่องที่ไม่แตะกัน
Sponsored Ads
Narrative กับ Storytelling ต่างกันแบบง่ายๆ
| Narrative | Storytelling | |
|---|---|---|
| แปลพื้นฐาน | เรื่องเล่า / การบอกเล่าเหตุการณ์ | การเล่าเรื่อง |
| สนใจหลัก | เรื่องถูกจัดและนำเสนออย่างไร | เรื่องถูกถ่ายทอดอย่างไร |
| คำถามสำคัญ | เกิดอะไรขึ้น? ใครเล่า? เรารู้อะไร เมื่อไร? | จะถ่ายทอดเรื่องนี้ให้ผู้รับสารอย่างไร? |
| เกี่ยวกับลำดับเวลา | มาก | ใช้ลำดับที่ Narrative เลือกแล้วนำไปถ่ายทอด |
| เกี่ยวกับ Point of View | มาก | ใช้ POV ผ่านภาษา ภาพ เสียง การแสดง ฯลฯ |
| เกี่ยวกับสื่อ | ไม่จำกัดสื่อ | เน้นวิธีถ่ายทอดผ่านสื่อจริง |
| ใช้กับเรื่องจริงได้ไหม | ได้ | ได้ |
| ใช้กับ Fiction ได้ไหม | ได้ | ได้ |
ดังนั้นสองคำนี้ ทับซ้อนกันมาก แต่เวลาใช้วิเคราะห์ เราสามารถถามคนละคำถามเพื่อให้เห็นกลไกของเรื่องได้ชัดขึ้น

Narrative คืออะไรในบริบทนี้?
Narrative คือเรื่องหรือการบอกเล่าชุดเหตุการณ์ที่ถูกจัดให้ผู้รับสารสามารถติดตามและทำความเข้าใจได้
The Open University อธิบาย Narrative อย่างกว้างว่าเป็น story หรือ account of events ทั้งที่เป็นเรื่องจริงและเรื่องสมมติ และการสร้าง Narrative เกิดจากการประกอบองค์ประกอบหลายส่วนเข้าด้วยกัน
เวลาวิเคราะห์ Narrative เราจึงอาจถามว่า
- ใครเป็นผู้เล่า?
- เหตุการณ์ใดถูกเลือกมาเล่า?
- เหตุการณ์ใดถูกละไว้?
- เรื่องเริ่มตรงไหน?
- เราได้รับข้อมูลตามลำดับเวลาจริงหรือไม่?
- เรารู้มากเท่าตัวละคร หรือมากกว่า?
- เรื่องถูกมองผ่านสายตาของใคร?
ทั้งหมดนี้เป็นคำถามของ Narrative
ถ้าต้องการลงลึกคำนี้โดยเฉพาะ อ่านต่อใน Narrative คืออะไร?
Storytelling คืออะไรในบริบทนี้?
Storytelling คือกิจกรรมหรือกระบวนการในการถ่ายทอดเรื่อง
Cambridge ให้นิยามอย่างตรงไปตรงมาว่า Storytelling คือกิจกรรมของการเขียน การเล่า หรือการอ่านเรื่อง และใน American Dictionary อธิบายว่าเป็น “ศิลปะของการเล่าเรื่อง”
Storytelling จึงสามารถเกิดขึ้นผ่าน
- ภาษาเขียน
- เสียงพูด
- การแสดง
- ภาพ
- การตัดต่อ
- ดนตรี
- เสียงประกอบ
- การ์ตูน
- ภาพยนตร์
- เกม
- หรือการผสมหลายสื่อ
และ Storytelling ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทำให้เรื่อง “หวือหวา” หรือ “ดึงดูดที่สุด” เสมอไป เรื่องหนึ่งอาจถูกเล่าอย่างเงียบมาก ช้า ใช้ภาพนิ่งยาว ๆ หรือแทบไม่มีบทสนทนา แต่ก็ยังเป็นการตัดสินใจด้าน Storytelling
ดังนั้นคำถามของ Storytelling อาจเป็น
เราจะทำให้ผู้รับสาร ได้สัมผัสเรื่องนี้อย่างไร?
สามารถอ่านต่อได้ที่ Storytelling คืออะไร?
ตัวอย่างเดียวกัน: อะไรคือ Narrative และอะไรคือ Storytelling?
ลองกลับไปใช้เหตุการณ์ของ “เมย์”
เมย์พลาดรถไฟ
↓
พบกระเป๋าของคนแปลกหน้า
↓
ตัดสินใจเอาไปคืน
↓
ไปสัมภาษณ์งานไม่ทัน
นี่เป็นชุดเหตุการณ์พื้นฐาน
ถ้าเราตัดสินใจว่า…
เปิดเรื่องด้วยเมย์ยืนอยู่หน้าห้องสัมภาษณ์ที่ปิดแล้ว
จากนั้นย้อนกลับไปสองชั่วโมงก่อน
และติดตามเหตุการณ์ผ่านมุมของเมย์เพียงคนเดียว
นี่เป็น การตัดสินใจด้าน Narrative
เราเลือก:
- จุดเริ่มต้นของเรื่อง
- ลำดับข้อมูล
- Perspective
- สิ่งที่ผู้รับสารรู้และยังไม่รู้
แต่หลังจากนั้น ถ้าเราต้องนำ Narrative นี้ไปเล่าจริง เรายังต้องตัดสินใจอีก
ถ้าเป็นนวนิยาย
เราอาจเขียนว่า:
เมย์ไม่เคยคิดว่าประตูที่ปิดเงียบ ๆ จะส่งเสียงดังได้ขนาดนี้ จนกระทั่งมันปิดโอกาสงานครั้งเดียวที่เธอรอมาสามเดือน
เราใช้ภาษา น้ำเสียง และจังหวะประโยค
ถ้าเป็นภาพยนตร์
เราอาจเปิดด้วยภาพเมย์ยืนหน้าประตู
ไม่มีบทสนทนา
ได้ยินเพียงเสียงนาฬิกา
กล้องค่อย ๆ เคลื่อนไปยังโทรศัพท์ที่แสดงเวลา
ก่อนตัดย้อนกลับไปยังสถานีรถไฟ
นี่คือการใช้ภาพ เสียง การตัดต่อ และจังหวะ
ถ้าเป็นการเล่าปากเปล่า
ผู้เล่าอาจหยุดเงียบก่อนพูดว่า
“แต่กระเป๋าใบนั้น…ไม่ใช่ของเธอ”
จังหวะหยุด น้ำเสียง และการสบตากับผู้ฟังกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์
ทั้งสามเวอร์ชันอาจใช้ Narrative หลักใกล้เคียงกัน แต่มี Storytelling แตกต่างกัน ตรงนี้ทำให้เห็นความต่างได้ชัดกว่าสูตร
Narrative = เนื้อหา
Storytelling = วิธีนำเสนอ
เพราะแม้ Narrative เองก็มี “วิธีจัดเรื่อง” อยู่แล้ว ส่วน Storytelling ลงไปอีกระดับหนึ่งว่า เราจะทำให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าผู้รับสารผ่านสื่อที่เลือกอย่างไร

Sponsored Ads
Narrative ไม่ใช่แค่ “สิ่งที่เกิดขึ้น”
นี่เป็นจุดสำคัญมาก ถ้า Narrative หมายถึงเพียงเนื้อหาดิบ เราคงสามารถพูดว่า
A เกิด
B เกิด
C เกิด
แล้วถือว่า Narrative เสร็จแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ การเลือกว่าจะเล่า A, B หรือ C ก่อนกันเปลี่ยนประสบการณ์ของเรื่องได้ทันที
ตัวอย่าง
เหตุการณ์จริง
A → B → C → D
แต่ Narrative อาจเป็น
C → A → B → D
หรือ
D → A → C → B
ยิ่งไปกว่านั้น เรายังสามารถเปลี่ยน
- ผู้เล่า
- มุมมอง
- ช่วงเวลาที่ถูกขยาย
- ข้อมูลที่ถูกซ่อน
- รายละเอียดที่ถูกเน้น
The Open University กล่าวถึงผู้เล่าและ Narrative Perspective ในฐานะองค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อวิธีที่ผู้อ่านรับและตีความเรื่อง
ดังนั้น Narrative ไม่ใช่กอง “Content” ที่รอ Storytelling มาห่อให้สวย มันเป็น โครงสร้างของการรับรู้เรื่อง อยู่แล้วส่วนหนึ่ง
Storytelling ก็ไม่ใช่แค่ “การตกแต่ง Narrative”
ในอีกด้านหนึ่ง Storytelling ก็ไม่ควรถูกลดเหลือเพียง:
- เสียงดี
- ภาพสวย
- เล่าเก่ง
- เปิดเรื่องแรง
- หรือมีเทคนิคดึงดูดคนดู
Storytelling คือ กิจกรรมของการนำเรื่องไปสู่ผู้รับสาร
บางครั้งการตัดสินใจที่ดีที่สุดอาจเป็นการไม่ใช้ดนตรี
บางครั้งอาจเป็นการไม่อธิบายความรู้สึก
บางครั้งอาจใช้ภาพเดียวอยู่นานกว่าปกติ
บางครั้งอาจให้ตัวละครพูดสิ่งหนึ่ง แต่ปล่อยให้คนดูเข้าใจอีกสิ่งหนึ่ง
ดังนั้น Storytelling ที่ดีไม่ได้หมายถึง
ใส่เทคนิคให้มากที่สุด
แต่คือ
เลือกวิธีถ่ายทอดที่เหมาะกับเรื่องและประสบการณ์ที่ต้องการสร้าง
Narration ต่างจาก Narrative และ Storytelling อย่างไร?
มีอีกคำหนึ่งที่ทำให้สามคำนี้สับสนง่ายขึ้นคือ Narration Cambridge นิยาม Narration ว่าเป็น การกระทำในการเล่าเรื่อง หรือผลงานของ Narrator มองแบบใช้งานง่ายได้ว่า
- Narrative เรื่องหรือการจัดเหตุการณ์ที่เรากำลังได้รับ
- Narration การบรรยายหรือเสียงที่นำ Narrative ออกมา โดยเฉพาะในบริบทของ Narrator
- Storytelling กรอบกว้างของกิจกรรมและวิธีการถ่ายทอดเรื่อง
ตัวอย่างในภาพยนตร์
เสียง Voice-over ของตัวละคร
→ Narration
การเลือกว่าจะเปิดเรื่องด้วยอดีตหรือปัจจุบัน
→ Narrative choice
การใช้ Voice-over + ภาพ + เพลง + การตัดต่อเพื่อสร้างอารมณ์
→ Storytelling
เส้นแบ่งไม่ได้แข็งตายตัว แต่การแยกคำถามแบบนี้ช่วยให้วิเคราะห์งานได้ง่ายขึ้น

ผู้เล่ากับ Storyteller คือคนเดียวกันไหม?
ไม่เสมอไป
ในนิยาย ตัวละครที่พูดคำว่า “ผม” อาจเป็น Narrator แต่ผู้เขียนตัวจริงคือคนที่ออกแบบงานทั้งหมด ในภาพยนตร์ Narrator อาจเป็นเสียงคนหนึ่ง แต่ Storytelling ทั้งชิ้นเกิดจาก
- บท
- การกำกับ
- ภาพ
- การแสดง
- เสียง
- เพลง
- การตัดต่อ
ดังนั้น “ผู้เล่า” ภายใน Narrative ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ “ผู้สร้าง Storytelling” ของงานทั้งหมด นี่เป็นอีกเหตุผลที่ Narrator, Narrative และ Storytelling ไม่ควรถูกใช้แทนกันแบบตรง ๆ
Narrative เดียวกัน เล่าด้วย Storytelling คนละแบบได้ไหม?
ได้
สมมติ Narrative เดิมคือ
ชายคนหนึ่งกลับบ้านเกิดหลังจากแม่เสียชีวิต และพบจดหมายที่ทำให้เขาต้องกลับไปทบทวนความสัมพันธ์ของครอบครัว
เราสามารถเล่า Narrative นี้เป็น
- นวนิยายบุคคลที่หนึ่ง
- ภาพยนตร์แทบไม่มีบทพูด
- ละครเวที
- Audio Drama
- Graphic Novel
- เกมที่ผู้เล่นเดินสำรวจบ้าน
เรื่องพื้นฐานอาจคล้ายเดิม แต่ประสบการณ์เปลี่ยนตาม Storytelling ของแต่ละสื่อ
ในนวนิยาย เราอาจเข้าไปอยู่ในความคิดตัวละครได้โดยตรง
ในภาพยนตร์ สีหน้าและพื้นที่ว่างอาจทำงานแทนคำอธิบาย
ในเกม การที่ผู้เล่นเป็นคนเลือกว่าจะเปิดลิ้นชักไหนก่อน อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการรับเรื่อง
ดังนั้น
Medium มีผลต่อ Storytelling
และในหลายกรณีก็ย้อนกลับไปเปลี่ยน Narrative ด้วย เพราะแต่ละสื่อเปิดและจำกัดความเป็นไปได้คนละแบบ
Sponsored Ads
Storytelling เปลี่ยน Narrative ได้ไหม?
ได้ และนี่คือเหตุผลที่สองคำนี้แยกจากกันไม่เด็ดขาด ตอนดัดแปลงนวนิยายเป็นภาพยนตร์ ผู้สร้างอาจพบว่า
- ตัวละครมีมากเกินไป
- Flashback ซับซ้อนเกินไป
- ฉากหนึ่งใช้เวลานานเกินไป
- ข้อมูลบางอย่างที่อยู่ในความคิดตัวละครถ่ายทอดเป็นภาพยาก
จึงต้อง
- รวมตัวละคร
- ตัดเหตุการณ์
- เปลี่ยนลำดับ
- เปลี่ยน POV
- หรือย้ายการเปิดเผยข้อมูล
เมื่อเกิดสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ Storytelling เปลี่ยน
Narrative ก็เปลี่ยนด้วย
เพราะสิ่งที่ผู้ชมได้รับและลำดับที่ได้รับข้อมูลเปลี่ยนตามไปแล้ว ดังนั้นความสัมพันธ์ที่เหมาะกว่าอาจไม่ใช่
Narrative → Storytelling
แบบเส้นตรงทางเดียว แต่เป็น
Narrative ↔ Storytelling
ที่มีผลต่อกันตลอดกระบวนการสร้างเรื่อง
Narrative กับ Storytelling ใช้กับ Nonfiction ได้ไหม?
ได้ทั้งคู่
สารคดีสามารถมี Narrative ได้
Memoir มี Narrative ได้
ข่าวเชิงสารคดีสามารถใช้ Storytelling ได้
ประวัติศาสตร์สามารถถูกจัดเป็น Narrative ได้
Narrative ไม่ได้จำกัดอยู่กับ Fiction — The Open University ระบุชัดว่า Narrative สามารถเป็น account ของเหตุการณ์ทั้งจริงและสมมติ
และ Storytelling ก็ไม่ได้หมายถึง “แต่งเรื่อง”
การใช้
- ฉาก
- ตัวละคร
- จังหวะ
- ภาพ
- เสียง
- การเรียงข้อมูล
เพื่อทำให้เหตุการณ์จริงเข้าใจและติดตามง่ายขึ้น ยังสามารถเป็น Storytelling ได้ โดยไม่ได้หมายความว่าผู้สร้างได้รับอนุญาตให้สร้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่
นี่เป็นเหตุผลที่ Fiction / Nonfiction [อ่านต่อ: Fiction กับ Nonfiction ต่างกันอย่างไร?] กับ Narrative / Storytelling เป็น คนละแกน
Narrative กับ Plot ต่างกันตรงไหน?
อีกคำที่มักเข้ามาปนคือ Plot
The Open University นิยาม Plot ว่าเป็นการจัด Narrative Events เพื่อสร้างความสนใจและเน้นความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล มองอย่างง่าย
Plot ถามว่า
เหตุการณ์ต่าง ๆ เชื่อมกันอย่างไร โดยเฉพาะเหตุและผล?
Narrative ถามว่า
เหตุการณ์เหล่านั้นถูกเลือกและนำมาให้เรารับรู้อย่างไร?
Storytelling ถามว่า
เราจะถ่ายทอด Narrative นี้ให้ผู้รับสารสัมผัสได้อย่างไร?
ตัวอย่าง
Plot
เมย์พลาดรถไฟ
→ พบกระเป๋า
→ เอาไปคืน
→ พลาดสัมภาษณ์
Narrative
เปิดเรื่องที่ผลก่อน
→ ย้อนกลับไปสถานีรถไฟ
→ จำกัดข้อมูลอยู่กับเมย์
Storytelling
เปิดด้วยภาพประตูปิด
→ ไม่มีเพลง
→ ได้ยินเพียงเสียงหายใจ
→ ตัดภาพไปเสียงรถไฟ
สามระดับนี้เกี่ยวกัน แต่แต่ละระดับช่วยให้เรามองปัญหาคนละด้าน สามารถอ่านต่อได้ที่ Plot คืออะไร?
Narrative กับ Storytelling ต่างกันอย่างไรเวลาวิเคราะห์งาน?
สมมติเราดูหนังเรื่องหนึ่งแล้วรู้สึกว่า “ช่วงกลางไม่ค่อยเวิร์ก” ถ้าบอกเพียงว่า
Storytelling ไม่ดี
ยังไม่ช่วยเรามากนัก ลองแยกคำถามออกเป็น
ปัญหาที่ Narrative หรือเปล่า?
- เปิดเผยข้อมูลเร็วเกินไปหรือไม่?
- เปลี่ยน POV จนคนดูสับสนหรือไม่?
- เส้นเหตุการณ์บางเส้นไม่ได้เชื่อมกันหรือไม่?
- เรื่องเริ่มผิดจุดหรือไม่?
หรือปัญหาที่ Storytelling?
- ฉากยาวเกินความจำเป็นหรือไม่?
- การแสดงไม่ช่วยส่งอารมณ์หรือไม่?
- Dialogue อธิบายมากเกินไปหรือไม่?
- ภาพและเสียงกำลังสื่อสารคนละอารมณ์หรือไม่?
- จังหวะการตัดต่อทำให้ความตึงหายหรือไม่?
การแยก Narrative ออกจาก Storytelling จึงไม่ได้มีไว้แค่จำศัพท์ มันช่วยให้เรารู้ว่า ปัญหาของเรื่องอยู่ตรงไหน
แล้วอะไรสำคัญกว่ากัน?
คำถามนี้คล้ายถามว่า
แบบแปลนกับการสร้างบ้าน อะไรสำคัญกว่า?
ทั้งสองสัมพันธ์กัน Narrative ที่น่าสนใจสามารถถูกถ่ายทอดจนไม่น่าติดตามได้ Storytelling ที่มีฝีมือมากอาจช่วยให้เหตุการณ์ธรรมดากลายเป็นประสบการณ์ที่ทรงพลัง
แต่ Storytelling ก็ไม่สามารถแก้ทุกปัญหาของ Narrative ได้ และ Narrative ที่แข็งแรงก็ไม่ได้ทำให้การถ่ายทอดดีโดยอัตโนมัติ งานหนึ่งจึงเกิดจากการทำงานร่วมกันของ
สิ่งที่ถูกเลือกให้เป็นเรื่อง
และ
วิธีที่เรื่องนั้นถูกทำให้เกิดขึ้นต่อหน้าผู้รับสาร
จุดที่ Narrative กับ Storytelling พบกัน
ตอนเริ่มต้น เราอาจพยายามแยกสองคำเพื่อให้เข้าใจง่าย แต่พอเข้าไปลึกขึ้น สิ่งที่น่าสนใจกว่ากลับเป็น พื้นที่ที่มันซ้อนกัน
การเปลี่ยนผู้เล่าเป็น Narrative Choice แต่เสียงและลีลาของผู้เล่านั้นเป็น Storytelling ด้วย
การเปิดเรื่องด้วยตอนจบเป็น Narrative Choice แต่ภาพ เสียง และจังหวะที่ใช้เปิดฉากนั้นเป็น Storytelling
การซ่อนข้อมูลเป็น Narrative Choice แต่การทำให้ผู้ชม “รู้สึกว่ามีบางอย่างถูกซ่อนอยู่” เป็นงานของ Storytelling
ดังนั้นการแยกสองคำไม่ใช่เพื่อสร้างกำแพง แต่เพื่อให้เราเห็นว่า เรื่องหนึ่งทำงานหลายชั้นพร้อมกัน และเมื่อเริ่มมองเห็นชั้นเหล่านี้ คำถามถัดไปก็ไม่ใช่แค่
Narrative ต่างจาก Storytelling อย่างไร?
แต่กลายเป็น
ทำไมเหตุการณ์ชุดเดียวกัน แค่เปลี่ยนคนเล่า ลำดับข้อมูล หรือวิธีถ่ายทอด ความรู้สึกของเราจึงเปลี่ยนไปได้มากขนาดนั้น?
ตรงนั้นคือจุดที่ศัพท์เรื่องเล่าเริ่มเชื่อมเข้ากับวิธีที่เรื่องทำงานกับมนุษย์จริง ๆ
Sponsored Ads
0 Comments