Narrative คืออะไร? แปลว่าอะไร และต่างจาก Storytelling อย่างไร
by What
Narrative แปลว่า “เรื่องเล่า” “การบรรยายเรื่อง” หรือการนำเสนอชุดเหตุการณ์ให้เกิดเป็นเรื่องที่เราเข้าใจได้
Cambridge Dictionary ให้ความหมายของ narrative ว่าเป็นเรื่องหรือคำบรรยายของเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ และในอีกบริบทหนึ่งยังหมายถึง วิธีหนึ่งในการอธิบายหรือทำความเข้าใจเหตุการณ์ ได้ด้วย ส่วนพจนานุกรมอังกฤษ–ไทยของ Cambridge ให้คำแปลพื้นฐานว่า “เรื่องเล่า”
Narrative สามารถพูดถึงเรื่องที่ แต่งขึ้น หรือเรื่องที่ เกิดขึ้นจริง ก็ได้ Open University อธิบายอย่างกว้างว่า Narrative คือเรื่องหรือการบอกเล่าเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องสมมติ
สั้นที่สุด: Narrative คือการที่เหตุการณ์ต่าง ๆ ถูกเลือก เชื่อม จัดลำดับ และนำเสนอให้กลายเป็นเรื่องที่ผู้รับสารสามารถติดตามและตีความได้
ดังนั้น Narrative ไม่ได้ถามเพียงว่า
“เกิดอะไรขึ้น?”
แต่ยังพาเราไปถามต่อว่า
“เราได้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นผ่านใคร เมื่อไร ในลำดับไหน และด้วยมุมมองแบบใด?”
ตรงนี้เองที่คำว่า Narrative เริ่มมีความหมายมากกว่าคำว่า “เรื่อง” เพียงอย่างเดียว
Sponsored Ads
Narrative แปลว่าอะไร?
ถ้าพบคำว่า Narrative ในบริบทนิยาย ภาพยนตร์ การ์ตูน เกม หรือการศึกษาการเล่าเรื่อง คำว่า
เรื่องเล่า
เป็นคำไทยที่ใช้เริ่มต้นได้ดี แต่ Narrative ไม่ได้แปลว่า “เรื่องเล่า” แบบเดียวในทุกบริบท ตัวอย่างเช่น
a first-person narrative
อาจหมายถึงเรื่องที่เล่าผ่านผู้บรรยายบุคคลที่หนึ่ง
historical narrative
อาจหมายถึงการบอกเล่าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
a narrative of an event
อาจหมายถึงวิธีที่เหตุการณ์หนึ่งถูกอธิบายหรือทำความเข้าใจ
ดังนั้นเวลาพบคำว่า Narrative ควรถามต่อว่า:
เรากำลังพูดถึง ตัวเรื่อง, วิธีจัดเหตุการณ์, มุมมองที่ใช้เล่า หรือ กรอบที่ใช้ทำความเข้าใจเหตุการณ์?
Cambridge ระบุทั้งความหมายในฐานะ story/account of events และความหมายที่กว้างขึ้นในฐานะ particular way of explaining or understanding events จึงไม่ควรบังคับให้ Narrative มีคำแปลไทยเพียงคำเดียวในทุกสถานการณ์
ตัวอย่างง่าย ๆ: เหตุการณ์เดียวกัน แต่ Narrative เปลี่ยนได้
สมมติว่าเกิดเหตุการณ์เหล่านี้:
เมย์ออกจากบ้าน
เมย์พลาดรถไฟ
เมย์พบกระเป๋าของคนแปลกหน้า
เมย์ตัดสินใจเอาไปคืน
เมย์ไปสัมภาษณ์งานไม่ทัน
นี่คือชุดเหตุการณ์หนึ่ง แต่เราสามารถนำมันมาเล่าได้หลายแบบ
แบบที่ 1 — เล่าตามลำดับเวลา
เช้าวันนั้นเมย์ออกจากบ้านสาย เธอพลาดรถไฟ และระหว่างรอขบวนต่อไปก็พบกระเป๋าใบหนึ่งถูกทิ้งอยู่บนชานชาลา…
เราเดินตามเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นไปจนถึงผลลัพธ์
แบบที่ 2 — เปิดด้วยผลก่อน
ประตูห้องสัมภาษณ์ปิดไปแล้วตอนที่เมย์มาถึง
อีกสองชั่วโมงก่อนหน้านั้น เธอกำลังยืนอยู่บนชานชาลาพร้อมกระเป๋าที่ไม่ใช่ของตัวเอง…
เหตุการณ์พื้นฐานอาจเหมือนเดิม แต่ ลำดับที่เราได้รับข้อมูลเปลี่ยน
แบบที่ 3 — เปลี่ยนผู้เล่า
ผมจำผู้หญิงคนนั้นได้ เพราะเธอเป็นคนเดียวที่วิ่งกลับมาหาผมพร้อมกระเป๋าที่หายไป…
คราวนี้เราไม่ได้รับเรื่องจากเมย์ แต่จากเจ้าของกระเป๋า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจยังคล้ายเดิม แต่สิ่งที่ผู้อ่านรู้ สิ่งที่ถูกเน้น และความหมายของเหตุการณ์เริ่มเปลี่ยนไป นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ Narrative มีความสำคัญ
เหตุการณ์ชุดเดียวกันไม่ได้บังคับให้มีวิธีเล่าเพียงแบบเดียว

Narrative มีได้ทั้ง Fiction และ Nonfiction
Narrative ไม่ได้หมายถึงเรื่องแต่งเท่านั้น
- นิยายเป็น Narrative ได้
- เรื่องสั้นเป็น Narrative ได้
- ชีวประวัติเป็น Narrative ได้
- Memoir เป็น Narrative ได้
- สารคดีเป็น Narrative ได้
- การเล่าเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ก็สามารถสร้าง Narrative ได้
Open University นิยาม Narrative อย่างกว้างว่าเป็น story หรือ account of events ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเป็นจริงหรือสมมติ ตรงนี้ทำให้เห็นความต่างระหว่างคำว่า Fiction [อ่านต่อได้ที่ Fiction คืออะไร?] กับ Narrative [อ่านต่อได้ที่ Narrative คืออะไร?]
Fiction ถามว่า:
งานนี้เปิดพื้นที่ให้ผู้สร้างประดิษฐ์ตัวละครหรือเหตุการณ์ขึ้นหรือไม่?
Narrative ถามมากขึ้นว่า:
เหตุการณ์และข้อมูลถูกจัดและนำเสนอให้กลายเป็นเรื่องอย่างไร?
ดังนั้น:
Fiction สามารถมี Narrative ได้
แต่
Narrative ไม่จำเป็นต้องเป็น Fiction
ตัวอย่างเช่น Memoir เป็น Nonfiction แต่มี Narrative ได้อย่างชัดเจน สามารถอ่านต่อได้ที่ Fiction กับ Nonfiction ต่างกันอย่างไร?
Narrative ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
ไม่มี checklist ชุดเดียวที่ Narrative ทุกประเภทต้องมีครบเหมือนกัน Narrative สั้น ๆ อาจไม่มี Plot ซับซ้อน ไม่มีตัวละครจำนวนมาก หรือไม่มี Conflict แบบที่พบในนิยาย แต่เมื่อต้องวิเคราะห์ Narrative โดยเฉพาะงานเล่าเรื่อง เรามักมององค์ประกอบหลายด้านร่วมกัน
เหตุการณ์ — Events
มีอะไรเกิดขึ้น และเหตุการณ์ใดถูกเลือกมาเล่า? การเลือกเองก็มีความหมาย เพราะผู้เล่าไม่จำเป็นต้องบอกทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
ผู้เล่า — Narrator
ใครเป็นเสียงที่กำลังเล่าเรื่อง?
Open University อธิบาย Narrator ว่าเป็น “เสียงที่พูด” ของ Narrative และเป็นเสียงหรือมุมที่ Narrative ถูกถ่ายทอดออกมา ผู้เล่าอาจเป็น
- ตัวละครในเรื่อง
- ผู้สังเกตการณ์
- หรือเสียงเล่าที่ไม่ได้เป็นตัวละครในโลกของเรื่อง
มุมมอง — Point of View / Perspective
เราได้รับอนุญาตให้เห็นและรู้อะไร? ผู้เล่าอาจรู้เพียงสิ่งที่ตัวละครหนึ่งรู้ หรืออาจเข้าถึงความคิดของหลายตัวละคร
Open University ชี้ว่าการเลือกว่า ใครเป็นผู้เล่า และเรื่องถูกเล่าอย่างไร เป็นหนึ่งในการตัดสินใจพื้นฐานของผู้เขียน Fiction
เวลาและลำดับ — Time / Order
เหตุการณ์เกิดตามลำดับใด? และผู้เล่าเลือกให้เราได้รับรู้ตามลำดับนั้นหรือไม่? เหตุการณ์จริงอาจเป็น
A → B → C → D
แต่ Narrative อาจเปิดเผยเป็น:
C → A → B → D
ตัวละครและฉาก — Character / Setting
ใน Narrative ที่มีตัวละครและโลกของเรื่อง เราจะดูว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และสิ่งเหล่านี้มีผลต่อสิ่งที่ถูกเล่าอย่างไร
การเลือกและการเน้น — Selection / Emphasis
สองคนสามารถเล่าเหตุการณ์เดียวกัน แต่เลือกคนละรายละเอียด คนหนึ่งอาจจำสีของห้อง อีกคนจำประโยคที่มีคนพูด อีกคนจำเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
Narrative จึงไม่ใช่เพียงการมีข้อมูล แต่เกี่ยวข้องกับ การเลือกว่าจะให้ข้อมูลอะไรมีตำแหน่งอยู่ในเรื่อง
Narrator กับ Point of View คือสิ่งเดียวกันไหม?
ไม่จำเป็น
วิธีหนึ่งที่ช่วยแยกสองคำนี้คือถามสองคำถาม:
ใครกำลังพูด?
กับ
เรากำลังมองเหตุการณ์ผ่านการรับรู้ของใคร?
ใน narratology มักใช้แนวคิด focalization เพื่อช่วยแยก “เสียงที่เล่า” ออกจาก “มุมที่มอง”
ตำรา Prose Fiction อธิบายว่า หากคำถาม “ใครพูด?” ตอบด้วย Narrator คำถามของ focalization จะสนใจต่อว่า เรื่องถูกมองจาก perspective ใด ตัวอย่างง่าย ๆ ผู้บรรยายอาจเป็นบุคคลที่สาม
“เมย์เปิดประตูเข้าไปในห้อง”
แต่ Narrative อาจติดตามความรู้สึกของเมย์อย่างใกล้ชิด:
เธอไม่รู้ว่าคนในห้องกำลังรอข่าวอะไรอยู่ และความเงียบทำให้เธอเริ่มคิดว่าตัวเองมาผิดที่
แม้ผู้เล่าไม่ใช่ “ฉัน = เมย์”
แต่สิ่งที่เราเห็นและรับรู้ถูกจำกัดใกล้กับประสบการณ์ของเมย์ นี่เป็นเหตุผลที่การบอกเพียงว่า
First Person / Third Person
ซึ่งยังไม่อธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับ Narrative Perspective

Sponsored Ads
Narrative จำเป็นต้องเรียงตามเวลาไหม?
ไม่จำเป็น
Narrative สามารถเล่าเหตุการณ์ตามลำดับเวลาได้ เช่น
A → B → C → D
เรามักเรียกการจัดแบบนี้ว่า Linear
แต่ก็สามารถเปลี่ยนลำดับ เช่น:
C → A → B → D
เพื่อให้ผู้อ่านรู้ข้อมูลในเวลาที่ผู้เล่าต้องการ อาจใช้
- Flashback
- Flashforward
- การเปิดเรื่องกลางเหตุการณ์
- การสลับเส้นเวลา
- การปิดบังเหตุการณ์สำคัญไว้ก่อน
สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามเกี่ยวกับ Narrative Order
และนี่คือจุดหนึ่งที่บทความเดิมของ WhatANovel จำเป็นต้องแก้ เพราะเดิมนำ Linear Narrative, Non-linear Narrative, Quest Narrative และ Viewpoint Narrative มาจัดเป็น “4 ประเภทหลัก” ทั้งที่ทั้งสี่ไม่ได้อยู่ในแกนการจำแนกเดียวกัน ทางที่แม่นกว่าคือแยกว่า
Linear / Non-linear
→ พูดถึง ลำดับเวลา
First person / Third person / Focalization
→ พูดถึง ผู้เล่าและมุมมอง
Quest
→ พูดถึง รูปแบบของเรื่องหรือ Plot
เรื่องหนึ่งจึงสามารถเป็น
Quest + Non-linear + First-person
ได้พร้อมกันโดยไม่ขัดแย้ง เพราะสามคำกำลังบอกคนละมิติของ Narrative
Narrative ต่างจาก Plot อย่างไร?
สองคำนี้เกี่ยวข้องกันมาก แต่ไม่เหมือนกัน
Open University ให้นิยาม Plot ว่าเป็น การจัด narrative events เพื่อสร้างความสนใจและเน้นความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล เราจึงมองแบบใช้งานง่ายได้ว่า
Plot สนใจว่า
เหตุการณ์ต่าง ๆ เชื่อมกันอย่างไร โดยเฉพาะเหตุและผล
Narrative กว้างกว่า โดยสนใจว่า
เหตุการณ์เหล่านั้นถูกนำเสนอผ่านผู้เล่า มุมมอง ลำดับเวลา และการเลือกข้อมูลอย่างไร
ลองใช้เรื่องเมย์อีกครั้ง
Plot
เมย์พลาดรถไฟ
→ จึงพบกระเป๋า
→ ตัดสินใจเอาไปคืน
→ จึงพลาดสัมภาษณ์
Narrative
ผู้เขียนอาจเลือกเปิดเรื่องด้วย
เมย์ยืนอยู่หน้าประตูห้องสัมภาษณ์ที่ปิดแล้ว
ก่อนค่อยย้อนกลับไปอธิบายเหตุการณ์ที่ชานชาลา Plot ยังเชื่อมเหตุการณ์ด้วยเหตุและผล แต่ Narrative ตัดสินใจว่า เราจะได้รับรู้ความสัมพันธ์นั้นอย่างไรและเมื่อไร
ถ้าต้องการลงลึกเรื่อง Plot โดยเฉพาะ อ่านต่อได้ที่ Plot คืออะไร?

Narrative ต่างจาก Story อย่างไร?
คำว่า Story และ Narrative มีความหมายทับซ้อนกันมากในการใช้ทั่วไป ทั้งคู่สามารถหมายถึง “เรื่อง” หรือ “การบอกเล่าเหตุการณ์” จึงไม่ควรสร้างกฎง่าย ๆ ว่า:
Story = เนื้อหา
Narrative = รูปแบบ
แล้วถือว่าใช้ได้ในทุกบริบท แต่ในการวิเคราะห์เรื่องเล่า การแยกคำสามารถช่วยให้เราถามคนละคำถามได้
Story
อาจใช้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกของเรื่อง
ส่วน Narrative
ช่วยพาไปดูว่าความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถูกนำมาเล่าและจัดให้ผู้รับสารรับรู้อย่างไร
ดังนั้นคำสองคำนี้ไม่ได้เป็นศัตรูกัน และไม่มีเส้นแบ่งคำศัพท์เพียงแบบเดียวที่ทุกสำนักใช้เหมือนกัน สิ่งสำคัญกว่าคือรู้ว่า เรากำลังใช้คำเหล่านี้เพื่อวิเคราะห์อะไร
Narrative ต่างจาก Storytelling อย่างไร?
นี่เป็นคู่ที่สับสนกันบ่อย และหน้า WhatANovel มีบทความเฉพาะเรื่องนี้อยู่แล้ว ในระดับเบื้องต้น เราอาจมองได้ว่า
Narrative สนใจเรื่องหรือการจัดเหตุการณ์และมุมมองที่เกิดขึ้น ส่วน Storytelling เน้นกิจกรรม กระบวนการ และวิธีที่เรื่องถูกถ่ายทอดไปยังผู้รับสาร แต่ไม่ควรสรุปแข็ง ๆ ว่า
Narrative = Content
Storytelling = Style
เพราะ Narrative เองมีทั้งการจัดลำดับ มุมมอง เสียงผู้เล่า และโครงสร้าง ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับ วิธีการนำเสนอ เช่นกัน
ขณะที่ Storytelling ก็ไม่ได้มีเพียงการ “แต่งให้สนุก” แต่ครอบคลุมการตัดสินใจว่าจะใช้ภาษา ภาพ เสียง จังหวะ การแสดง หรือปฏิสัมพันธ์อย่างไรเพื่อถ่ายทอดเรื่อง สามารถอ่านต่อได้ที่ Storytelling คืออะไร?
ดังนั้นสองคำนี้ ทับซ้อนกัน แต่มีจุดเน้นต่างกัน เรื่องนี้มีรายละเอียดพอที่จะไม่ควรย่อเหลือเพียงสองประโยค จึงเหมาะกับบทความเฉพาะ Narrative กับ Storytelling ต่างกันอย่างไร?
Sponsored Ads
Narrative ไม่ได้มีเฉพาะในนิยาย
ลองคิดถึงข่าวเหตุการณ์เดียวกัน ข้อเท็จจริงพื้นฐานอาจเหมือนกัน
- เวลา
- สถานที่
- สิ่งที่เกิดขึ้น
- คนที่เกี่ยวข้อง
แต่รายงานสองชิ้นอาจ
- เริ่มคนละจุด
- เลือกสัมภาษณ์คนละคน
- เน้นคนละเหตุการณ์
- ใช้ภาพคนละชุด
- อธิบายสาเหตุคนละระดับ
จนทำให้ผู้รับสารเห็นเหตุการณ์ในกรอบที่ต่างกัน นี่สัมพันธ์กับความหมายอีกแบบของคำว่า Narrative ที่ Cambridge ระบุว่าเป็น particular way of explaining or understanding events
ดังนั้นเราจึงพบคำอย่าง
- political narrative
- historical narrative
- personal narrative
- cultural narrative
โดยไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านั้นเป็น “นิยาย”
Narrative สามารถเป็นวิธีที่มนุษย์ จัดประสบการณ์และเหตุการณ์ให้มีรูปที่สามารถสื่อสารและทำความเข้าใจได้
ทำไม Narrative ถึงเปลี่ยนความรู้สึกของเรื่องได้?
ลองกลับไปยังเหตุการณ์เดิม:
เมย์พบกระเป๋า
เอาไปคืน
และพลาดสัมภาษณ์งาน
ถ้าเรื่องถูกเล่าจากมุมของเมย์ เราอาจรู้สึกถึงความลังเลและการเสียสละ
ถ้าเล่าจากมุมเจ้าของกระเป๋า เราอาจรู้สึกว่าการกระทำของเมย์เป็นสิ่งที่เปลี่ยนวันอันเลวร้ายของใครคนหนึ่ง
ถ้าเปิดเรื่องจากวันที่เมย์กำลังตกงาน แล้วค่อยเฉลยภายหลังว่าเหตุใด เธออาจดูเหมือนคนที่ตัดสินใจผิดในตอนแรก ก่อนความหมายของเหตุการณ์จะเปลี่ยน
ข้อมูลพื้นฐานจึงไม่ใช่สิ่งเดียวที่กำหนดความรู้สึกของเรา
- ตำแหน่งที่เราได้รับข้อมูล
- คนที่เราอยู่ใกล้
- สิ่งที่เรารู้หรือยังไม่รู้
ล้วนมีผลต่อประสบการณ์ของ Narrative
Open University ยกความสำคัญของ Narrative point of view และการเลือกผู้เล่าไว้เป็นส่วนสำคัญในการศึกษาวิธีที่ Fiction ทำงานกับผู้อ่าน
และตรงนี้เป็นจุดที่คำศัพท์เริ่มกลายเป็นคำถามแบบ WhatANovel
ทำไมเหตุการณ์ชุดเดียวกัน แค่เปลี่ยนคนเล่า หรือเปลี่ยนเวลาที่เราได้รับข้อมูล ความรู้สึกของเราถึงเปลี่ยนตามไปด้วย?
จาก Narrative ไปสู่ Narrative Structure
เมื่อเราเข้าใจ Narrative แล้ว คำถามถัดไปไม่ใช่เพียง:
เรื่องนี้มี Narrative หรือไม่?
แต่คือ
Narrative นี้ถูกจัดรูปอย่างไร?
เราสามารถเริ่มถามว่า
- เหตุการณ์ถูกเปิดเผยตรงไหน
- ช่วงเวลาไหนถูกขยาย
- ช่วงไหนถูกข้าม
- ใครเป็นผู้เล่า
- มุมมองเปลี่ยนเมื่อไร
- เรื่องเริ่มจากจุดใด
- และเหตุใดตอนจบจึงถูกวางไว้ตรงนั้น
ตรงนี้เรากำลังเริ่มเข้าไปสู่ Narrative Structure ซึ่งเชื่อมต่อไปยัง Plot, Story Structure, Point of View, Framing และ Storytelling ได้โดยตรง Narrative จึงไม่ใช่เพียงอีกคำหนึ่งที่ต้องจำความหมาย มันคือประตูไปสู่คำถามว่า
เหตุการณ์กลายเป็น “เรื่องที่เราได้รับ” ได้อย่างไร
Sponsored Ads
0 Comments